ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

มีเรื่องที่มักถูกเล่าต่อกันมาอย่างขมขื่นในหัวใจว่า แทบทุกอณูพื้นที่ของจังหวัด ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ตลอดหลายปีมานี้ ล้วนเต็มไปด้วยร่องรอยของซากระเบิด เศษเศร้าจากความรุนแรง หรือรอยเลือดข้นสีแดงที่ไหลนองอาบท้นท้องถนน ซึ่งเป็นที่มาว่า ไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้คนไม่อยากมาเยี่ยมมาเยือนมาสัมผัสพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น แม้กระทั่งคนในพื้นที่เอง หากจะมีใครสักคนเดินเรื่อยเปื่อยชมนกชมไม้ไปตามถนนหรือซอกซอยต่างๆ ล้วนเป็นเรื่อง “ไม่พึงกระทำ” แทบทั้งสิ้น

ตราบกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อปรากฏภาพคนกลุ่มหนึ่ง ประกอบด้วยเยาวชนและผู้ติดตามรวม 10 กว่าชีวิต ค่อยๆ ย่างเท้าอย่างสบายจากใจกลางเมืองยะลา ผ่านถนนรวมมิตร ข้ามไปย่านสตรีทอาร์ต (ศิลปะข้างถนน) เลาะเลียบทางเดินริมแม่น้ำปัตตานี ถึงสะพานดำหรือสะพานรถไฟทอดข้ามแม่น้ำปัตตานี วกกลับมาตลาดพิมลชัยริมทางรถไฟ มุ่งตรงไปร้านหนังสือคลังวิทยา ก่อนจะกลับมาที่จุดตั้งต้น โรงแรมปาร์ควิว ใจกลางเมืองยะลา จึงอาจนับเป็นภาพไม่คุ้นตาของใครหลายคน คำทักทายที่เจือไปด้วยคำถามระหว่างบรรทัดย่อมซ่อนอะไรไว้มากมาย ด้วยคำถามประเภท “มาจากไหนกัน” “มาทำอะไร” “จะเดินไปไหนหรือ” ฯลฯ

ภาพจำของผู้คนที่ได้ติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ย่อมพอคุ้นชื่อถนนหรือสถานที่หลายแห่งที่เคยเกิดเหตุรุนแรง ทั้งระเบิด ทั้งยิง ได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็น “ถนนรวมมิตร” “ทางเดินริมฟุตบาทริมน้ำปัตตานี” หรือ “ตลาดพิมลชัยริมทางรถไฟ” ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุล่าสุดจากแรงระเบิด แต่สำหรับเยาวชนนักเขียน จากกิจกรรมค่ายเยาวชนสืบสานงานศิลป์ถิ่นยะลา “ดนตรี กวี ศิลป์ ครั้งที่ 2” โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดยะลา สิ่งที่พวกเขาและเธอได้เดินสัมผัสอย่างแท้จริง กลับเป็นเรื่องเล่าหลากหลายที่ผสานกลั่นออกมาจากหัวใจ เชื่อมต่อระหว่าง “ภาพจริง” “ความทรงจำในใจ” และภาพใน “จินตนาการ” ที่เก็บซ่อนไว้เนิ่นนาน แม้สำนวนภาษาจากงานเขียนอาจเทียบไม่ได้กับนักเขียนมืออาชีพ แต่ “นัยสำคัญ” ที่สะท้อนผ่านแต่ละถ้อยคำ ล้วนบอกเล่าเรื่องราวลึกเร้นบางประการได้เป็นอย่างดี สำหรับหัวใจของเยาวชนคนในพื้นที่ซึ่งต้องใช้ชีวิตดำรงอยู่กับความไม่สงบและ “น่าหวั่นกลัวยิ่ง” ในสายตาคนนอก

นาซีลา ลือแบซา บอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก ผ่านเรื่องเล่า “เพราะครั้งสุดท้ายไม่มีสัญญาณเตือน” เก็บภาพจำในตลาดพิมลชัย ริมทางรถไฟที่มีของค้าของขายมากมาย หนึ่งในนั้นคือขนมที่แม่ชอบกิน จึงอยากซื้อไปฝากแม่ “แต่มีอะไรมาดลใจให้ฉันเดินต่อไป คิดว่าค่อยซื้อวันหลังก็ได้” ก่อนที่บรรทัดต่อมา เธอจะเล่าถึงภาพในความฝันที่ทำให้เห็นว่า “ผ้าที่ห่มฉัน มันคือผ้าคลุมศพ” มีพ่อและแม่นั่งร้องไห้อยู่ข้างๆ ตัวเธอเต็มไปด้วยแผลและเลือด เมื่อสะดุ้งตื่นตัวจึงหวนกลับมาสู่ภาพความจริงอีกครั้ง ภาพที่เธอกำลังเดินอยู่ในตลาด มีเสียงดังเป็นเสียงรถชนกันซึ่งไม่เกี่ยวกับตัวเองเลย “ฉันเป็นลมและมีคนดูแลอยู่ แสดงว่าเมื่อครู่เป็นเพียงแค่ฝันร้าย” ก่อนที่จะทิ้งท้ายงานเขียนว่า “จากเหตุการณ์นี้ทำให้ฉันฉุกคิดขึ้นว่า หากนี่คือเรื่องจริง คนรอบข้างจะรู้สึกอย่างไร ฉันจึงวนไปซื้อขนมเพื่อฝากแม่”

อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับสุนัข ด้วยเมืองยะลานั้นมีสุนัขมากพอสมควร สำหรับผู้นับถือศาสนาอิสลามแล้ว อิสลามไม่ได้สอนให้มุสลิมเกลียดชังสุนัข เพียงแต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ อิสลามอนุญาตให้เลี้ยงสุนัขไว้เฝ้าสวน ให้ดูแลฝูงสัตว์ หรือเพื่อให้ล่าสัตว์อื่นเป็นอาหารได้ ซึ่งในอดีตเคยมีคนมุสลิมในพื้นที่เลี้ยงสุนัขจริง แต่ปัจจุบันหาได้ยากยิ่งแล้ว สุนัขที่เห็นในเมืองยะลา จึงมักเป็นสุนัขเลี้ยงของคนพุทธหรือคนไทยเชื้อสายจีน หรือไม่ก็เป็นสุนัขจรจัด เรื่องเล่า “คิ้วหน้า” โดย คุณากร จันทร์หอม จึงน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง เธอเปิดเรื่องด้วยการบอกเล่าบรรยากาศดีๆ ในวันที่มีแสงอาทิตย์ส่องเพียงเล็กน้อย ขณะมีโอกาสเดินตามแนวถนนจนไปถึงสะพานดำ “จนพบสุนัขตัวหนึ่ง ขนสีน้ำตาล ผอม สูง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น” เป้าหมายของเรื่องเล่าเกิดขึ้น เมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้ๆ สุนัขขนสีน้ำตาล และสุนัขได้หันมามองเธอ ตอนนั้นเองที่เธอตกใจกับหน้าตาของสุนัขที่มีคิ้วหนา เลยอดใจไม่ไหว ยืนหัวเราะ พร้อมกับหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูป “ฉันชอบหน้าตาของสุนัขตัวนั้น มันไม่เหมือนสุนัขตัวอื่นทั่วไป เพราะสิ่งที่แต่งเติมบนใบหน้าของมัน คือ คิ้วที่เข้มและใหญ่มาก ต้องมีคนจับมาแต่งแน่ คิ้วอันสวยงามของมันทำให้ฉันได้เห็นสิ่งใหม่ๆ เพิ่มขึ้นไปอีก”

“เปิดใจสักนิด ไม่ผิดอะไร” ของ ซัลวา ปิ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล่าที่สะท้อนความรู้สึกถึงสถานการณ์ในพื้นที่โดยตรง เธอสะท้อนภาพความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่ที่ถูกล้อมรอบด้วยภูเขาที่เต็มไปด้วยป่าไม้ มีการเป็นอยู่ที่แตกต่างจากที่อื่น เพราะส่วนใหญ่จะเป็นชาวมุสลิมอาศัยอยู่ จึงกลายเป็นที่น่าสนใจ “แต่ด้วยเหตุการณ์ความไม่สงบ ทำให้ผู้คนไม่กล้าที่จะเข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตของคนในบ้านเรา ทั้งที่จริงแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนคิดหรือเข้าใจ บางครั้งก็ถูกสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อให้เกิดความหวาดกลัว” เธอเน้นย้ำว่า “จริงๆ พวกเราอยู่กันอย่างสงบ มีสถานการณ์ร้ายแรงบ้าง แต่พวกเราก็อยู่อย่างสันติสุขได้ กล้าเดินตลาด กล้านั่งเล่นในสวนสาธารณะกับครอบครัว โดยไม่เกรงกลัวต่อเหตุการณ์เหล่านั้น” ภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เธอถ่ายทอดออกมา คือ ความสวยงาม ความผูกพัน ความประทับใจ โดยเฉพาะ “ยะลา” หลายคนอยากมาสัมผัส แต่กลัวที่จะมาเรียนรู้การใช้ชีวิตของคนในพื้นที่ เพียงแค่คำถามที่ว่า... “ยะลาระเบิดเยอะนะ กล้าไปเหรอ” “คนยิงกันบ่อยนะ ไม่กลัวเหรอ” “จะไปทำไม ไปหาที่ตายเหรอ” แต่สำหรับเธอแล้ว “คำถามเหล่านี้เป็นการปิดกั้น ไม่ให้มีใครกล้ามา โดยที่ทุกคนไม่ยอมเปิดใจรับฟังข้อเท็จจริง”ในท้ายที่สุด ซัลวา ปิ สรุปสารที่ต้องการสื่อไว้อย่างชวนให้คิดว่า สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้มีอะไรโหดร้าย แต่สิ่งที่โหดร้ายกว่า นั่นคือการ “คิดไปเอง”

ตัวอย่างที่ผู้เขียนหยิบยกมานำเสนอ ทำให้เราได้เห็นได้สัมผัสพลังของเยาวชนที่สนใจงานด้านการอ่าน-เขียน ในท่ามกลางมวลอากาศที่อณูความหวาดกลัวจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ห่มใจกระจายตัวโถมทับ และดำรงต่อเนื่องกันมาหลายปี มีผู้คนมากมายได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะ “เยาวชน” ที่เต็มไปด้วยพลังและความฝัน พร้อมจะก้าวไปสู่โลกใหม่อันเรืองรอง

อย่างน้อยที่สุดเชื่อว่า ไม่มีสิ่งเลวร้ายใดจะมากดทับความคาดหวังเยาวชนเหล่านี้ได้ ด้วยฝันที่โหยหาความรัก ความหวัง ความสงบสุข ขณะเฝ้ามองการปะทะระหว่างความรักและความโหดร้ายของมนุษย์