“ประจิน” เผยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พร้อมสร้าง BIG DATA เด็กยากจน ด้อยโอกาส 4.3 ล้านคน เน้นช่วยเหลือถูกคน ตรงจุด ด้าน กอปศ. หวังให้กองทุน เริ่มงานได้ภายในปีงบ 61 ขณะที่ ศธ.พร้อมโอนงบฯ แก้ปัญหาเหลื่อมล้ำให้ กสศ.ดำเนินการต่อ

ภายหลังจากที่ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ.2561 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 14 พ.ค.2561 ที่ผ่านมา ล่าสุดได้มีการประชุม คณะกรรมการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เป็นครั้งแรก

โดย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบการดำเนินงานใน 2 เรื่องสำคัญ คือ การโอนสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เป็นสำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ตามที่ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้ระบุไว้ในบทเฉพาะกาล

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะต่อยุทธศาสตร์และแผนการดำเนินงาน 5 ปี รวมถึงแนวทางการขอรับทุนประเดิมและเงินอุดหนุน ปีงบประมาณ 2561-2562 โดยให้มีการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ทั้งนี้ตามขั้นตอนจะต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป เพื่อให้ทันต่อการเริ่มดำเนินงานของกองทุนในช่วงไตรมาสสุดท้าย ของปีงบประมาณ 2561 นี้

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ยุทธศาสตร์และแผนการดำเนินงานของกองทุนนั้น ต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เกี่ยวกับการจัดตั้งและแนวทางในการดําเนินงานของกองทุน กสศ.อย่างเคร่งครัด และรองรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมถึงทิศทางการพัฒนาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 โดยต้องไม่ซ้ำซ้อน แต่เป็นการสมทบเงินเดิมเพิ่มเติมสิทธิ์ใหม่ ให้เกิดความเสมอภาค เน้นช่วยเหลือกลุ่มคนที่ยังไม่มีหน่วยงานใดดูแล ซึ่งมีอยู่ประมาณ 4.3 ล้านคน ได้แก่ กลุ่มเด็กแรกเกิด-3 ปี จำนวน 770,000 คน, กลุ่มเด็กอนุบาล610,000 คน, กลุ่มนักเรียนประถม-ม.ต้น 1,800,000 คน, กลุ่มนักเรียน ม.ปลาย/ปวช. 360,000 คน, กลุ่มเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสนอกระบบการศึกษา 670,000 คน, กลุ่มวัย 18 ปีขึ้นไป 150,000 คน โดยมุ่งเน้นส่งเสริมให้เข้าถึงการศึกษาที่สอดคล้องกับความจำเป็นรายบุคคล เพื่อให้มีโอกาสสำเร็จการศึกษาและการพัฒนาได้เต็มตามศักยภาพ

“วิธีที่จะแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำได้ยั่งยืน มีประสิทธิภาพที่สุดนั้นต้องปฏิรูประบบให้ได้ ภารกิจเร่งด่วนสำคัญในช่วงปีงบประมาณ 2561 กองทุน กสศ. จึงให้น้ำหนักกับการวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ BIG DATA ของกลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชน ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ และด้อยโอกาสทั้งในและนอกระบบการศึกษา มากกว่า 4 ล้านคนทั่วประเทศ พร้อมข้อมูลความยากจนและด้อยโอกาสของครอบครัว สถานศึกษาในทุกมิติ รองรับการเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของรัฐทั้ง 6 กระทรวง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำ ช่วยเหลือถูกคน ตรงจุด โปร่งใสตรวจสอบได้อย่างเต็มที่”

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวและว่า หลังจากนี้ ครม.จะพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนชุดใหม่ จำนวน 17 คน ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.บ.ใช้บังคับ เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2561 โดยล่าสุดทราบว่า คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ได้นำเสนอรายชื่อต่อนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหลังจากมีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ก็จะสามารถพิจารณาแนวทางการดำเนินงานของกองทุน รวมถึงระเบียบหรือประกาศที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จต่อไป คาดว่าเดือน ส.ค.นี้ กองทุนจะสามารถเดินหน้าทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบ

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานอนุกรรมการกองทุน คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) กล่าวว่า กอปศ.ได้เสนอร่างกฎหมายลำดับรอง จำนวน 3 ฉบับ ให้แก่คณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อทราบและดำเนินการใช้ประโยชน์ในการสนับสนุนการจัดทำระเบียบที่เกี่ยวข้องตาม มาตรา 53 ของ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ.2561

“กอปศ.คาดหวังว่าจะเห็นกองทุนเริ่มทำงานได้โดยเร็ว ภายในปีงบประมาณ 2561 เพราะในขั้นตอนกว่าจะมีกฎหมายฉบับนี้ กอปศ.ได้รับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน ต่างเห็นตรงกันว่า กองทุนจะสามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนของประเทศได้ เพราะเป็นการแก้ไปถึงต้นเหตุของปัญหา ณ วันนี้กฎหมายให้อำนาจมาแล้ว มีความจำเป็นที่รัฐบาล และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ควรให้ความสนับสนุนให้กองทุนสามารถเดินหน้าทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรงบประมาณ และกลไกที่เกื้อหนุนให้ทำงานได้อย่างคล่องตัว แน่นอนว่าในอนาคต การหาช่องทางระดมทุนจากภาคส่วนต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่ในระยะแรกรัฐบาลควรมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนงบประมาณ ให้กองทุนสามารถแสดงศักยภาพขององค์กร ซึ่งจะนำมาสู่ความน่าเชื่อถือในการทำงานต่อไป”ดร.ประสาร กล่าว

ด้าน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานคนที่หนึ่ง กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมทำงานร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดย ศธ.พร้อมที่จะโอน งบฯ และเงินกองทุนที่เกี่ยวข้องในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เช่น กองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ให้แก่กองทุน กสศ. เพราะที่ผ่านมา สสค.ซึ่งขณะนี้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสำนักงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มีผลการทำงานวิจัยร่วมกับ สพฐ. เรื่องการคัดกรองนักเรียนยากจนที่ช่วยให้ สพฐ. สามารถคัดกรองและจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนได้เป็นรายบุคคลได้สำเร็จ

ทั้งนี้ นอกจากงบฯ ในส่วนนี้ กองทุน กสศ. ควรมีแผนงานในการระดมทุนที่ยั่งยืนจากทุกภาคส่วน ไม่ให้ทับซ้อนกับงบฯ ของประเทศในส่วนอื่น เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหลังจากนี้ ศธ. และ กสศ. จะหารือร่วมกันถึงแนวทางการขยายขอบเขตความร่วมมือต่อไปในอนาคต