แสงไทย เค้าภูไทย

กระบวนการกลั่นน้ำมันดิบของไทยเป็นตัวการสำคัญที่สุดที่กำหนดราคาขายในประเทศ ที่กำลังตกอยู่ในกระแสวิพากษ์ต่อต้านขณะนี้

ช่วง 2524-30 การพลังงานของไทยอยู่ในยุคโชติช่วงชัชวาล จากการนำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาจากอ่าวไทย โดยตั้งโรงแยกก๊าซ-ควบแน่นเป็นก๊าซเหลวมีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นแหล่งรองรับสำคัญ

น้ำมันดิบเป็นพลังงานปฐมภูมิหลักสำหรับการผลิตพลังงานทุติยภูมิที่สำคัญที่สุด คือกระแสไฟฟ้า ที่ใช้ก๊าซเหลวและน้ำมันเตาเกรดต่างๆเป็นเชื้อเพลิง

โดยให้ผลผลิตจากการกลั่นหลัก 8 ชนิด ที่ทำให้ต้องสร้างหอกลั่นแบบลำดับส่วน 8 ชั้นเฉพาะตัว

แต่ละชั้นจะกลั่นหรือแยก ( refining) น้ำมันดิบได้ตามลำดับปริมาณคาร์บอนจากน้อยลงมาหามาก คือ ก๊าซบิวเทน แนฟธาชนิดเบา-ชนิดหนัก น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล น้ำมันหล่อลื่น พาราฟิน น้ำมันเตาและแอสฟัลด์หรือยางมะตอย

ตลาดส่งออกน้ำมันดิบของไทยปี 2560 ได้แก่ มาเลเซีย 9,211 ล้านบาท จีน 8,431 ล้านบาท สิงคโปร์ 3,488 ล้านบาท เกาหลีใต้ 1,297 ล้านบาท อินโดนีเซีย 750 ล้านบาทและสหรัฐอเมริกา 440 ล้านบาท รวม 23,628 ล้านบาท

น่าแปลกใจว่า ชาติผลิตน้ำมันดิบที่มีปริมาณสำรองชั้นกลางๆของโลกอย่างไทย ทำไมถึงส่งน้ำมันดิบไปขายชาติที่มีสำรองน้ำมันดิบระดับโลก ?

ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน หรืออินโดนีเซีย

ชาติที่มีสำรองน้ำมันดิบมากที่สุดในโลก 10 อันดับล่าสุดได้แก่ 1.เวเนซุเอล่า 2.ซาอุดิอาเรเบีย 3.แคนาดา 4 อิหร่าน 5. อิรัก 6.คูเวต7.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 8.รัสเซีย 9.ลิเบีย 10.สหรัฐอเมริกาส่วนจีนอยู่อันดับ 13

ขณะนี้ เรากำลังรณรงค์ต่อต้านราคาน้ำมันแพงผิดธรรมชาติ ซึ่งเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันของไทยกันมาต่อเนื่องหลายปีแล้ว

โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยนั้น ตัวภาษีและเงินค่าต๋งต่างๆเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ราคาแพงผิดเพื่อน

อันได้แก่ 1. ราคาหน้าโรงกลั่น 2.ภาษีสรรพสามิต 3.ภาษีมหาดไทย (ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีเทศบาล) 4.เงินเรียกเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 5. เงินเรียกเก็บเข้ากองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 6.ภาษมูลค่าเพิ่มของราคาขายส่ง 7.ค่าการตลาด 8. ภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าการตลาด

ขณะที่ตัวน้ำมันดิบที่นำมากลั่นนั้น โรงกลั่นไทยไม่ได้มุ่งเน้นให้คนไทยบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาถูกสมกับที่เรามีแหล่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติอุดมสมบูรณ์พอเลี้ยงตัวเองได้

น้ำมันดิบของเราเป็นชนิดหนัก กลั่นแล้วจะได้ดีเซล น้ำมันเตา ฯลฯมากกว่าเบนซิน ซึ่งเหมาะสมเพราะบ้านเราที่ใช้ดีเซลมากที่สุดในบรรดาน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยกัน

แต่เรากลับส่งน้ำมันดิบขายนอก ด้วยเหตุผลว่า ระบบกลั่นน้ำมันของเราใช้สำหรับกลั่นน้ำมันชนิดเบา ให้เบนซินมากกว่าดีเซลและผลพลอยได้อื่นๆ ทำให้มีกำไรมากกว่ากลั่นเอาดีเซลเป็นหลัก

เราส่งน้ำมันดิบขายสหรัฐ เพราะน้ำมันดิบสหรัฐเป็นชนิดเบา มีไว้ขาย

สหรัฐกับแคนาดา ขณะนี้เร่งระบายน้ำมันดิบให้มากที่สุดก่อนยุคน้ำมันจะหมด

สหรัฐมีปริมาณสำรองมากเป็นอันดับ 10 ของโลกจากแหล่งหินเชล (shale oil) ส่วนแคนาดา มีมากเป็นอันดับ 3 ของโลกจากแอ่งทราย ( sand oil)

คาดกันว่า เมื่อถึงปี 2025 น้ำมันดิบทั่วโลกจะถูกทิ้งตกค้างอยู่ใต้ดินประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณสำรองปัจจุบัน

ส่วนถ่านหินนั้น เลิกใช้กันเลย เพราะนอกจากควันพิษแล้ว ต้นทุนขุดขึ้นมาใช้ยังแพงกว่าเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนมาก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปเยือนสหรัฐ เจอประธานาธิบดีทรัมป์ขอร้องให้ซื้อเนื้อหมู ซื้อถ่านหิน คงไม่ได้คิดถึงประเด็นนี้ ก็เลยรับปากเขาไป

ตอนนี้ทรัมป์กำลังยุ่งอยู่กับประธานาธิบดี คิม จอง อึน ที่สิงคโปร์ แต่เมื่อหายยุ่งแล้ว นึกขึ้นมาได้ ทวงคำพูดซ้ำมาอีกที แล้วจะทำอย่างไร?

จะบิดพลิ้วทำไม่ทำตาม “คำสัญญา” อย่างที่เคยพูดไว้กับคนไทยคงไม่ได้

เพราะสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของไทย เราได้เปรียบดุลการค้าเขาตลอด เขาบีบขึ้นมาแบบที่ทำกับจีน เราก็จะเดือดร้อน

หรือแม้แต่สินค้าในหมวดพลังงาน คือน้ำมันดิบ สหรัฐก็จะใช้เป็นข้ออ้างไม่รับซื้อ เพราะน้ำมันเกรดนี้ ซื้อที่ไหนก็ได้

สหรัฐมีน้ำมัน เกรดดีน้องๆ Arabian Light และ Brent แหล่งทะเลเหนือของอังกฤษ เป็นเกรดมาตรฐานใช้กำหนดราคากลางได้แก่ West Texas Intermediate Crude(WTI ) มีอีกชื่อว่า Texas Light Sweet

ที่เรียกเช่นนั้นก็เพราะ เป็นน้ำมันชนิดเบาความหนาแน่นต่ำ ส่วนที่ใช้คำว่า sweet ไม่ได้แปลว่าหวาน เป็นการเปรียบเทียบถึงเนื้อน้ำมันที่ไม่ฉุน ปร่า เนื่องจากมีปริมาณกำมะถัน (sulfur) ต่ำ

เมื่อนำไปกลั่นแล้ว จะได้น้ำมันเบนซินสูง ขายได้กำไรดีกว่าดีเซล

จึงต้องซื้อน้ำมันเกรดต่ำ ราคาถูกจากไทย ไปกลั่นเอาผลิตภัณฑ์ลำดับล่างๆเช่น น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล น้ำมันหล่อลื่น พาราฟิน น้ำมันเตาและแอสฟัลด์หรือยางมะตอยไปใช้ในอุตสาหกรรมหรือด้านอื่นๆ

อินโดนีเซีย มาเลเซีย จีน ก็ใช้เหตุผลเดียวกันนี้

สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นช่วงที่นำก๊าซขึ้นมาจากแหล่งใหญ่ที่สุดของไทยคือแหล่งอราวัณ เป็นยุคโชตช่วงชัชวาล เคยมีคนถามกันว่า

ทำไมเราไม่ปรับโครงสร้างโรงกลั่นให้สามารถกลั่นน้ำมันชนิดหนักของเราเองเพื่อให้ได้น้ำมันดีเซลมากที่สุด เพราะใช้ในประเทศมากที่สุดในบรรดาเชื้อเพลิงด้วยกัน ?

มีเสียงอ้อมแอ้มมาจากบรรดาโรงกลั่นที่อยู่ในเครือของปตท.แทบจะผูกขาดอุตสาหกรรมสาขานี้ว่า โครงสร้างโรงกลั่นน้ำมันของเราทำไว้สำหรับเกรดอาราเบียนไลท์

ตอนนี้จะรื้อฟื้นกันใหม่ก็ใกล้ชิงพลบเสียแล้วสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันปิโตรเลียม

ขณะนี้มีหลายเมืองหลวงของยุโรปห้ามรถดีเซลเข้าเมืองกันแล้ว

ลอนดอนกับปารีสจะห้ามเด็ดขาดปี 2020 คือใน 2 ปีข้างหน้า ออสโล แมดริด โคเปนเฮเก้น เบอร์ลิน ฮัมบวร์ก บรัสเซล เม็กซิโกซิตี้โบโกต้า ซานฟรานซิสโก นิวยอร์กซิตี้และเฉิงตูจะห้ามหมดใน 3-5ปี

กรุงเทพฯปี 2023 หรือ พ.ศ. 2566 ก็น่าจะห้ามรถใช้น้ำมันทุกชนิดเข้าใจกลางกรุงได้

เพราะรถไฟฟ้าทุกสายเปิดบริการแล้ว และรถยนต์ใช้กระแสไฟฟ้าขับเคลื่อนมาแทนที่รถยนต์เชื้อเพลิงปิโตรเลียมได้ทุกคัน ขึ้นอยู่กับว่า จะห้ามต่อทะเบียนรถใช้น้ำมันกันเมื่อใดเท่านั้น

ปตท.ก็คงจะยื้ออยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ หรือผ่อนสั้นผ่อนยาวซื้อเวลาไปปีต่อปี

จนถึงที่สุดก็ปิดโรงกลั่น หันไปทำอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน แทนพลังงานปิโตรเลียม

จบกันง่ายๆแบบนี้