สงครามการค้าในโลกสากลไต่ระดับขึ้นบันไดสูงไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว ปรากฏการณ์คือความล้มเหลวของการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศ จี-เจ็ด G-7 ซึ่งปิดลงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากที่ประชุมก่อนปิดประชุม โดยอ้างว่าจะต้องเตรียมเดินทางไปสิงคโปร์เพื่อเจรจากับคิมจอง อึน ประธานาธิบดีเกาหลีเหนือในวันอังคารที่ 12 มิถุนายน

เรื่องที่สะเทือนโลกคือฝ่ายสหรัฐอเมริกาไม่ร่วมลงนามในแถลงการณ์ผลการประชุมปีนี้

นั่นคือยังไม่มีผลการประชุมอย่างเป็นทางการนั่นเอง

การประชุมสุดยอดประเทศผู้นำหน้าทางอุตสาหกรรมแปดประเทศ เริ่มกันมาตั้งแต่ พ.ศ 2518 เรียกกันง่าบ ๆ ว่า “การประชุมผู้นำประเทศ G 8” แต่ประเทศรัสเซียถูกขับออกจากสมาชิกเมื่อสี่ปีที่แล้ว สาเหตุจากเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงกิจการภายในของยูเครนและเข้ายึดครองแหลมไครเมีย (ทางออกทะเลที่สำคัญยิ่งสำหรับรัสเซีย) เหลือสมาชิกเพียงเจ็ดประเทศ จึงเรียกกันว่าการประชุมผู้นำสุดยอด จี-เจ็ด

นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกลุ่มขึ้นมา สหรัฐอเมริกาก็แสดงบทบาทเป็น “ผู้นำ”ในกลุ่มนี้อย่างชัดแจ้ง

ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหัวหอกที่ผลักดันให้ลดทอนมาตรการกีดกันทางการค้าในระดับสากลมาตลอด อีกทั้งยังก่อตั้งองค์การการค้าโลกขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1995 เพื่อผลักดันยุทธศาสตร์นี้

และก็โฆษณาว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่เก็บภาษีขาเข้าต่ำที่สุดในโลก ? ทิศทางของการค้าโลกมุ่งไปทาง “การค้าเสรี” ซึ่งนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ก็เห็นดีเห็นงามด้วยว่า ทุกประเทศจะได้รับผลดีจากนโยบาย “การค้าเสรี”

แต่อย่างไรก็ตาม ย่อมจะมีทุนบางกลุ่มที่เกิดความเสียหายจากนโยบายการค้าเสรี และบางประเทศเสียหายเมื่อ “พลังการแข่งขัน” ของประเทศตนลดน้อยลง

แนวทาง “ผลักดันการค้าเสรี” ของประเทศสหรัฐอเมริกา จึงเปลี่ยนขั้วเมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ หาเสียงชนะการเลือกตั้ง นโยบาย American First โดยเฉพาะทางด้านการค้า และภาษีอากร ได้เปลี่ยนบทบาทของรัฐบาลอเมริกาไปสู่ขั้วตรงข้าม พูดง่าย ๆ คือ จากผู้นำหน้าในการสร้างตลาดการค้าเสรี กลับกลายเป็นประเทศผู้นำหน้าในการกีดกันทางการค้า

เรื่องนี้เป็นข้อขัดแย้งหนักหน่วงกับประเทศอื่น ๆ ในกลุ่ม G 7

แม้ช่วงหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมา ประเทศกลุ่ม จี-เจ็ด ประเทศอื่น ๆ จะพยายามรักษาความสามัคคี ปิดบังข้อขัดแย้งเอาไว้ แต่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ยังใช้ท่าทีรุกหน้าต่อไป อย่างไม่เกรงใจกัน

ท่าทีโอนอ่อนยอมตามสหรัฐ จากบางประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งมีความจำเป็นต้องพึ่งพาสหรัฐในด้านป้องกันภัยคุกคาม (ที่ญี่ปุ่นคิด)จากเกาหลีเหนือ ยิ่งทำให้สหรัฐมั่นใจว่าจะบังคับประเทศในสหภาพยุโรปได้

ความล้มเหลวของการประชุมผู้นำสุดยอดประเทศ จี-เจ็ด ครั้งนี้ และการทวิตเตอร์วิพากษ์วิจารณ์กันและกันระหว่างผู้นำสุดยอดของสหรัฐอเมริกา กับผู้นำสุดยอดของฝรั่งเศสและแคนาดา จึงเท่ากับแถลงการณ์ประกาศให้โลกรับรู้ชัดเจนว่า เป็นการประกาศสงครามการค้าอย่างเปิดเผยแล้ว