ดร.วิชัย พยัคฆโส
payackso@gmail.com

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ผ่านความเห็นชอบหลังจากปรับปรุงไปแล้ว ตามหลังแผนปฏิรูปประเทศ 11 ด้านที่ผ่านความเห็นชอบไปก่อนหน้านี้ คงเหลือแผนการปฏิรูปการศึกษากับแผนการปฏิรูปตำรวจอีก 2 ด้าน จะเป็นแนวนโยบายการปฏิรูปด้านต่างๆให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก่อนการเลือกตั้งให้นักการเมืองได้ปฏิบัติในปีหน้า

“การปฏิรูป” กับ “การพัฒนา” จะมีความหมายต่างกัน เพราะการปฏิรูปน่าจะหมายถึงเรื่องเดิมๆ มีปัญหาทั้งด้านโครงสร้าง กระบวนการและตัวคนที่จะต้องพลิกฟื้นระบบเดิมๆเกือบทั้งหมด แต่การพัฒนาน่าจะหมายถึงปรับปรุง แก้ไขเรื่องเดิมให้ดีขึ้น มีคุณค่าหรือมีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ต่อชาติและประชาชนในการปฏิบัติมากขึ้น

ดังนั้น “การปฏิรูป” จึงเป็นการยกเครื่องว่ากันใหม่ทั้งระบบแบบครบวงจร หรือตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ขึ้นอยู่กับ “คนปฏิบัติ” ที่มี “สมรรถนะ” ให้ครอบคลุมภารกิจและหน้าที่ของแต่ละด้านมากกว่าที่จะปฏิรูปแต่โครงสร้าง เพื่อให้ได้ตำแหน่งผู้บริหารเพิ่มขึ้นเท่านั้น

การปฏิรูปการศึกษาดูออกจะเห็นทิศทางบ้างแล้ว เช่น การจะรวมโครงสร้างของ สกอ. รวมกับ กระทรวงวิทยาศาสตร์ให้เป็น “กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม” รองรับกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยโฟกัสเข้าสู่ประเทศที่ใช้ Value-based Economy เพื่อสร้างนวัตกรรมในโมเดลของ Thailand4.0 กับยังมองเห็นแนวทางในการสร้างอาชีวะศึกษาพรีเมี่ยมและบัณฑิตพันธ์ใหม่ รวมถึง พรบ.การศึกษาแห่งชาติ จะตกผลึกเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ในเดือนหน้า เป็นการปรับโครงสร้างก็จริง แต่เน้นคนให้เป็นคนไทย 4.0 ทีสร้างนวัตกรรมกับสร้างคนตามความต้องการของโลกในศตวรรษที่ 21

ในขณะที่แผนการปฏิรูปตำรวจกลับเงียบสนิท ไม่ค่อยจะเห็นความเคลื่อนไหวในแนวทางที่ชัดเจน การปฏิรูปตำรวจ เน้นการปฏิรูปโครงสร้างกันเกือบทุกสมัย เคยเป็นกรมตำรวจ สังกัด มหาดไทย ปรับโครงสร้างให้เป็นอิสระ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ภายใต้นายกรัฐมนตรี กับทั้งมีตำรวจสารพัดนึกหลากหลาย ทั้งกองบัญชาการภาค ตำรวจปราบปรามกลาง ตำรวจสันติบาล ตำรวจจราจร ตำรวจทางหลวง ตำรวจน้ำ ตำรวจป่าไม้ ตำรวจปราบปรามยาเสพติด ตำรวจท่องเที่ยว ฯลฯ เกือบจะเป็นตำรวจในทุกสาขาอาชีพกันทีเดียว ผลที่ได้คือตำแหน่งนายพลมากมาย แต่ผลงานคงไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเด่นชัด จึงต้องปฏิรูปตำรวจกันใหม่อีก

ฟังดูเหมือนว่าจะเข้ารูปแบบเดิมคือปฏิรูปโครงส้รางกันอีก น่าจะปฏิรูปโดยมีเป้าหมายที่เป็นปัญหาของชาวบ้านมากกว่าเพราะหากขาดคุณภาพและประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามในการใช้กฎหมายอย่างจริงจังแล้ว ย่อมส่งผลไปสู่ความไม่มั่นคงในสวัสดิภาพและทรัพย์สินของประชาชน ส่งผลไปสู่ความมั่นคงของประเทศได้ด้วย

การปฏิรูปตำรวจคงต้องเน้น “คน” ที่เป็น “ตำรวจ” ต้องมี “สมรถนะ” ที่เข้มแข็ง ต้องยอมรับว่าตำรวจยุค คสช. เข้มแข็ง ขยันสร้างปผลงานเป็นที่ปรากฏ ตั้งแต่ ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. และผู้บัญชาการหน่วยบางหน่วยที่มีผลงาน เช่น การปราบปรามด้านอาชญากรรม สินค้าอาหารและยา ยาเสพติด การท่องเที่ยว การค้ามนุษย์ ฯลฯ ที่โดดเด่น มีผลงานปรากฏในหน้าสื่อทุกวัน นั่นคือถ้าได้ตำรวจที่มีสมรรถนะตั้งแต่ระดับหัวๆทุกหัวเช่นปัจจุบัน จึงจะเป็นการปฏิรูปตำรวจ มิใช่ปรับโครงสร้างไปมาเอาไปสังกัดเปะปะ ถึงกับมีข่าวว่าจะเอาไปสังกัดท้องถิ่น ยิ่งจะบริหารจัดการกันเละเทะมากขึ้น

ยกตัวอย่างมีตำรวจป่าไม้ก็จริง แต่ป่าไม้กลับหดหาย เพราะนายทุนและยังมีอิทธิพลบุกรุกกันเป็นล้านๆไร่ ดีแต่ได้รัฐมนตรีน้ำดีและกล้าชนกับผู้มีอิทธิพล เช่น พลเอกสุรศักดิ์ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาทวงผืนป่าคืนได้นับล้านไร่ หากไม่ได้รัฐบาลที่เป็นคนเก่ง คนดี และคนกล้าเช่นนี้ ป่าไม้คงหดหายไปอีกมาก

“ปฏิรูปตำรวจ” ต้องปฏิรูปที่ “สมรรถนะของคน” ต้องเอาคนเก่ง คนดี และคนกล้ามาบริหารตำรวจหรือเป็นตำรวจ มิใช่การรับฝากญาติโยมหรือมีค่าหัวซื้อแต่ละตำแหน่ง จะได้แต่ตำรวจที่ขาดสมรรถนะเป็นที่พึ่งพาของประชาชนไม่ได้ แถมยังรังแกประชาชนและทำผิดกฎหมายเสียเอง ถ้าไม่ปฏิรูปตรงนี้ก็คงยังเป็นตำรวจยุคเก่าเหมือนเดิมต่อไปอีก อย่าไปหวังกับตำรวจยุค 4.0 ที่จะปฏิรูปเลย