ทวี สุรฤทธิกุล

น่าเป็นห่วงหลายพรรคที่กำลังจะเกิดขึ้น

ประวัติศาสตร์บอกว่า “ความตั้งใจจริง” กับ “ของจริง” นั้นเป็นคนละเรื่องกัน

ผู้เขียนจบปริญญาโทด้วยวิทยานิพนธ์เรื่อง “การต่อสู้ทางการเมืองของพรรคการเมืองไทย : ศึกษากรณีพรรคกิจสังคม” ซึ่งได้ทำนายจุดจบของพรรคกิจสังคมไว้ว่า การแย่งชิงอำนาจของผู้นำในกลุ่ม(ก๊ก,ก๊วน,มุ้ง)ต่างๆ ภายในพรรคจะนำมาซึ่งความอ่อนแอของพรรคและนำไปสู่การล่มสลายของพรรคในที่สุด ร่วมกับความไม่มั่นคงในอุดมการณ์ของพรรคและการดำเนินการของพรรคที่ไม่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย ก็จะทำให้ประชาชนสูญสิ้นศรัทธาต่อพรรค ในที่สุดพรรคการเมืองนั้นก็จะหมดความหมายไปจากสายตาประชาชน

วิทยานิพนธ์นั้นเขียนเสร็จในปี 2526 และพรรคกิจสังคมถึงจุดจบในปี 2534

มีวิทยานิพนธ์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพรรคการเมืองอื่นๆ อีกหลายฉบับ ส่วนใหญ่จะมีข้อค้นพบคล้ายๆ กันเกี่ยวกับความอยู่รอดของพรรคการเมืองอันเกิดจาก “บุคลากรของพรรค” ว่าเกิดจากคน 4 กลุ่ม เรียงตามลำดับความสำคัญลงไปก็ได้แก่ อันดับหนึ่ง หัวหน้าพรรค อันดับสอง แกนนำกลุ่มต่างๆ ในพรรค อันดับสาม ส.ส.ของพรรค และอันดับสุดท้าย สมาชิกพรรค โดยที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่ของไทยเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรค (หัวหน้าพรรคลาออกไป หนีไป หรือตาย) พรรคการเมืองนั้นก็จะมีอันเป็นไปได้โดยง่ายที่สุด ส่วนสมาชิกพรรคดูจะมีผลน้อยมาก เพราะพรรคการเมืองส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการคงอยู่ของสมาชิกพรรคมากนัก ส่วนมากก็เพียงแค่หาสมาชิกพรรคให้ได้ตามที่กฎหมายกำหนด หรือเพื่อเอาไว้คุยทับโอ้อวดกันเวลาเลือกตั้ง รวมถึงที่(ในอดีต)เอาไว้รับเงินจาก กกต.ที่จัดไว้เพื่อส่งเสริมกิจกรรมของพรรค

ที่ผู้เขียนพูดถึงพรรคกิจสังคมก็เพราะว่า พรรคกิจสังคม “เคยเป็น” พรรคการเมืองแนวใหม่ในยุคหลัง 14 ตุลาคม 2516 โดยเกิดขึ้นจากแนวคิดของ “ซาร์เศรษฐกิจ” ในสมัยนั้น คือนายบุญชู โรจนเสถียร กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพจำกัด ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในยุคดังกล่าว นายบุญชูเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เพราะเคยศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงทางการบัญชีและการธนาคาร จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นอาจารย์ผู้สอนอยู่ด้วยคนหนึ่ง และได้คบหากันเรื่อยมาทั้งในฐานะลูกศิษย์และนายธนาคาร (ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นรองประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพพาณิชยการจำกัด ที่ปัจจุบันเลิกล้มไปแล้ว) จนเมื่อมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติตั้งขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นายบุญชูก็ได้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัตินั้นด้วยคนหนึ่ง ในขณะที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้รับเลือกจากสมาชิกสภานั้นให้เป็นประธานสภา ค่อมาเมื่อมีรัฐธรรมนูญ 2517 ประกาศใช้ นายบุญชูก็ได้มาคุยกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ว่าอยากจะตั้งพรรคการเมือง โดยได้อธิบายแนวทางในการทำพรรคและปรัชญาอุดมการณ์ของพรรคให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ฟัง ซึ่งท่านก็สนใจและตกลงที่จะทำพรรคการเมืองร่วมกัน ในชื่อที่นายบุญชูคิดไว้แล้วคือพรรคกิจสังคม ในชื่อภาษาอังกฤษว่า Social Action Party ให้เหมือนๆ กับกับพรรคกิจประชาชน หรือ People Action Party ของนายลีกวนยู ที่ปกครองประเทศสิงคโปร์ โดยแนวทางในการทำพรรคก็คือ “นโยบายที่ทำได้จริง ไม่เพ้อฝัน” ซึ่งมีสโลแกนในการหาเสียงว่า “เราทำได้” ภายใต้ปรัชญาอุดมการณ์ว่า “ผลิตแบบทุนนิยม กระจายรายได้แบบสังคมนิยม” แม้ว่าในการเลือกตั้งครั้งแรกจะได้ ส.ส.มาเพียง 18 คน แต่ก็ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และหัวหน้าพรรคคือท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีนายบุญชูซึ่งเป็นเลขาธิการพรรคเป็นนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ความเป็นพรรคแนวใหม่ของพรรคกิจสังคม นอกจากการ “ชูจุดขาย” เรื่องแนวนโยบายและอุดมการณ์ของพรรคอย่างเด็ดชัดแล้ว ก็ยังสามารถนำแนวนโยบายนั้นไปจัดทำให้เกิดขึ้นจริงได้ด้วย โดยการจัดทำโครงการใหญ่ๆ 4 เรื่อง คือ เงินผัน ประกันราคาพืชผล ส่งเสริมประชาตำบล และคนจนรักษาฟรี ขึ้นรถเมล์และรถไฟฟรี ทำให้การเลือกตั้งในปีต่อมาได้ ส.ส.เพิ่มขึ้นเป็น 45 คน แต่ไม่ได้เป็นรัฐบาลเพราะหัวหน้าพรรคคือท่านอาจารย์คึกฤทธิ์แพ้การเลือกตั้ง(แพ้นายสมัคร สุนทรเวช ที่ตอนนั้นยังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์) แต่เมื่อมีการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2522 และ 2526 ก็มี ส.ส. เพิ่มตามลำดับคือ 87 และ 115 คน รวมถึงที่ได้ร่วมรัฐบาลกับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในช่วงนั้นด้วย แต่ใน พ.ศ. 2528 ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ลาออกจากหัวหน้าพรรค เนื่องจาก “หมดตัว” จากนั้นพรรคก็ไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนกลุ่มหนึ่ง และได้ร่วมรัฐบาลอีกครั้งในสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ จนกระทั่งถูกรัฐประหารใน พ.ศ. 2534

ความจริงในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มีพรรคการเมือง “แนวใหม่” เกิดขึ้นอีกหลายพรรค นอกจากพรรคกิจสังคมแล้วก็มีพรรคที่เด่นๆ ก็เช่น พรรคพลังใหม่ และพรรคแนวร่วมสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ที่กล้าประกาศว่าเป็นพรรค “เอียงซ้าย” หรือมีแนวนโยบายเป็นสังคมนิยมอย่างชัดเจน และยังสามารถเอาชนะเลือกตั้งได้สมาชิกเข้ามาเป็นจำนวนมากพอสมควร เพียงแต่ไม่ได้ร่วมรัฐบาล แถมยังถูกทหารจัดการ “ทำหมัน” ในการเลือกตั้งครั้งต่อมา จนในสมัยการเลือกตั้ง พ.ศ. 2522 นั้นก็สูญพันธุ์ไป

เขียนเรื่องพรรคการเมืองแนวใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคหลัง 14 ตุลาคม 2516 มานี้ก็เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับพรรคการเมืองที่คิดว่าตนเองเป็นพรรคการเมืองแนวใหม่ จะได้ศึกษาเป็นบทเรียนไว้ว่าในอดีตพรรคการเมืองในลักษณะเดียวกันนี้มีจุดจบอย่างไร

ถ้าไม่เป็นเพราะทะเลาะกันเองก็ขอให้ระวังทหารให้ดีๆ นะครับ