ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

ในที่สุดวันพรุ่งนี้ 12 มิถุนายน การพบปะกันอย่างเป็นทางการระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา กับประธานาธิบดีคิม จอง อึน แห่งเกาหลีเหนือ ซึ่งว่าไปแล้ว นับว่าเป็นการพบปะกันระหว่าง “รุ่นปู่กับรุ่นหลาน” และคำถามต่อมาต้องถามว่า “ทำไมประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาถึงต้องลดตัวลงพบกับประเทศเล็กๆ อย่างเกาหลีเหนือ?”

กลุ่มคณะที่ปรึกษาของประธานาธิบดีทรัมป์ น่าจะไตร่ตรองพินิจพิเคราะห์กันอย่างดีแล้ว ว่าน่าจะเกิด “ผลดี-ผลบวก” อย่างมากกับการพบปะกับประธานาธิบดีคิมจองอึน เนื่องด้วยจะเกิด “ภาพลักษณ์บวก” กับประเทศสหรัฐอเมริกาและตัวทรัมป์เอง แต่ที่สำคัญที่สุด “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” ที่ทรัมป์จะขยายปีกสู่เอเซีย เนื่องด้วยประเทศที่อยู่เบื้องหลังเกาหลีเหนือคือ สาธารณรัฐประชาชนจีน และก็รัสเซีย เพราะฉะนั้น ทรัมป์และคณะที่ปรึกษาวางแผนล่วงหน้าแล้วว่า “ชนะชนะ (WIN-WIN)” แน่นอนกับ “เกมส์การเมือง” ในครั้งนี้

12 มิ.ย.ประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ-เกาหลีเหนือ เริ่ม 09.00 น.ตามเวลาสิงคโปร์ หรือตรงกับ 08.00 น.ตามเวลาประเทศไทย โดยโฆษกทำเนียบขาวกล่าวระหว่างงานแถลงข่าวว่า การเตรียมการประชุมสุดยอดรุดหน้าไปด้วยดี และประธานาธิบดีทรัมป์ก็พร้อมที่จะพบกับผู้นำเกาหลีเหนือเต็มที่ โดยขณะนี้ ทรัมป์จะรับฟังสรุปข้อมูลเกาหลีเหนือกับทีมด้านความมั่นคงทุกวัน

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือ พัฒนาไปในทางบวกมากขึ้น หลังประธานาธิบดีทรัมป์ ได้พบพูดคุยกับ คิม ยอง ชอล มือขวาคนสนิทของคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่เดินทางเยือนสหรัฐฯ และมอบจดหมายส่วนตัวของคิมจองอึนถึงมือทรัมป์ที่ทำเนียบขาวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยแม้จะไม่มีการเปิดเผยเนื้อความในจดหมาย แต่ทางโฆษกทำเนียบระบุว่า ใจความหลักช่วยสนับสนุนให้การจัดประชุมสุดยอดของสองผู้นำคืบหน้าเร็วขึ้น

ขณะเดียวกัน “กลุ่มต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ” หรือ “ไอแคน” ได้เสนอที่จะใช้เงินรางวัลโนเบลกว่า 1,020,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 33 ล้านบาท เป็นค่าที่พักและการรักษาความปลอดภัยให้กับคิมจองอึน หลังมีรายงานว่าเกาหลีเหนืออาจประสบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำครั้งนี้

โดยวาระในการประชุมครั้งนี้ คือเกาหลีเหนือจะต้องปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ เพื่อสร้างสันติภาพบริเวณคาบสมุทรเกาหลี ให้เกิดขึ้นอย่างมั่นคงและถาวร ส่วนเรื่องกำลังทหารของสหรัฐฯ จำนวน 28,500 นาย ที่ประจำการอยู่ในเกาหลีใต้ จะไม่ถูกหยิบยก หรือนำมาใช้เป็นวาระในการประชุมครั้งนี้ โดยก่อนหน้านี้ นายทรัมป์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า อาจมีการหารือกับผู้นำเกาหลีเหนือมากกว่า 1 ครั้ง หากการเจรจาเพื่อปลดอาวุธนิวเคลียร์ครั้งแรก ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น หรือกล่าวอย่างภาษาชาวบ้านว่า “คงต้องยืดเยื้อ”

ขณะเดียวกัน ที่ “ประชุมสุดยอดด้านความมั่นคง” ที่สิงคโปร์ บรรดารัฐมนตรีกลาโหมของเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และแคนาดา ได้แสดงความยินดี หลังผู้นำสหรัฐฯ ประกาศยืนยันว่า “การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือ” จะมีขึ้นตามกำหนดการณ์เดิม และหากการเจรจาเพื่อปลดอาวุธนิวเคลียร์สำเร็จ ก็ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ และนำสันติภาพทำให้เกิดสันติภาพอย่างถาวรบนคาบสมุทรเกาหลี

ทำเนียบขาวประกาศว่า “โรงแรมคาเปลลา” บนเกาะเซนโตซาของสิงคโปร์ จะเป็นสถานที่จัดการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับนายคิม จอง-อึน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่านางซาราห์ แซนเดอร์ส โฆษกหญิงทำเนียบขาว กล่าวว่าสถานที่ซึ่งจะใช้จัดการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ในวันอังคารที่ 12 มิ.ย. นี้ และกำหนดการพบหารือจะเริ่มขึ้นในเวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของสิงคโปร์ (08.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย) ตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

แต่มีการวิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นเพราะตั้งอยู่ห่างไกลจากเขตใจกลางเมือง จึงเป็นการง่ายต่อการจัดวางระบบรักษาความปลอดภัย และโรงแรมคาเปลลายังมีสนามกอล์ฟดีที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียด้วย ทั้งนี้ นายคิมจะเข้าพักที่โรงแรมฟูลเลอร์ตัน ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว โดยมีเจ้าของเป็นชาวสิงคโปร์ ซึ่งมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ใกล้ชิดกับจีน

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ทวิตข้อความระบุถึงการประชุมที่จะมีขึ้นว่า “การประชุมที่สิงคโปร์กับเกาหลีเหนือ นั้นหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของบางสื่งที่ยื่งใหญ่ ตั้งตาชม!” อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เผยกับผู้สื่อข่าวว่า การเตรียมการประชุมสุดยอดเดินหน้าไปด้วยดี มีการสร้างความสัมพันธ์และเจรจากันมากมายก่อนการประชุม และจะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก หวังว่าจะได้ผลที่สร้างสรรค์มากแต่คงไม่ถึงขั้นจะได้ข้อตกลงสำคัญเพราะต้องหารือกันหลายครั้งกว่าจะบรรลุข้อตกลงใด ๆ

ด้านนักวิเคราะห์ระบุว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องจับตาคือ ความเป็นไปได้ที่สหรัฐและเกาหลีเหนือจะได้ข้อตกลงยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ เพราะปัจจุบันเป็นเพียงข้อตกลงหยุดยิงเท่านั้น และน่าจะชื่นมื่น!

นอกจากนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ ประกาศให้พื้นที่ส่วนหนึ่งของเกาะเซนโตซาเป็น “เขตความมั่นคงพิเศษ” ช่วงวันที่ 10-14 มิ.ย. ซึ่งคำประกาศนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจค้นร่างกายของผู้ที่เข้าไปในเขตดังกล่าวได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่รัฐบาลเผยแพร่สิ่งของต้องห้ามเข้าสู่เขต ซึ่งได้แก่ อาวุธ โดรน ลำโพง ธงขนาดใหญ่ และแผ่นป้ายต่างๆ

ขณะเดียวกัน “กองกษาปณ์สิงคโปร์” ได้เปิดตัวเหรียญที่ระลึกการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ และนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่มีกำหนดจัดขึ้นที่สิงคโปร์ในวันที่ 12 มิ.ย.โดยด้านหนึ่งของเหรียญดังกล่าวสลักคำว่า “World Peace” พร้อมกับมีรูปนกพิราบและช่อมะกอก ซึ่งมีความหมายสื่อถึง “สันติภาพ” รวมทั้งมีรูป “ดอกกุหลาบ และดอกแมกโนเลีย” ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติของสหรัฐและเกาหลีเหนือ ส่วนเหรียญอีกด้านหนึ่งเป็นรูปมือที่จับมือกันของผู้นำทั้งสอง ซึ่งแทนด้วยธงชาติสหรัฐและเกาหลีเหนือ และวันที่ 12 มิถุนายน เหรียญที่ระลึกดังกล่าวมี 3 แบบ ทำด้วยนิกเกิล เงิน และทองคำ โดยมีราคา 36 ดอลลาร์สิงคโปร์ 118 ดอลลาร์สิงคโปร์ และ 1,380 ดอลลาร์สิงคโปร์

ด้านสมาชิกสภาผู้ทรงอิทธิพลของพรรคเดโมแครต 7 คน รวมถึงนายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาสหรัฐ กล่าวเตือนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน อย่าเพิ่งลงนามในข้อตกลงใดๆจนกว่าจะได้บรรลุตามเงื่อนไข รวมทั้งสนับสนุนให้ประธานาธิบดีทรัมป์คงกำหนดการพบกับนายคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ในสิงคโปร์วันที่ 12 มิถุนายนนี้ และอย่าปล่อยให้เสียโอกาสไปอย่างเด็ดขาด!

นายโรเบิร์ต เมเนนเดซ ประธานคณะกรรมาธิการฝ่ายต่างประเทศวุฒิสภา พรรคเดโมแครต กล่าวว่า กังวลว่าประธานาธิบดีอาจขาดกลยุทธ์ที่ถูกต้องในการรับมือกับเกาหลีเหนือ และเสี่ยงที่จะเสียโอกาสในการพบกันครั้งประวัติศาสตร์ ทำให้ความมั่นคงของชาติและประเทศพันธมิตรตกอยู่ในความเสี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม หวังว่าประธานาธิบดีจะประสบความสำเร็จเพื่อนำไปสู่สันติภาพอย่างแท้จริง โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้นำสหรัฐจะสามารถบรรลุจุดมุ่งหมายที่ยั่งยืนและข้อตกลงที่เชื่อถือได้…แต่น่าเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จ!