ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

ห้วงเดือนรอมฎอน หรือเดือนที่พี่น้องมุสลิม “ถือศีลอด (ปอซอ)” ล่วงเลยมากว่าครึ่งทางแล้วสำหรับรอมฎอนปี ฮ.ศ. 1439 (พ.ศ. 2561) ผู้เขียนกับเพื่อนมุสลิมหลายคน มีโอกาสเดินทางไปสัมผัสวิถีชีวิตในตลาดชุมชนหลายแห่งทั่วชายแดนใต้ ทั้งยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ได้เลือกหาซื้อของกินทั้งคาวหวาน เพื่อร่วม “เปิดบวช” หรือ “ละศีลอด” ด้วยกัน ภาพที่คงอยู่ในความประทับใจเสมอ คือ การได้เห็นได้สัมผัสสารพัดเมนูอาหารตั้งวางขายกันเป็นแถวยาวเหยียดตลอดถนนของกินแต่ละสาย ซ้อนทับด้วยภาพบรรดาผู้ซื้อที่หอบลูกจูงหลาน ทั้งพ่อบ้านแม่เรือน ออกมาจับจ่ายซื้อหาของกินอย่างชวนอบอุ่นในวิถีและศรัทธา

ว่ากันเฉพาะ “วัฒนธรรมอาหาร” ในพื้นที่ชายแดนใต้ ก็สามารถอรรถาธิบายเรื่องราวทั้งเชิงประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และวิถีชีวิตของผู้คน ภายใต้สังคมแห่งความหลากหลายได้อย่างชวนสนใจ เพราะวัฒนธรรมอาหาร เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสภาพทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ กระทั่งถูกนำมาเปรียบเปรยว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำลำคลองหลายสายไหลผ่าน จึงเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวชั้นเลิศแห่งหนึ่งของโลก รวมถึงกอปรด้วยวัตถุดิบทั้งพืชและสัตว์ที่นำมาแปรรูปเป็นอาหารนานาชนิด ทำให้อาหารไทยมีจุดกำเนิดพร้อมการตั้งชนชาติไทยในอดีต ผ่านการสั่งสม พัฒนา ถ่ายทอดมาอย่างต่อเนื่อง และนั่นย่อมหมายรวมถึงวัฒนธรรมอาหารใน “ชายแดนใต้” พื้นที่ใต้สุดของประเทศไทย ซึ่งดำรงอัตลักษณ์อย่างโดดเด่นเหนียวแน่นในความหลากหลายของผู้คน

ภาคใต้ของไทย เริ่มเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 5-11 ในนามส่วนหนึ่งของแผ่นดินสุวรรณภูมิ มีลักษณะเป็นคาบสมุทรตั้งอยู่ระหว่างประเทศที่เป็นอู่อารยธรรม คือ จีนกับอินเดีย อาหรับ-เปอร์เซียน และ ชวา-มลายู เหตุที่เป็นดินแดนซึ่งอุดมด้วยของป่าและเครื่องเทศ ชาวต่างชาติจึงรู้จักภาคใต้และไทยว่า “เกาะทอง” หรือ “คาบสมุทรทอง” ขณะที่เอกสารอินเดียส่วนใหญ่เรียกดินแดนแถบนี้ว่า “สุวรรณภูมิ”

ราวพุทธศตวรรษที่ 5 ถึง พ.ศ.621 ชาวอินเดียอพยพเข้าสู่ชวา-มลายู และภาคใต้ตอนล่างมากขึ้น วัฒนธรรมฮินดูแพร่หลายเข้าสู่บริเวณนี้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริเวณคาบสมุทรมลายูตอนบน คือ ภาคใต้ของไทย มีบทบาทสำคัญในฐานะ “เมืองท่า” สำหรับขนถ่ายสินค้าจากอินเดีย (รวมทั้งอาหรับ-เปอร์เซีย) และจีน ข้ามคาบสมุทรสมัยโบราณ ก่อนที่ต่อมาจะมีคนอีกหลากหลายชาติพันธุ์ที่ได้เข้ามาสัมผัสสัมพันธ์กับพื้นที่แถบนี้ เช่น สยาม ศรีวิชัย จีน เขมร ชวา ฯลฯ กระทั่งตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ศาสนาอิสลามจึงเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กษัตริย์ชาวมลายูฮินดู เข้ารีตนับถือศาสนาอิสลาม หากทว่าศาสนาอิสลามเข้าสู่เคดะห์ มาเลเซีย ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 โดยมีชาวเปอร์เซียมุสลิมและชาวอินเดียอาศัยอยู่มาก ต่อมา ต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ชาวโปรตุเกสเริ่มเดินทางเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังยึดมะละกา จึงมุ่งเข้าสู่ปัตตานี โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินการค้าขายกับปัตตานี ก่อนจะมีชาติอื่นๆ เข้ามาทำการค้าเพิ่มขึ้น เช่น ฮอลันดา สยาม จีน ญี่ปุ่น สเปน ฯลฯ

สรุปแล้วจะเห็นได้ว่า ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ มีความเกี่ยวพันและมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชนชาติต่างๆ ที่หลั่งไหลมายังดินแดนแถบนี้ สิ่งเหล่านี้ถูกผสมผสานสะท้อนผ่านวัฒนธรรมอาหารแต่ละชาติพันธุ์ กลายเป็นอาหารพื้นบ้านที่โดดเด่นดำรงเอกลักษณ์เฉพาะ วัฒนธรรมอาหารในพื้นที่ชายแดนใต้ถูกหลอมรวมด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิมและของชาวต่างชาติ มีส่วนพ้องและแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่นย่อย บางอย่างเกิดจากทรัพยากรในท้องถิ่นที่สืบเนื่องมาจากสภาพภูมิศาสตร์ คติทางศาสนา อิทธิพลของการสัมพันธ์กับชนต่างประเทศ และมีหลายชนิดที่เกิดจากเทคนิควิธีที่อาศัยความสามารถเฉพาะของบุคคลในแต่ละท้องถิ่น คิดค้น และปรับปรุงต่อๆ กันมา จนเป็นนิสัยการกินของท้องถิ่นนั้น เป็นที่มาของภาพสะท้อนถึงวิถีดำเนินชีวิตนานารูปแบบ ทั้งยังเป็นเครื่องบ่งบอกระดับจิตใจ สภาพทางเศรษฐกิจ วิธีการจัดการและภูมิธรรมทางสังคม สะท้อนวิถีดำเนินชีวิตที่ผูกพันเชิงภูมิศาสตร์ที่ตั้ง หลักศรัทธาความเชื่อ สภาพสถานะทางเศรษฐกิจ และฤดูกาลที่ผันแปร ส่งผลถึงลักษณะอาหาร ประเภทวัตถุดิบ หรือกรรมวิธีการประกอบอาหารให้เหมาะสมกับฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงด้วย

ตัวอย่างของขนมชนิดหนึ่งที่กลายเป็นกระแสของเดือนรอมฏอนปีนี้ คือ “กูบาฆูลิง” ในภาษามลายูถิ่น แปลเป็นภาษาไทยคือ “ขนมควายกลิ้ง” หรือ “ขนมเปียกปูนมลายู” นำมาซึ่งปรากฏการณ์แชร์คลิปเหตุการณ์ที่มีคนจำนวนมากแย่งซื้อขนมชนิดนี้ที่ประเทศมาเลเซีย ก่อนข้ามฟากมาฝั่งไทยที่ชายแดนใต้ มีการจำหน่ายขนมกูบาฆูลิง ที่ร้านดีแมงโก้ จ.ยะลา เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา เมื่อทราบข่าวผู้คนก็รีบไปหาซื้อ พร้อมทำการเช็คอินและแชร์เพื่อส่งข่าวต่อๆ กันไป ทำให้ร้านดีแมงโก้คึกคัก มีออเดอร์เข้ามามากมายระดับหลายพันชิ้น หรืออาจสูงถึงระดับหมื่นชิ้นต่อวัน (ราคาจำหน่ายชิ้นละ 10 บาท) ภายในเวลาเพียงชั่วโมงกว่าๆ ขนมจำนวน 100 ถาดก็ขายจนหมดเกลี้ยง

“เคยรู้จักขนมชนิดนี้อยู่แล้ว ประกอบกับมีสูตรที่เคยทำขนมชนิดนี้ที่สืบทอดต่อมาจากบรรพบุรุษ เรียกได้ว่าเป็นสูตรขนมชาววัง เมื่อได้เห็นคลิปที่ถูกแชร์กันเยอะมากในโลกโซเชียลจากประเทศมาเลเซีย จึงได้ลองทำและวางขายหน้าร้าน บวกกับที่ร้านเปิดขายอาหารคาวและหวานหลากหลายชนิดในเดือนรอมฎอนอยู่แล้ว ปรากฏว่ากระแสตอบรับดีมาก มีลูกค้ามาเข้าคิวรอซื้อตั้งแต่ขนมยังทำไม่เสร็จ ยืนต่อคิวยาวจนใส่ขนมไม่ทัน ลูกค้าต้องช่วยกันบรรจุขนมลงในกล่องด้วยตัวเอง” เจ้าของร้านดีแมงโก้บอกเล่าให้ฟัง

ถึงเวลานี้ กระแส “ขนมควายกลิ้ง” ยังคงร้อนแรง มีลูกค้าเดินทางมาอุดหนุนทั้งใน จ.ยะลา และจากปัตตานี นราธิวาส สงขลา มีทั้งลูกค้ามุสลิม และไทยพุทธ กลายเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงรากวัฒนธรรมอาหารการกินและวิถีชีวิตของผู้คนที่มีความผูกพัน รักใคร่ปรองดอง และการแบ่งปัน แม้ชื่อเสียงเรียงนามของขนมชนิดนี้ฟังดูอาจไม่ไพเราะเพราะพริ้งนักก็ตาม แต่ภาพที่สะท้อนออกมานับเป็นหนึ่งในเรื่องราวดีๆ ที่แฝงอะไรไว้มากมาย