ณรงค์ ใจหาญ

ปัญหาของไทยในเรื่องที่เกี่ยวกับการบำบัดแก้ไขผู้กระทำความผิดอาญา ซึ่งมีเรือนจำ เป็นสถานที่บำบัดแก้ไขผู้กระทำความผิดเป็นหลัก พบว่า จำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำมีสภาพแออัด เพราะมีผู้ต้องขังเกินศักยภาพที่เรือนจำจะรองรับได้ โดยข้อมูลของกรมราชทัณฑ์ ที่ปรากฏในปัจจุบัน ( 3 มิถุนายน 2561) มีผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำ ถึง 349,857 คน และในจำนวนนี้ มีผู้ต้องขังที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาคดี จำนวน 66,905 คน ซึ่งเรือนจำทั่วราชอาณาจักร มีที่จะรองรับได้เพียง 122,358 คน อันส่งผลกระทบต่อสัดส่วนของผู้ต้องขังต่อเจ้าหน้าที่และงบประมาณที่จะให้บริการแก่ผู้ต้องขังไม่ได้สัดส่วนและไม่เพียงพอ

สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้ต้องขังมีมากขึ้นจนเกินศักยภาพที่เรือนจำรองรับ คือ ผู้ต้องขังที่กระทำความผิดอาญา หากไม่ได้ใช้มาตรการปรับหรือรอการลงโทษแล้ว ก็จะถูกส่งมายังเรือนจำ ไม่ว่า ผู้ต้องขังนั้นจะเป็นผู้ที่สมควรเข้าเรือนจำหรือไม่ เช่น ผู้กระทำความผิดที่กระทำความผิดด้วยความประมาท หรือกระทำความผิดที่ไม่ได้มึความร้ายแรง หรือเป็นอันตรายต่อสังคม ประการที่สอง ผู้ต้องขังที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ค้าประเภทมือขน ไม่ได้เป็นผู้ค้ารายใหญ่ มีจำนวนถึง 200,000 คน สาเหตุทั้งสองประการนี้จึงทำให้จำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำมีมาก

อย่างไรก็ดี แนวทางแก้ไขในเรื่องนี้ คงไม่ใช่การที่ต้องปล่อยผู้ต้องขังออกจากเรือนจำให้ได้เร็วที่สุด โดยการลดวันต้องโทษ หรือการพักการลงโทษ หรือการอภัยโทษ เพราะหากผู้ต้องขังบางราย ยังไม่ได้รับการแก้ไขฟื้นฟูที่ดีพอ เมื่อออกไปสู่สังคมภายนอก ก็จะกระทำความผิดซ้ำ และกลับเข้ามาในเรือนจำอีก นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดอันตรายต่อคนในสังคมที่จะถูกประทุษร้ายจากผู้ที่ได้พ้นโทษไป ดังนั้น ควรมีแนวทางในการเลี่ยงโทษจำคุก ตามแนวทางของสหประชาชาติ ในเรื่องการใช้มาตรการอื่นแทนการลงโทษจำคุกเพื่อลดจำนวนผู้กระทำความผิดที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องเข้าไปถูกจำคุกในเรือนจำ แต่สามารถใช้มาตรการคุมประพฤติหรือฝึกอาชีพ หรืออบรมมาตรฐานศีลธรรมในชุมชนแทนได้ มาตรการเหล่านี้ ในต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา นำมาใช้กับผู้กระทำความผิดที่ไม่เป็นอันตรายต่อสังคม ไม่ได้กระทำความผิดในลักษณะใช้ความรุนแรงโดยนิสัย เช่น ฆ่า ทำร้ายร่างกาย ความผิดเกี่ยวกับเพศ เป็นต้น มาตรการการลงโทษเหล่านี้เรียกว่า เป็นการลงโทษในชุมชน (community punishment) หรือในสหรัฐอเมริกา เรียกว่า การลงโทษระดับกลาง (intermediate punishment) ซึ่งมีมาตรการในการลงโทษผู้กระทำความผิด ซึ่งไม่ได้เป็นอันตรายต่อชุมชน เช่น ความผิดต่อจราจร ความผิดฐานประมาท หรือความผิดที่ก่อให้เกิดภยันตรายเล็กๆ น้อยๆ เป็นต้น ผู้กระทำเหล่านื้ จะไม่ถูกลงโทษในเรือนจำ แต่จะมีแผนแก้ไขฟิ้นฟูในสังคมและมีอาสาสมัคร และหน่วยงานคุมประพฤติ เข้ามาร่วมกันแก้ไขผู้กระทำความผิดเหล่านี้ โดยที่การแก้ไขบำบัดดังกล่าวไม่ได้ทำให้เขาต้องถูกจำกัดอิสระภาพ และเหินห่างจากครอบครัว รัฐไม่ต้องใช้งบประมาณในการควบคุมตัวหรือสร้างเรือนจำเพิ่มสำหรับขังบุคคลเหล่านี้ ผู้ที่ถูกคุมประพฤติก็ยังมีรายได้ในการประกอบอาชีพ ระหว่างที่ถูกลงโทษ ที่สำคัญที่สุดคือ เขายังเป็นที่ยอมรับในสังคมเพราะไม่ได้แยกออกจากสังคม

เมื่อพิจารณาจำนวนผู้ต้องขังของไทย ตามสถิติในปัจจุบันพบว่า ผู้ต้องขังที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดมีจำนวน ถึง 200,000 คน หากมีการดำเนินต่อผู้ต้องขังเหล่านี้เป็นพิเศษ ก็จะทำให้จำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำลดลงได้ แต่ข้อพิจารณาต่อไปคือ บุคคลทั้ง 200,000 คนนี้ ได้รับโทษสูง แต่ อาจเป็นเพราะนโยบายทางอาญาในการปราบปรามผู้ค้ายาเสพติด ที่ต้องปราบปรามจริงจังและเข้มงวด จึงทำให้ ผู้ที่มียาเสพติดในครอบครองที่มีปริมาณเกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด เป็นผู้ค้า ทั้งๆ ที่อาจเป็นเพียงผู้เสพ ก็ได้ รวมถึง การที่ผู้ค้ารายใหญ่ ใช้ผู้ติดยาเสพติดมาเป็นผู้ค้ารายย่อย เพื่อแลกกับการได้มาซึ่งยาเสพติด จึงทำให้จำนวนผู้ต้องขังมีสูงเพิ่มมากขึ้น และการที่จะลงโทษในเรือนจำ ต้องมีกระบวนการบำบัดยาเสพติดควบคู่ไปด้วย ประเด็นนี้จึงควรได้รับการพิจารณาแก้ไขเป็นกรณีเฉพาะ

ทางแก้ไขอีกประการหนึ่ง พบว่า กฎหมายไทยมีโทษที่จะให้ศาลพิพากษาลงโทษเป็นอย่างอื่นนอกจากการลงโทษจำคุกน้อยมาก เพราะ ความผิดส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นความผิดในประมวลกฎหมายอาญา หรือในพระราชบัญญัติอื่นที่มีโทษทางอาญา จำนวนกว่า 1,000 ฉบับ ส่วนใหญ่มีโทษจำคุก หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ได้มีมาตรการที่จะให้ศาลใช้มาตรการอื่นแทนการลงโทษจำคุก ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น และศาลพิจารณาแล้วเห็นว่ากระทำความผิดจริง ศาลจะพิพากษาจำคุก เป็นหลัก เว้นแต่จะเห็นว่าเป็นการกระทำความผิดครั้งแรก หรือเมื่อพ้นโทษมาแล้วเกินห้าปี และได้กระทำความผิดเกี่ยวกับประมาท หรือลหุโทษ ก็อาจรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกได้ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ดังนั้น สาเหตุส่วนหนึ่งที่ผู้กระทำความผิดต้องถูกส่งในเรือนจำคือ มีจำนวนความผิดทางอาญาเพิ่มมากขึ้น จนเกิดสภาวะอาญาเฟ้อ (over-criminilization ) ประกอบกับ ศาลไม่มีอำนาจในการเปลี่ยนโทษจำคุกมาเป็นโทษอย่างอื่นเช่น คุมประพฤติ หรือการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย หรือการทำบริการสังคม เช่นการปลูกป่าเพื่อให้ฟิ้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายไป เว้นแต่จะเข้าเหตุรอการลงโทษ ทางแก้ไขในเรื่องนี้จึงต้องลดการบัญญัติกฎหมายให้มีโทษทางอาญา โดยกำหนดมาตรการลงโทษทางอาญาให้เป็นมาตรการสุดท้าย และการกำหนดความผิดและโทษต้องเป็นการกระทำที่ร้ายแรงและไม่อาจใช้วิธีการอื่นได้ดีกว่าการลงโทษจำคุก

ด้วยเหตุนี้ แนวทางการลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ จึงต้องเริ่มด้วยการวางหลักว่า การกระทำที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบหรือความเสียหายแก่สังคมอย่างร้ายแรงไม่ควรกำหนดเป็นความผิดอาญา แต่ใช้มาตรการทางปกครอง เป็นมาตรการบังคับแทน และคนที่จะเข้าเรือนจำต้องเป็นบุคคลอันตราย หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่สังคมซ้ำอีก ซึ่งหากได้หลักเช่นนี้แล้ว จึงต้องหลีกเลี่ยงไม่กำหนดความผิดอาญาที่ไม่จำเป็น และควรเพิ่มประเภทของโทษที่มากกว่าโทษจำคุก เช่น สั่งให้คุมประพฤติ สั่งให้ไปฝึกอบรม สั่งให้ทำงานบริการสังคม หรือห้ามเข้าเขตกำหนด สั่งให้ชดใช้หรือขอโทษผู้เสียหาย สั่งให้ไปรักษาตัวที่สถานพยาบาล ซึ่ง เป็นมาตรการที่กำหนดไว้ในมาตรา 56 ประมวลกฎหมายอาญาแต่มาตราดังกล่าวใช้กับผู้ที่สมควรรอการลงโทษจำคุก ไม่ได้ใช้กับผู้กระทำความผิดที่ไม่เป็นนอันตราย และเคยต้องโทษจำคุกมาแล้ว นอกจากนี้ควรมีการสืบเสาะสำหรับผู้กระทำความผิดเพื่อให้รู้สาเหตุของการกระทำความผิด และสภาพแวดล้อมรวมถึงรายงานความเสียหายของผู้เสียหายหรือสังคม เพื่อให้ศาลใช้มาตรการในการกำหนดโทษหรือมาตรการลงโทษในชุมชนแทนการจำคุกได้ถูกต้อง รวมถึงการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ในการจำกัดสถานที่ คือ กำไลข้อมือ เพื่อป้องกันไม่ให้ออกจากพื้นที่ที่จำกัด แทนการลงโทษจำคุก ได้