หากเราเข้าถึงวิถีดำรงชีพของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในประเทศไทยต่อการทำไร่หมุนเวียน อาจช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้น

ลานบ้านกลางเมือง / บูรพา โชติช่วง

ล เล เตหน่ากู
วิถีภูมิปัญญาชาติพันธุ์กะเหรี่ยง

ไปเดินชมบรรยากาศงานเทศกาลวิถีภูมิปัญญาชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว
เดินดูชาวกะเหรี่ยงนำผลิตภัณฑ์ต่างๆ เสื้อผ้าทอมือ ย่าม พืชผลเกษตร ข้าวไร่ เมล็ดกาแฟ ของป่า เช่นน้ำผึ้ง และอีกหลายชนิดนำมาวางจำหน่าย รวมไปถึงมุมสาธิตทอผ้า ลานการแสดง วงเสวนา และส่วนนิทรรศการหมุนเวียนอย่างยั่งยืน เรื่องเล่าจากคนต้นน้ำส่งถึงคนปลายน้ำสายเดียวกัน จัดกันที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ตลิ่งชั่น ร่วมกับเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานไม่น้อยทีเดียว

งานเทศกาลวิถีภูมิปัญญาชาติพันธุ์กะเหรี่ยง จัดกันแค่ระยะสั้นๆ 3 วัน (18–20 พ.ค.61) เป็นกิจกรรมที่ต้องการสื่อสารให้ผู้เข้าชม คนทั่วไป และรัฐ เข้าใจ เข้าถึง วิถีดำรงชีพของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในประเทศไทยให้มากขึ้น ผ่านนิทรรศการสื่อผสม แสดงภาพและเนื้อหาให้เห็นการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับป่ามาหลายร้อยปี ผ่านคติความเชื่อ ทางจิตวิญญาณ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และภูมิปัญญาดั้งเดิมในการพึ่งพาป่า ด้วยวิถีการเกษตรแบบ “ไร่หมุนเวียน” ซึ่งถูกสังคมเมืองหรือคนทั่วไปมองว่าการทำ “ไร่เลื่อนลอย” เป็นผู้บุกรุกและผู้ทำลายพื้นป่า

หากแต่ในมุมภูมิปัญญาของกะเหรี่ยงในการทำ “ไร่หมุนเวียน” เป็นวิถีแห่งการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน เพื่อให้พื้นที่เดิมได้พักฟื้น ย่อยสลายของเศษไม้และต้นข้าวชั่วระยะเวลาหนึ่ง ประมาณ 5 – 10 ปี แล้วค่อยกลับมาทำพื้นที่เดิม อีกการทำไร่หมุนเวียนเป็นการผสมกลมกลืนหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ทั้งรักษาระบบนิเวศป่าไว้ให้คงอยู่อย่างสมบูรณ์ ซึ่งผู้ที่สนใจศึกษาและงานวิจัยไร่หมุนเวียน ขอข้อมูลจากศูนย์มานุษยวิทยาฯ ได้

เดินชมนิทรรศการเสร็จ มานั่งฟังดนตรีปกาเกอะญอ เพลง “เล เล เตหน่ากู” โดยศิลปินหนุ่ม บัญชา มุแฮ ‘ดิปุ๊นุ’ นำเครื่องดนตรีประเภทดีดสายที่เรียกว่า เตหน่า หรือ เตนา มาขับลำนำ จากข้อมูลดนตรี–ชนเผ่ากะเหรี่ยง บอก เครื่องดนตรีชนิดนี้ “ชนปกาเกอะญอมีมาแต่โบราณ ลักษณะคล้ายพิณ ฐานทำด้วยขอนไม้ เจาะเป็นรูกลวง ตัวคันไม้มีลักษณะโค้งงอ ตัวฐานและคันจะขึงสายตั้งเสียง มีทั้งหมด 6 เส้น บางคนทำ 7 เส้น หรือ 9 เส้น 12 เส้นก็มี” เมื่อศิลปินดีดเส้นเสียงคู่ไปกับขับลำนำเพลง ช่างมีความไพเราะ
‘ดิปุ๊นุ’ ศิลปินหนุ่มปกาเกอะญอ อารมณ์ดี เล่าเนื้อหาบทเพลง เล เล เตหน่ากู รวมๆ ว่า “สื่อวิถีชีวิตของกะเหรี่ยง เราอยู่ป่า รักษาป่า เราดื่มน้ำ รักษาน้ำ เรากินเขียด ดูแลผา เรากินปลา รักษาลำห้วย ถ้าเรารักษาระบบนิเวศป่าเท่ากับเป็นการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ฉะนั้นแล้ว เราอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ อยู่กับป่า ให้ความเคารพผืนป่า ดูแลรักษาธรรมชาติ”
และนี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งที่ไปเดินชมและฟังเพลง เล เล เตหน่ากู วิถีภูมิปัญญาชาติพันธุ์กะเหรี่ยง


“กะเหรี่ยง” กลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกตนเองว่า ปกาเกอะญอ/จกอว์/โพล่ง/โผล่ว กะยาห์ กะยัน และปะโอ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ได้บ่งชี้ว่า บรรพบุรุษของชาวกะเหรี่ยง โดยเฉพาะชาวปกาเกอะญอและโพล่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยและประเทศพม่าเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว (Keyes, 1979; Luce, 1959)
กะเหรี่ยงในประเทศไทย ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในแถบภาคเหนือ 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร และสุโขทัย ภาคกลางด้านตะวันตก 6 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ แต่ละแห่งเป็นชุมชนดั้งเดิม สามารถสืบค้นไปได้ไกลถึง 1,200 ปี ชุมชนส่วนใหญ่จะตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ป่ามาเป็นเวลานาน... (สูจิบัตร “หมุนเวียนอย่างยั่งยืน” ศูนย์มานุษยวิทยาฯ)
มติครม.เพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง 3 สิงหาคม 2553 เพื่อมุ่งแก้ไขประเด็นปัญหาสำคัญของชาวกะเหรี่ยง อันได้แก่ อัตลักษณ์ชาติพันธุ์และวัฒนธรรม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิในสัญชาติ การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม และการศึกษา การรักษาวิถีการทำไร่หมุนเวียนถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบาย จึงได้กำหนดและประกาศพื้นที่นำร่องเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ จำนวน 4 พื้นที่ ได้แก่ 1.) บ้านห้วยหินลาดใน ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย 2.) บ้านไล่โว่ ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี 3.) บ้านมอวาคี ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ และ 4.) บ้านเลตองคุ ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก (ข้อมูลนิทรรศการหมุนเวียนอย่างยั่งยืน)