พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์

ผมกับเพื่อนที่สหรัฐอเมริกาและไทยบางส่วน เราพยายามหาทางออกให้การศึกษาไทยที่ยังอยู่ในระดับล้าหลังเมื่อเทียบกับการศึกษาของประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างกลุ่ม OECD เราคิดว่าการศึกษาคือทุกสิ่งอย่างบนโลกนี้

สำหรับประเทศไทย น่าจะมีปัญหาหลายประการทั้งในส่วนของปรัชญาการศึกษาและวิธีการจัดการหรือบริหารการศึกษาของบุคคล และส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งหมด นอกจากทัศนวิสัยด้านการศึกษาจะคับแคบแล้ว ผู้บริหารการศึกษายัง ไม่ยอมเชื่อมั่นในศักยภาพของคนที่เข้ารับการศึกษาคือผู้เรียนอีกด้วย
ในแง่ของปรัชญาการศึกษา ปรัชญาการศึกษาสากล เชื่อว่า หลักการเชิงวัตถุประสงค์การศึกษาอยู่ที่การปลดปล่อยผู้ศึกษา หรือผู้เรียนสู่ความเป็นผู้มีอิสรภาพ ชนิดที่แม้แต่สัมฤทธิผลของการศึกษาเอง กลายเป็นหมายถึงความเป็นอิสรของตัวผู้เรียนจากตัวผู้สอน(อาจารย์)

ผลิตผลทางการศึกษา ไม่จำเป็นต้องมีผลผลิตออกมาเหมือนเบ้าหลอม แม่พิมพ์ หรือต้องเหมือนกับครูอาจารย์

ผลิตผลพึงประสงค์ด้านการศึกษาในความหมายของสถาบันการศึกษาแบบสากลโดยสรุป หมายถึง การที่ผู้เรียนมีความเป็นตัวของตัวเอง วิเคราะห์ปัญหาและความรู้ด้วยตัวเอง เมื่อวิเคราะห์ปัญหาเป็น ทำให้มนุษย์สามารถต่อยอดอารยธรรม หรือที่เราเรียกกันว่า “นวัตกรรม” ได้

วัตถุประสงค์ของการศึกษาในอเมริกาหรือโลกตะวันตกส่วนใหญ่ จึงหมายถึง “การปลดล็อก” หรือการปลดเปลื้องพันธนาการให้กับมนุษยชาติ เพราะก่อนหน้าที่มนุษย์จะกลายเป็นผู้มีการศึกษานั้น มนุษย์ตกอยู่ในกรอบหรือสถานจองจำในหลายๆ ด้าน เช่น จองจำจากจารีต จองจำจากประเพณีวัฒนธรรม หรือแม้การจองจำจากสภาวะทางการเมือง

ต่อเมื่อมนุษย์ได้รับการศึกษา การศึกษาก็จะช่วยคลายล็อค ปลดล็อคพันธนาการดั้งเดิมที่มนุษย์เคยมี เช่น ความกลัวอันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ เป็นต้น

การศึกษาจึงเปรียบเสมือนแสงสว่างสาดส่องโลกที่มืดมน ให้กลับกลายเป็นสว่าง มองอะไรๆ เห็นได้ชัดเจนมากขึ้น

ขณะเดียวกันการศึกษาก็ไม่ต่างจากการปลดปล่อยมนุษยชาติจากอุ้งมือหรืออำนาจชั่วร้ายที่ยึดกุมหรือพรากเสรีภาพออกไปจากมนุษย์ ไม่ว่ารัฐใดๆ ในโลกต่างก็ยืนยันชัดเจนที่จะให้พลเมืองของรัฐนั้นๆ เข้าถึงการศึกษาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยเทคนิควิธีการต่างๆ

เว้นเสียแต่รัฐเผด็จการเท่านั้น ที่ปฏิเสธคุณค่าของการศึกษาบนฐานของเสรีภาพ ปฏิเสธที่มาและคุณค่าของนวัตกรรมที่ร้อยทั้งร้อยก็อาศัยการศึกษาเป็นตัวทำให้เกิด

รัฐเผด็จการทำให้การศึกษาเป็นไปในลักษณะของการยัดเยียดให้กับผู้เรียน ดังการควบคุมหลักสูตรจากส่วนกลาง รวบอำนาจการเขียนหลักสูตรไว้ที่ส่วนกลางเป็นหลัก ทั้งที่ผู้เรียนเองควรมีโอกาสเรียนรู้เรื่องราวของท้องถิ่นอย่างหลากหลายกว้างขวาง โดยที่แต่ละท้องถิ่นมีฐานข้อมูลดิบ ฐานทรัพยากร ที่สามารถนำมาศึกษาแตกต่างกันไป

ด้วยการมีระบบการศึกษาแบบไทยๆ จึงเป็นเหตุให้การศึกษาไทยตกอยู่ในสภาวะ “ถอยหลังเข้าคลอง”ในทุกระดับ ตั้งแต่อนุบาลยันระดับอุดมศึกษา เป็นระบบการศึกษาที่ล้าหลังที่สุดแม้แต่ในประเทศอุษาคเณย์ด้วยกัน เนื่องด้วยการศึกษาของไทย มีจุดเน้นไปที่ “อำนาจนิยม” เป็นหลัก ดังที่เราสามารถเห็นจากพื้นฐานการแต่งกายของนักศึกษา การเน้นการบังคับนักเรียนเรื่องทรงผมเกรียน เป็นต้น

อาจารย์ผู้สอนเอง โดยเฉพาะอาจารย์ในระดับอุดมศึกษาเองส่วนหนึ่งพากันทรยศต่ออุดมการณ์ของการเป็นนักวิชาการที่ซื่อตรง ไปขึ้นตรง หรือเป็นบริวาร หรือรับใช้หน่วยงานภาครัฐ ไม่ต่างจากพวกประสบสอพลอ ขุนพลอยพยัก ซึ่งในที่สุดก็ทำให้ตัวนักวิชาการและสำนักของพวกเขาเสื่อมลงๆ ไปเรื่อยๆ งานวิจัยที่เป็นหน้าที่หลักกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า

ยังไม่รวมระบบเส้นสาย ระบบอุปถัมภ์หรือระบบพวกพ้องในมหาวิทยาลัย ที่หลายสถาบันปฏิบัติระเบียบแบบศรีธนญชัย เช่น ลงประกาศรับสมัครอาจารย์เอาต่อเมื่อวันเวลาหรือภาวการณ์ที่มีผลได้ผลเสียต่อสถาบันหรือมหาวิทยาลัยได้ผ่านไปแล้ว หากินกันอยู่ในลักษณะนี้ก็มาก ไม่รวมถึงการประเมินผลการศึกษาโดยหน่วยงานเฉพาะของรัฐทางด้านศึกษา ที่ขาดความเด็ดขาด ไร้ความโปร่งใส ชี้แจงหรือรายงานปัญหาของสถาบันการศึกษาเหลานั้น ต่อสาธารณะได้แบบอืดเอามากๆ

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านจึงเห็นได้ว่า สถาบันการศึกษาของไทยแทบไม่ได้สร้างนวัตกรรมใดๆ เกิดขึ้นมาเลย เรามัวไปพะวงเรื่องงบประมาณเป็นหลัก เรื่องงบประมาณมีความจำเป็นต่อการศึกษาไทยจริง แต่สิ่งที่เราละเว้นที่จะพูดถึงคือ ทัศนะเชิงอุดมการณ์หรือเชิงปรัชญาของการศึกษา ที่ควรมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนเป็นตัวของตัวเองอย่างถึงที่สุด ซึ่งนี่ก็เท่ากับการเกิดนวัตกรรม นั่นเอง น่าเสียดายว่าหลายสำนักอุดมศึกษาไทยยังมีกรอบความคิดการเรียนการสอนแบบจารีต ออกแนวท่องจำ เสมือนการท่องจำสูตรคูณ เมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว

ทั้งดูเหมือนว่า ประเทศไทยเรามีสถาบันระดับอุดมศึกษาหลายรูปแบบ กลไกการกำกับดูแลก็อาจไม่เหมือนกัน ไม่รู้ว่าสถาบันใด เป็น “เด็กเส้น”ของหน่วยงานไหน สถาบันด้านการศึกษาทางศาสนาโดยเฉพาะก็มี แต่แล้วก็เลยไม่ทราบว่า สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ใช้มาตรฐานในการดูแลหรือกำกับด้านมาตรฐานเดียวกันหรือไม่

การอนุญาตให้มหาวิทยาลัยเหล่านั้น เปิดหลักสูตรให้เกร่อได้ทั่วไป แม้กระทั่งถึงในต่างประเทศนั้น แน่ใจได้อย่างไรว่า สถาบันการศึกษาเชื่อมโยงในต่างประเทศมีมาตรฐานขนาดไหน บางทีในแง่นี้ การโฆษณาชวนเชื่ออาจมีการนำมาใช้ (หรือไม่?)

ไทยเป็นประเทศที่ถูกร่ำลืออยู่เสมอแม้แต่ในดินแดนโลกตะวันตกว่า มีการคอรัปชั่นในสถาบันอุดมศึกษากันสูงมากเป็นพิเศษ การร่ำลือนี้พวกเขาล้วนมีหลักฐานเชิงประจักษ์ ทำให้ไทยแลนด์ กลายเป็นดินแดนฉ้อฉลทางวิชาการชื่อกระฉ่อนโลกมากประเทศหนึ่ง

คงไม่ทุกสถาบันการศึกษาที่ชื่อเน่ากระฉ่อน หากปลาเน่าตัวเดียว ก็ย่อมเหม็นทั้งตะข้อง ฉันใดก็ฉันนั้น คณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เอง ไม่ควรทำตัว ปากว่าตาขยิบ หากพบปลาเน่าตัวใดก็ควรคัดออกแต่เนิ่นๆ โดยไม่เห็นแก่หน้าใคร

ท้ายสุดนี้ขอบอกว่าการจดทะเบียนมูลนิธิการศึกษาเพื่อเสรีภาพ (Education for freedom foundation- EFF) ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว พร้อมให้บริการตามแบบฉบับขององค์กรนิติบุคคลตามกฎหมายไทย ติดต่อได้ที่ 098-979-7416 อย่างน้อยในช่วงแรกของการทำงานของมูลนิธิ การสามารถเป็นหน่วยงานกลางในการแลกเปลี่ยนความคิดด้านการศึกษาก็ยังดี

ส่วนในระยะกลางและระยะสั้น กรรมการของมูลนิธิจะหารือถึงนโยบายและโครงการสนับสนุนการศึกษาของไทยแนวใหม่ที่ชัดเจนต่อไป ขอได้โปรดติดตามรับชม..