ณรงค์ ใจหาญ

การอนุรักษ์และคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพเป็นแนวคิดที่ต้องการสงวนพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ให้มีความหลากหลายในชนิดพันธุ์ทั้งต่างสายพันธุ์และในสายพันธุ์เดียวกัน โดยให้มีความคงอยู่อย่างยั่งยืนนานเท่าที่จะทำได้ ซึ่งในปัจจุบันแนวคิดและความตกลงร่วมกันของประชาคมโลกได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ การเข้าถึง การใช้ประโยชน์ และการแบ่งปันผลประโยชน์ในความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งกำหนดมาตรการในการอนุรักษ์ถิ่นกำเนิดของทรัพยากรชีวภาพ ระบบนิเวศ รวมถึงชนิดพันธุ์ รวมถึงการเปิดโอกาสให้เข้าถึงทรัพยากรชีวภาพ เพื่อการอนุรักษ์ การนำมาใช้ประโยชน์และการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรมให้แก่ประเทศและชุมชนที่เป็นเจ้าของแหล่งกำเนิดความหลากหลายทางชีวภาพนั้น

ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพแล้วและได้มีกฎหมายที่คุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพในแต่ละประเภทของทรัพยากร ได้แก่ ป่าไม้ พืช สัตว์ เป็นต้น แต่ยังไม่มีกฎหมายกลางที่กำหนดมาตรการที่เป็นองค์รวมและบูรณาการเพื่อให้มีการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบริหารจัดการความหลากหลายชีวภาพ การแบ่งปันผลประโยชน์และ
การถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างภาคีในอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้ แผนปฏิรูปประเทศไทยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2560-2564) ของรัฐบาลนี้ ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นการบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่นโยบายของภาคส่วนต่างๆ และส่งเสริมมาตรการจูงใจให้เกิดความร่วมมือในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ดี แม้ว่าในปัจจุบันจะมีกฎหมายหลายฉบับที่กำหนดมาตรการที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์พื้นที่ และระบบนิเวศของทรัพยากรชีวภาพ เช่นการกำหนดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เขตอุทยานแห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า เขตพื้นที่ป่าชายเลน เขตคุ้มครองสมุนไพร เป็นต้น และกำหนดให้มีการอนุรักษ์พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ไว้ในกฎหมายเฉพาะ แต่มาตรการทางกฎหมายที่ยังขาดอยู่ได้แก่ การเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพในเขตของพื้นที่เอกชน หรือพื้นที่นอกเขตอนุรักษ์ตามที่ระบุไว้ในกฎหมาย ยังไม่มีกลไกทางกฎหมายที่จะกำหนดถึงเงื่อนไขในการเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพในเขตดังกล่าว ประกอบกับ การแบ่งปันผลประโยชน์ให้แก่ชุมชนหรือประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดทรัพยากรชีวภาพ ที่ประเทศอื่นหรือบริษัทข้ามชาติหรือในประเทศที่จะนำเอาองค์ประกอบทางพันธุกรรมหรือทางชีวเคมี หรือการใช้เทคโนโลยีขีวภาพต่อทรัพยากรชีวภาพ ไปศึกษา วิจัยและนำมาผลิตเป็นสินค้า รวมถึงการนำองค์ความรู้จากการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพในชุมชนนั้นไปใช้ประโยชน์เพื่อการค้า ซึ่งในอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพให้ผู้ที่เข้าถึงและนำไปใช้ประโยชน์ทางการค้าต้องได้รับความยินยอมจากชุมชนที่เป็นเจ้าของทรัพยากรชีวภาพหรือองค์ความรู้ดังกล่าวและต้องมีการทำข้อตกลงเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม ซึ่งในมาตรการหลังนี้ ประเทศไทยยังไม่มีกลไกที่ชัดเจนโดยเฉพาะในเรื่องของการนำส่วนประกอบของสารพันธุกรรมมาใช้ประโยชน์ในทางการค้า

ในด้านกรอบนโยบายความหลากหลายทางชีวภาพ มีความชัดเจนว่า ประเทศไทยมีแผนแม่บทบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพ พ.ศ. 2558-2564 โดยมีการกำหนดแผนตามหลักการทีสอดคล้องกับดำเนินการร่วมกันในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในและนอกถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ (in-situ and ex-situ conservation) ส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากองค์ประกอบของความหลากหลายทางชีวภาพทั้งพันธุกรรม ชนิดพันธุ์ และระบบนิเวศอย่างยั่งยืน รวมถึงสนับสนุนให้มีการดำเนินการเพื่อให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างยุติธรรมและเท่าเทียม

ส่วนการพัฒนากฎหมายในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งในปัจจุบันมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ พ.ศ. 2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีคณะกรรมการการอนุรักษ์การใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ เข้ามาดูแลและบูรณาการในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างไรก็ดี ในแผนแม่บทบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพ ได้กำหนดให้มีการพัฒนากฎหมายในระดับชาติเพื่อสร้างกลไกในการบูรณาการการอนุรักษ์ การเข้าถึง การใช้ประโยชน์และแบ่งปันผลประโยชน์ที่เหมาะสม ตลอดจนการป้องกันการทำลายทรัพยากรชีวภาพจากการนำไปใช้ประโยชน์หรือการลักลอบการนำเอาสารพันธุกรรมไปใช้ประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับความยินยอมจากชุมชนหรือประเทศที่เป็นเจ้าของทรัพยากรชีวภาพนั้น ด้วยเหตุนื้จึงควรมีกฎหมายที่กำหนดมาตรการและกลไกเพื่อกำหนดมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ ชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ การเข้าถึงทั้งในด้านการวิจัย หรือการเก็บข้อมูลทรัพยากรพันธุกรรม หรือการวิจัยเพื่อนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์ทางการค้า เช่น การทำยา จากสมุนไพร การทำครีมบำรุงผิวหน้าจากการพัฒนาพันธุกรรมของพืชหรือสัตว์ แล้วนำไปจดสิทธิบัตร ซึ่งต้องมีการขอความยินยอมจากชุมชน และมีข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งขณะนี้มีการยกร่างกฎหมายดังกล่าวโดยทุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย เพื่อให้มีการบรูณาการกฎหมายและมีมาตรการกลไกเพื่อดำเนินการให้สอดคล้องตามหลักการที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ

อย่างไรก็ดี การอนุรักษ์และการเข้าถึง แบ่งปันผลประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพนั้น ไม่อาจใช้มาตรการทางกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะร่วมมือในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพโดยเฉพาะในพื้นที่หรือภารกิจที่หน่วยงานนั้นรับผิดชอบ ตลอดจนเนื่องจากการนำทรัพยากรชีวภาพมาใช้ในทางธุรกิจ จึงมีความจำเป็นต้องมีระบบควบคุมการลักลอบการนำมาใช้และกล่าวอ้างสิทธิของผลิตภัณฑ์ซึ่งขัดต่อหลักการแบ่งปันผลประโยชน์ ดังนั้นกลไกที่สำคัญสำหรับการป้องกันการลักลอบใช้ทรัพยากรชีวภาพโดยไม่ชอบนี้จึงต้องมีกลไกและหน่วยงานที่คอยเฝ้าระวังมิให้เกิดการลักลอบนำทรัพยากรชีวภาพไปใช้ประโยชน์ จนทำให้เจ้าของทรัพยากรชีวภาพของไทย ต้องถูกจำกัดสิทธิในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพนั้น นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนต่างๆที่จะคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงต้องสร้างความตระหนักและองค์ความรู้ให้ชุมชนสามารถปกป้องสิทธิของตนได้และสามารถเจรจาต่อรองกับเอกชนที่ขอมาเข้าถึงและทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมต่อไป