สมนามในความเป็น “เซนซิทีฟ แอเรีย (Sensitive Area)” คือ “พื้นที่อ่อนไหว” ที่มิใคร (ชาติไหน) ขยับเคลื่อนไหวเยื้องกรายเข้าไปกันเมื่อใด เป็นได้เห็นปฏิกิริยาโต้ตอบกันเมื่อนั้น

สำหรับ “ทะเลจีนใต้” น่านน้ำท้องทะเลที่คาบเกี่ยวกับ “เอเชียบูรพา” กับ “เอเชียอาคเนย์” ซึ่งเป็นพื้นที่ท้องทะเลฟากตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก

เหตุปัจจัยที่ทำให้ท้องทะเลแห่งนี้ พร้อมที่จะ “ทะเลเดือด” และสุ่มเสี่ยงที่จะกลายไปสู่ “ทะเลเลือด” ก็เพราะมีหลายชาติต่างอ้างกรรมสิทธิ์ครอบครองหมู่เกาะเจ้าปัญหา อย่าง “สแปรตลี” และ “พาราเซล” ซึ่งตั้งอยู่ใน “ทะเลจีนใต้”

โดยมีชาติคู่ปรปักษ์ นั่นคือ จีนแผ่นดินใหญ่ กับชาติอื่นๆ ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไต้หวัน

นอกจากนี้ ก็ยังเหล่าชาติมหาอำนาจอื่นๆ ที่แม้อยู่นอกภูมิภาคแต่ก็พยายามเข้ามาร่วมแจม

ไม่ว่าจะเป็น “สหรัฐอเมริกา” ที่เคยมีบทบาทและทรงอิทธิพลยิ่งในน่านน้ำแห่งนี้มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อเนื่องถึงสมัยสงครามเย็น

“รัสเซีย” ที่ปรากฏเงาทะมึนใต้น้ำของท้องทะเลแห่งนี้ผ่าน “กองเรือดำน้ำ” ซึ่งเป็นเขี้ยวเล็บอีกประเภทหนึ่ง อันทรงพลานุภาพ สะท้านยุทธจักรแห่งวงการเรือดำน้ำด้วยกัน

“อังกฤษ” อดีตเจ้าอาณานิคมแห่งท้องทะเล ที่พยายามหวนคืนความยิ่งใหญ่ทางนาวีกันอีกคำรบ ก็สนใจที่จะส่งกองเรือรบที่เคยเกรียงไกร มายังน่านน้ำแห่งนี้ด้วยเหมือนกัน

ใช่แต่เท่านั้น ก็ยังมีทั้งญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินดีย ก็มียุทธศาสตร์พร้อมร่วมวงไพบูลย์ในทะเลจีนใต้ ผ่านทางภาคีที่ชาติเหล่านี้ไปจับไม้จับมือด้วย เช่น “เดอะ ควอด จตุภาคี” เป็นอาทิ

เข้ามาเพ่นพ่านกันเยี่ยงนี้ หลายครั้ง หลายหน ก็ได้เกิดสถานการณ์ในลักษณะทายท้ากันอยู่ในที จากการที่มีกองเรือรบบ้าง ฝูงบินรบบ้าง มาตระเวนยังน่านน้ำ และน่านฟ้าเหนือท้องทะเลจีนเจ้าปัญหาแห่งนี้

ล่าสุด “จีนแผ่นดินใหญ่” เจ้าของฉายา “พญามังกร” ก็ได้ส่งฝูงบินรบมายังหมู่เกาะพิพาทในทะเลน่านน้ำเจ้าปัญหาข้างต้น เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยเป็นถ้อยแถลงของ “กองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชน” หรือ “พีแอลเอเอเอฟ (PLAAF : People's Liberation Army Air Force)” ของ “จีนแผ่นดินใหญ่” ระบุว่า ฝูงบินรบที่ส่งไปยังทะเลจีนใต้ครั้งนี้ เป็นเหล่าเครื่องบินทิ้งระเบิดนานาชนิด ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึง “เอช-6เค (H-6K)” เครื่องบินทิ้งระเบิดที่ทาง “พีแอลเอเอเอฟ” ภาคภูมิใจในสมรรถภาพอันสูงยิ่ง

เรียกว่า ไม่ผิดอะไรกับการเคลื่อนทัพ “ป้อมบินทิ้งระเบิด” ไปยังน่านน้ำท้องทะเลเจ้าปัญหาแห่งนั้น นั่นเลยทีเดียว

โดยเฉพาะอย่ายิ่ง การกรีธาพลเคลื่อนทัพของ “เอช-6เค” ที่กองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน มีความภาคภูมิใจยิ่งตามที่กล่าวแล้วข้างต้น ซึ่งป้อมบินทิ้งระเบิดรุ่นนี้ เป็นเครื่องบินที่สามารถทิ้งระเบิดโจมตีระดับระเบิดนิวเคลียร์ แถมยังมีพิสัยทำการที่สามรถบินโจมตีทิ้งระเบิดในพื้นที่ยุทธศาสตร์ระยะไกล หรือพิสัยไกล ได้อีกด้วย

ทั้งนี้ การส่งฝูงบินรบทิ้งระเบิดข้างต้น ตามถ้อยแถลงของ “พีแอลเอเอเอฟ” ก็ยังระบุด้วยว่า เป็นปฏิบัติฝึกซ้อมรบ คือ การทิ้งระเบิด ด้วยการให้ฝึกฝนบินทะยานขึ้นไปเพื่อโจมตีทิ้งระเบิดในพื้นที่เป้าหมายในทะเล และร่อนลงจอด บนรันเวย์ หรือทางวิ่งของเครื่องบินบนเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่มีการเปิดเผยว่าเป็นที่ใด

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์ ก็แสดงทรรศนะว่า เกาะแก่งที่พีแอลเอเอเอฟ ใช้เป็นสถานที่ “เทกออฟ” บินขึ้น และร่อนลงจอดนั้น ก็น่าจะเป็น “เกาะวูดดี” ซึ่งเป็นเกาะๆ หนึ่งในหมู่เกาะพาราเซล ที่จีนแผ่นดินใหญ่ มีปัญหาพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ครอบครองกับเหล่าชาติในอุษาคเนย์ด้วย

โดยบรรดานักวิเคราะห์ให้เหตุผลจากการที่บนเกาะวูดดีแห่งนั้น มีสิ่งปลูกสร้างเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการบินขึ้น-ลงของเครื่องบินอย่างครบครัน

ไม่ว่าจะเป็น “ทางวิ่ง” หรือ “รันเวย์” ของเครื่องบิน รวมไปถึงสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่เกี่ยวกับทางการทหารฐานทัพต่างๆ

วัตถุประสงค์ของการฝึกนั้น ได้มีผู้อ้างความเห็นของ “นายหวัง หมิงเหลียง” ผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมของจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ระบุว่า เพื่อเพื่อศักยภาพด้านการโจมตี โดยเฉพาะการทิ้งระเบิดในพื้นที่เป้าหมายให้แก่ทาง “พีแอลเอเอเอฟ” เอง โดยต้องการให้ฝูงบินทิ้งระเบิดเหล่านี้ สามารถออกปฏิบัติการได้ทุกเวลา ทุกทิศทาง และทุกสภาวะตามการได้รับมอบหมายจากหน่วยเหนือ

ทั้งนี้ แม้ตามถ้อยแถลงการณ์ของ “พีแอลเอเอเอฟ” ระบุว่า เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการรับมือจากภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางทะเล แต่บรรดานักวิเคราะห์ก็เห็นว่า การส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด ที่ถือได้ว่า เป็นครั้งแรกของกองทัพจีนแผ่นดินใหญ่มายังทะเลจีนใต้นั้น ก็เป็นปฏิบัติการท้าทายสหรัฐฯ และเหล่าชาติอื่นๆ ที่พยายามเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาทะเลจีนใต้กันอยู่ในที ซึ่งทางกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ก็รู้ทัน จึงได้ออกมาส่งเสียงคำรามเตือนว่า จะได้รับผลตอบสนอง และถูกโต้ตอบอย่างแม่นมั่นจากความพยายามเสริมเขี้ยวเล็บ คือ กำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ในทะเลจีนใต้ ซึ่งมิใช่เพื่อรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคง แต่ทว่า มีแต่จะเพิ่มความตึงเครียดและบั่นทอนเสถียรภาพให้บังเกิดแก่ภูมิภาคเสียมากกว่า

เหล่านักวิเคราะห์ยังแสดงความหวั่นวิตกกันด้วยว่า บรรดามหาอำนาจที่เข้าไปพัวพันกับปัญหาพิพาทในทะเลจีนอาจแข่งขันกันสั่งสมกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ในน่านน้ำท้องทะเลแห่งนี้ เพิ่มบรรยากาศการเผชิญหน้าจนน่าเป็นห่วงว่าจะเกิดการกระทบกระทั่งเปรี้ยงปร้างกันเข้าให้สักวัน