นายกฯ สั่ง คมนาคมเตรียมแผนสำรองรับรถร่วมจ่อลดเที่ยววิ่งจากปัญหาราน้ำมัน สมช. เผยแผนรับมือวิกฤตพลังงาน-อาหาร จ่อออกมาตรการ 1 ก.ค. แย้มอาจหยิบ " พรบ.มั่นคง" มาใช้ ยันไม่ซ้ำซ้อน สภาพัฒน์ฯ
       
       
  เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.65 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามสื่อมวลชน ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มอบหมาย กรณีผู้ให้บริการรถร่วม ขสมก.เตรียมลดจำนวนการให้บริการ รวมทั้งภาคขนส่ง รถทัวร์ 27 บริษัท 143 เส้นทางทั่วประเทศเตรียมลดเที่ยววิ่งลง 80% เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนราคาพลังงานได้ ว่านายกฯ ให้ชี้แจงว่าขณะนี้ยังไม่มีการลดจำนวน ซึ่งกระทรวงคมนาคมกำลังเจรจา และมีแผนสำรองไว้แล้ว เพื่อเตรียมการแก้ปัญหาหากมีการกระทบกับประชาชน โดยให้บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และการถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมการไว้
      
   ด้าน พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์กรณีได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้เตรียมการหารือเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร หลังสถานการณ์โควิดและเหตุความรุนแรงระหว่างประเทศ ส่งผลกระทบต่อเศษฐกิจโลก ว่า วิฤติโควิด และความรุนแรงระหว่างรัสเซีย ยูเครน ส่งผลกระทบเศษฐกิจทั่วโลก ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ สินค้าราคาแพง พลังงานราคาสูง ซึ่งหน่วยงานทางเศษฐกิจที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม เป็นห่วงคือการเตรียมความพร้อมรองรับอนาคต เบื้องต้นการประเมินสถานการณ์ถือเป็นหน้าที่ของ สมช.อยู่แล้ว ไม่ว่าสงครามยูเคร-รัสเซีย จะยุติเมื่อใด สั้นหรือยืดเยื้อ แต่ผลกระทบด้านเศรษฐกิจเกิดขึ้นแล้ว เราจึงต้องมาคิดว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยมีอะไรบ้าง เป็นเจตนารมณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ และสั่งให้ตนดำเนินการ  โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศษฐกิจเข้าหารือแล้ว และจะนำข้อมูลทั้งหมดมารวมกันเพื่อประเมินสรุปเป็นแผนสำหรับอนาคตทั้งระยะเร่งด่วน ปานกลาง และระยะยาว โดยระยะเร่งด่วน เราจะดูภาวะเงินเฟ้อ เศรษฐกิจชะลอตัวและถดถอย มีผลกระทบกับประชาชนอย่างไร ถือเป็นความมั่นคงทางด้านพลังงานและอาหาร 
        
 ทั้งนี้ปัจจัยที่เกี่ยวข้องแบ่งเป็นสองส่วนหลัก คือผู้บริโภคกับผู้ผลิต ซึ่งเราต้องร่วมมือกับภาคเอกชนด้วย ระหว่างนี้เรากำลังพูดคุยเพื่อจัดระบบ ติดตามประเมินผล และทำข้อเสนอแนะให้รัฐบาล คาดว่าจะมีข้อสรุปออกมาวันที่ 1 ก.ค. หากไม่มีปัจจัยอะไรเข้ามาเกี่ยวข้อง 
        
 เมื่อถามว่ารูปแบบการทำงานของสมช.จะอยู่เหนือกระทรวงพลังงานหรือไม่ พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่าไม่เหนือเป็นการทำงานคู่ขนาน เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำข้อมูลให้รัฐบาล 
        
 เมื่อถามว่าจะเสนอใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร หรือไม่ พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่าพ.ร.บ.ความมั่นคงจะใช้เมื่อมีความจำเป็นซึ่งน่าจะอยู่ในแผน
       
  เมื่อถามว่าการดำเนินการตรงนี้จะทับซ้อนกับ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)หรือไม่ พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า ไม่ซ้ำซ้อน เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. สภาพัฒน์ก็มานั่งคุยกัน แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็นำข้อมูลมาประเมินเพื่อเตรียมความพร้อมในอนาคต