ณรงค์ ใจหาญ

ทรัพยากรธรรมชาติ เช่นป่าไม้ สัตว์ป่า แหล่งต้นน้ำลำธาร แม่น้ำ อากาศ แร่ ปิโตรเลียม เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีประโยขน์ในทางเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันการคงอยู่ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ จะทำให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยเหตุที่การทำลายทรัพยากรธรรมชาติแม้เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของพื้นที่ หรือเป็นการทำลายสัตว์ป่าหรือพืชพันธุ์หายาก ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นการตัดไม้ทำลายป่า การล่าสัตว์ป่า หรือการลักลอบขุดหาแร่ โดยตรงหรือการก่อให้เกิดมลพิษอันส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติให้มีสภาพเสื่อมโทรมลง เช่นการก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ มลพิษทางอากาศ หรือการลักลอบทิ้งของเสียอันตรายอันมีผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ คุณภาพของน้ำทะเล หรือคุณภาพดิน เป็นต้น ความเสียหายเหล่านี้ แม้ว่าจะไม่ได้เกิดต่อทรัพย์สินของบุคคลใดโดยเฉพาะ แต่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของทุกๆ สรรพสิ่งในสิ่งแวดล้อม อันก่อให้เกิดสภาวะสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมและส่งผลต่อการลดลงของจำนวนประชากรของสัตว์ป่าหรือพืขหายากจนสูญพันธุ์ไปในที่สุด รวมถึงผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนด้วย

การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดทางอาญาและเป็นการกระทำละเมิดต่อรัฐโดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ ด้วยเหตุนี้การดำเนินคดีกับผู้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นความจำเป็นที่รัฐแต่ละประเทศจะต้องมีกลไกในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดดังกล่าว อีกทั้งหากมีการลักลอบค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ การลักลอบทิ้งของเสียหรือขยะมีพิษ หรือการลักลอบค้าพืชหายาก ก็จะต้องดำเนินการร่วมกันในการปราบปรามผู้กระทำตวามผิดและการส่งสัตว์ป่าหายากกลับคืนสู่ถิ่นกำเนิด เช่น ลิงอุรังอุตัง เสือ เป็นต้น หรือการร่วมมือกันปราบปรามกระบวนการค้างาช้างอาฟริกา เป็นต้น

แม้ว่าแนวคิดในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติจะเป็นที่ยอมรับในทางสากลและมีการรณรงค์ให้เกิดจิตสำนักในการไม่ล่าสัตว์ป่า หรือลักลอบค้าสัตว์หรือพืชพันธุ์หายาก หรือใกล้สูญพันธุ์ แต่ยังมีผู้ฝ่าฝืนจำนวนมากและมีการกระทำในลักษณะข้ามชาติ หรือเพื่อความนันทนาการเหมือนในสมัยก่อน การดำเนินคดีกับผู้ที่ฝ่าฝืนและการเรียกค่าเสียหายจึงเป็นกลไกที่จะต้องดำเนินการอย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพ

ในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการเกี่ยวกับค่าเสียหายที่ผู้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติจะต้องชดใช้คืนแก่รัฐเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาและพัฒนาแนวคิดดังกล่าวอย่างจริงจัง เพราะมีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ อยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น การปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำลำคลอง จนทำให้น้ำเน่าเสีย การปล่อยอากาศเสียจนทำให้เกิดสภาวะอากาศมีคุณภาพเกิดค่ามาตรฐานซึ่งส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน การลักลอบทิ้งขยะอันตราย ก่อให้เกิดอันตรายต่อคุณภาพดินหรือต่อแหล่งน้ำ และสุขภาพของคน สัตว์พืช ในบริเวณดังกล่าว การคำนวณค่าเสียหายจึงมีลักษณะที่มีความแตกต่างจากการคำนวณค่าเสียหายต่อผู้อื่นในความรับผิดทางละเมิดหรือค่าเสียหายจากการผิดสัญญาเพราะค่าเสียหายดังกล่าวมีพื้นฐานจากการพิจารณาสิทธิของปัจเจกชนในกฎหมายแพ่ง

การคำนวณค่าเสียหายอันเกิดจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ จึงต้องพิจารณาจากกรอบความคิดที่แตกต่างจากการคำนวณค่าเสียหายของบุคคลที่ถูกละเมิดหรือผิดสัญญา เพราะการทำลายทรัพยากรธรรมชาติก่อให้เกิดผลกระทบไม่เพียงแต่ตัวทรัพยากรธรรมชาติที่สูญเสียไปแต่ส่งผลถึงความสมดุลในระบบนิเวศ และสภาพความเป็นอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วย แนวคิดดังกล่าวจึงต้องคำนวณความเสียหายอันเกิดจากสภาวแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงและผลกระทบต่อระบบนิเวศที่เกิดจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาตินั้นหรือการก่อให้เกิดมลพิษดังกล่าว เช่น การปล่อยน้ำเสียลงในลำน้ำสาธารณะ ทำให้เกิดปลาตาย ความเสียหายที่เกิดขึ้น ได้แก่ จำนวนปลาที่ตาย และคุณภาพน้ำที่ต้องฟื้นฟู จนกลับสู่สภาพปกติ แต่ผลกระทบที่ต่อเนื่องจากการที่ปลาตาย อาจส่งผลต่อพืชหรือสัตว์อื่นๆที่ขาดอาหารจากการที่ปลาในแหล่งน้ำตายหรือสภาพแวดล้อมเป็นพิษด้วย

ส่วนกรณีของการตัดไม้ทำลายป่า หรือการทำลายแหล่งต้นน้ำลำธาร ผลโดยตรงจากการตัดไม้หรือทำลายแหล่งต้นน้ำลำธารคือการลดลงของป่าไม้ ก่อให้เกิดผลต่อการที่โลกร้อนขึ้น และการทำลายแหล่งต้นน้ำลำธารก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศต่างๆ การคำนวณค่าเสียหายดังกล่าวจึงต้องคำนึงถึงความเสียหายในระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมลง

สำหรับการล่าสัตว์ป่าก็เช่นเดียวกัน การมีอยู่ของสัตว์ป่า หากคำนวณความเสียหายจากการถูกทำลายในทางเศรษฐกิจอย่างเดียว จะไม่ตรงกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เพราะระบบนิเวศมีความเชื่อมโยงระหว่างดิน น้ำ ป่า สัตว์ป่า และแหล่งน้ำ ด้วยเหตุนี้ สัตว์ป่าถูกล่าไป ยิ่งเป็นสัตว์ป่าหายาก ก็จะนำไปสู่การสูญพันธุ์ของสัตว์ชนิดนั้น และอาจส่งผลถึงสัตว์ประเภทอื่นที่ต้องอาศัยวงจรชีวิตของสัตว์ขนิดนั้นด้วย การคำนวณค่าเสียหายจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบนี้ด้วย อีกทั้งประเภทของสัตว์ที่ถูกล่า มีความแตกต่างกัน หากพิจารณาถึงเป็นสัตว์ที่ไม่ได้ใกล้สูญพ้นธุ์แต่เป็นอ้นตรายต่อคนหรือระบบนิเวศ จะมีค่าทางเศรษฐกิจต่ำ และมีคุณค่าทางระบบนิเวศต่ำกว่ากรณีแรก หรือหากเป็นสัตว์หรือพืชที่สามารถเพาะเลี้ยงได้ มูลค่าทางเศรษฐกิจอาจต่ำกว่าสัตว์ป่าหายาก หรือมูลค่าทางระบบนิเวศด้อยกว่า เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ เป็นปัจจัยที่ต้องมีการวิจัยและศึกษาว่าพืช สัตว์ หรือระบบนิเวศที่ถูกทำลายมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ มูลค่าทางระบบนิเวศอย่างไร ซึ่งการคำนวณค่าเสียหายในแนวทางนี้ ไม่ได้มีฐานคิดในการพิจารณาความเสียหายจากการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยมากก่อน

คำตอบของการคำนวณค่าเสียหายจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ จึงยังไม่มีอย่างแน่ชัด และต้องการการศึกษาค้นคว้าของผู้เชี่ยวชาญในด้านสิ่งแวดล้อมที่จะให้ข้อมูลผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศ และผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจที่จะให้ข้อมูลความเสียหายทางเศรษฐศาสตร์ รวมถึงแนวทางในการฟื้นฟูให้ธรรมขาติดั้งกล่าวกลับคืนสู่สภาพปกติ ความเสียหายที่เกิดจึงไม่ใช่การคำนวณจากสิทธิของบุคคล แต่เป็นความเสียหายต่อระบบนิเวศ ต่อสภาพภูมิอากาศ และที่สำคัญ การออกคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจึงไม่ควรจำกัดที่ตัวเงิน แต่ต้องเป็นการบังคับให้จำเลยกระทำการอย่างใดๆ เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาตินั้นกลับคืนสู่สภาพเดิม และการกระทำให้มีมาตรการป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาตินั้นด้วย