แสงไทย เค้าภูไทย

ขณะที่ไทยขาดแคลนแรงงานระดับไร้ฝีมืออย่างหนัก เหตุจากแรงงานต่างด้าวกลับบ้านแล้วส่วนหนึ่งไม่กลับมาเนื่องจากกลัวผิด พ.ร.บ.แรงงานต่างด้าวใหม่ แต่กลับมีปัญหาซ้ำเติม เมื่อฮุน เซน ชวนแรงงานเขมรในไทยกลับบ้าน เพราะกัมพูชาเริ่มขาดแคลนแรงงานเช่นกัน เนื่องจากมีการลงทุนต่างชาติเพิ่มมาก

จากรายงานข่าวนายกรัฐมนตรีกัมพูชาสมเด็จฮุน เซน เดินทางลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นใน 2 เดือนข้างหน้า โดยไปเยี่ยมเยือนประชาชนที่เมืองบ่าเวต จังหวัดสวายเรียง อันเป็นเมืองชายแดนติดต่อเวียดนามเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว

สมเด็จฮุน เซน ได้ปราศรัยกับแรงงานกัมพูชาที่มาต้อนรับจำนวนกว่า 20,000 คน ว่าขณะนี้มีการลงทุนตั้งโรงงานอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการต่างประเทศในกัมพูชาขยายตัวมาก ทำให้เกิดความขาดแคลนแรงงานเป็นอย่างมาก เนื่องจากแรงงานกัมพูชาส่วนใหญ่อพยพเข้าไปทำงานในประเทศไทยกันมาก

ตนจึงเรียกร้องเชิญชวนคนงานกัมพูชาในประเทศไทยเหล่านั้นให้กลับมาทำงานในประเทศ

สมเด็จฮุน เซนกล่าวว่า ขณะนี้ค่าแรงขั้นต่ำของกัมพูชาเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 200 ดอลลาร์สรอ.ต่อเดือนแล้ว(ประมาณ 6,400 บาทเฉลี่ยวันละประมาณ 213 บาท) ที่แม้จะต่ำกว่าค่าแรงในประเทศไทย (ค่าแรงขั้นต่ำใหม่ 300-330 บาทต่อวัน) แต่ค่าครองชีพในกัมพูชาต่ำกว่าไทย ทำให้รายได้จากค่าแรงสุทธิเหลือกลับบ้านต่ำกว่าที่ได้ในกัมพูชามาก

กัมพูชาวันนี้ เป็นที่หมายตาของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจีนและเกาหลีใต้ เฉพาะเขตเศรษฐกิจพิเศษ บ่าเว็ต อันเป็นนิคมอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดในประเทศนั้น มีโรงงานกว่า 60 โรง นอกเขตอุตสาหกรรมก็มีโรงแรมและบ่อนกาสิโนอีกนับสิบแห่ง มีแรงงานเคลื่อนย้ายเข้าสู่พื้นที่เขตนี้กันหนาแน่น

ในการนี้สมเด็จฮุน เซน ได้ไปเป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานประกอบรถยนต์แดฮาน อันเป็นบริษัทรถยนต์ เกาหลีใต้ร่วมทุนกับกลุ่มทุนกัมพูชา โดยผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกโดยเฉพาะ

แดฮานมอเตอร์ ( Daehan Motors Co.Ltd.) เป็นบริษัทรถยนต์เกาหลีใต้ที่เข้าไปลงทุน-ร่วมทุนกับกลุ่มทุน Kolao Holdings ( Korea-Lao) สำนักงานใหญ่อยู่ที่โฮจิมินห์ ซิตี้ ผลิตรถพาณิชย์ อะไหล่และชิ้นส่วนยานยนต์

ก่อนหน้านี้ ยักษ์ใหญ่รถยนต์เกาหลีใต้ ฮุนได ได้เข้ามาตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ที่กัมพูชา ชายแดนกัมพูชา-ไทย

ล่าสุดบริษัทจีนและบริษัทเกาหลีใต้ ไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตผลไม้อบแห้งมูลค่าลงทุนรวมกว่า 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อส่งกลับตลาดเอเชียและตลาดยุโรป

นอกจากจะเป็นคู่แข่งแย่งนักลงทุนต่างชาติแล้ว ยังแย่งตลาดสินค้าเกษตรไทยด้วย

กลุ่มประเทศ CLMV (Cambodia-Laos-Myanmar-Vietnam) เป็นดินแดนเป้าหมายการลงทุนที่นักลงทุนต่างชาติในไทยและนักลงทุนไทยหมายตาลงทุนกันมาก

ปัญหาขัดแย้งทาการเมืองในประเทศไทย การปกครองภายใต้เผด็จการทหาร (Junta Regime) ทำให้นักลงทุนต่างชาติลดการลงทุนในไทยไปยังชาติ CLMV กันมากตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment- FDI ) ของไทยเคยมีมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยญี่ปุ่นมีสัดส่วนลงทุนกว่า60%

แต่ด้วยความกังวลในความมั่นคงของทางการเมืองของไทย ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นขาดความเชื่อมั่น จึงหันมาใช้นโยบาย “Thailand Plus One”

นโยบายไทยแลนด์พลัสวันหมายถึง การลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ที่มีอยู่แล้ว หากจะมีการขยายการลงทุนหรือขยายการผลิตหรือลงทุนเพิ่ม

ให้ยุติการขยายการผลิตในไทย หากแต่ขยายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านของไทยแทน

ใช้แต่นักลงทุนญี่ปุ่นเท่านั้น นักลงทุนเกาหลีใต้และจีน ยังขยายฐานการผลิตไปยังเพื่อนบ้านของไทย ดังเช่น Kolao Holdings ไปลงทุนในแขวงสุวรรณเขต (KOLAO Group Suvannakhet ) ของลาวเป็นต้น

โกลาวกรุ๊ป ผลิตรถพาณิชย์เป็นส่วนใหญ่ เช่นรถกะบะบรรทุก รถจักรยานยนต์ มีบริษัทในเครือ 13 บริษัท มีพนักงานกว่า 4,000 คน

ใช่แต่นักลงทุนต่างชาติ บริษัทกลุ่มทุนขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นไทยเบฟ เครือซีพี พากันไปลงทุนในแขวงสุวรรณเขต

โดยอาศัยแรงงานราคาถูก กฎหมายไม่เข้มงวดและหยุมหยิม (Red Tspe) เหมือนในไทย ได้รับสิทธิส่งเสริมการลงทุนและเป็นเขตการค้าเสรี (AEC) ไม่แตกต่างไปจากลงทุนในไทย

ขณะนี้สิ่งที่เป็นความกังวลของนักลงทุนไมว่าจะชาวไทยหรือต่างชาติก็คือ การขาดแคลนแรงงานระดับแรงงานไร้ฝีมือ ภาษีใหม่ๆการคอรรัปชั่นของข้าราชการ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่นักลงทุนชื่นชอบประเทศไทยอยู่อย่างก็คือ อัตราดอกเบี้ยถูก โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่แค่ 1.50 %มาเป็นเวลากว่า 36 เดือน

ทำให้บริษัททุนหนาของไทยใช้เครดิตกู้ยืมดอกเบี้ยราคาถูก นำเงินทุนไปลงทุนในต่างแดนกันมาก

แต่แม้การลงทุนในไทยจะเติบโตต่ำ เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ทว่าอุตสาหกรรมของไทยที่มีอยู่ ก็ยังขาดแคลนแรงงานอยู่

โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ ที่มีแรงงงานต่างด้าวกลับมาและลงทะเบียน ตาม พ.ร.บ.แรงงานต่างด้าวฉบับปัจจุบันที่ออกมาบังคับใช้เมื่อปีที่แล้วไม่ถึงครึ่งของจำนวนที่เคยมีอยู่

การเปิดรับลงทะเบียนแรงงานถูกกฎหมายจะหมดเขตวันที่ 30 มิถุนายน 2061 คือเหลือเวลาประมาณเดือนครึ่ง ทว่าตัวเลขลงทะเบียนล่าสุดอยู่แค่ 1,304,269 คนจากที่สำรวจ 1,379,252 คน ยังขาดอีก 74,983 คน

อย่างไรก็ดี ก่อนที่กฎหมายฉบับนี้จะออกมา มีแรงงานต่างด้าวในประเทศอยู่ประมาณ 3 ล้านคน แต่เมื่อกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้แรงงานต่างด้าวพากันกลับบ้านไปเกือบ 3 ล้านคน

แสดงว่า แรงงานที่กลับมานั้น มากันเพียงไม่ถึงครึ่งของจำนวนที่เคยมีอยู่ก่อน พ.ร.บ.แรงงานต่างด้าวฉบับนี้จะออกมาบังคับใช้

มหาชัย เมืองที่เคยได้ชื่อว่า “พม่าทาวน์” เพราะมีแรงงานพม่ามาก เนื่องจากเป็นย่านอุตสาหกรรมประมงหนาแน่นที่สุดในประเทศแทบจะร้าง

นี่คือผลพวงของการออกกฎหมายที่แบบเถรตรง ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง คือผู้ประกอบการไม่มีส่วนร่วมในการออกกฎหมาย

ในบรรดาแรงงานต่างด้าวที่มีอยู่ขณะนี้จำนวนล้านคนเศษๆจากความต้องการ 3 ล้านคนนี้

หากวันใดแรงงานกัมพูชาพากันกลับบ้านตามคำเชิญชวนของสมเด็จฮุน เซน กันหมด

รัฐบาลจะแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานขั้นวิกฤติที่มีความเป็นไปได้ในอนาคตอันใกล้นี้อย่างไร?