ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ณ ถนนราชดำเนิน เกิดเหตุการณ์วิปโยค ที่ชนชั้นปกครองใช้ความรุนแรงต่อประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองอย่างสันติ ตัวเลขการสูญเสียในเหตุการณ์ระหว่างวันที่ 17-21พฤษภาคม 2535 มีผู้เสียชีวิต จำนวน 44 ราย สูญหาย 38 ราย (ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้ให้การรับรอง) พิการ 11 ราย บาดเจ็บสาหัส 47 ราย และบาดเจ็บรวม 1,728 ราย จนเรียกขานกันว่า “พฤษภาทมิฬ”

แต่ต่อมาในปี 2540 คณะกรรมการจัดงานรำลึกในปีนั้น ได้มีมติและรณรงค์ให้มีการเรียกชื่อเหตุการณ์ใหม่ว่า “พฤษภาประชาธรรม” ด้วยเหตุที่วีรกรรมของประชาชนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ถือเป็นความกล้าหาญทางจริยธรรม ที่ประชาชนยึดหลักสันติวิธี ใช้เพียงสองมือเปล่าเข้าต่อสู้กับอำนาจอธรรม ที่กระทำการปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรงด้วยกำลังอาวุธ ธรรมะที่อยู่ในจิตใจของประชาชนจึงเป็นพลัง เป็นอาวุธสำคัญในการผลักดันจนได้รับชัยชนะเหนืออำนาจอธรรม “พฤษภาประชาธรรม” จึงมีความหมายในทางสร้างสรรค์ และบ่งบอกชัยชนะของขบวนการประชาชนมากกว่าความรู้สึกเคียดแค้นชิงชังและเจ็บปวด

ถือเป็นความชอบธรรมของญาติวีรชนผู้เสียสละ และประชาชนผู้รักประชาธิปไตย จะได้ร่วมกันแสดงความคารวะต่อวีรกรรมที่ได้ส่งผลกระเทือนต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองประชาธิปไตยจวบจนถึงปัจจุบัน การจัดกิจกรรมรำลึกถึงวีรกรรมในอดีต จึงมิใช่เป็นการ “ฟื้นฝอยหาตะเข็บ” หากแต่เป็นการระลึกถึงความกล้าหาญ และความเสียสละของวีรชน และเป็นอุทาหรณ์อันดีให้กับสังคมประชาธิปไตยที่ต้องพัฒนาคืบหน้าต่อไป

เรื่องราว “พฤษภาประชาธรรม” น่าจะเป็นสิ่งเตือนใจ นำทางให้สังคมไทยก้าวหน้าต่อมาได้อย่างสันติสุข ถ้าราได้ใช้บทเรียนราคาแพงนั้นเป็นกรอบกตารทางสังคม แต่แล้วเราก็ยังไม่มี “อนุสรณ์สถาน” อันจะเป็นสิ่งเตือนใจนั้น

การผลักดันเกิดอนุสรณ์สถานนั้นมีความพยายามกันมานานแล้ว และมีความคืบหน้าอยู่บ้าง แต่แล้วเมื่อสังคมไทยมีความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นมา เรื่องราวจึงถุกภาครัฐหลงลืมไปอีก

ความพยายามในการผลักดันการจัดสร้างอนุสรณ์สถานให้กับวีรชนในเหตุการณ์ต่างๆ ไม่เฉพาะเหตุการณ์เดือนพฤษภาเท่านั้น นับเป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนานและวกวน อีกทั้งยังสะท้อนถึงเบื้องลึกทางตรรกะของภาครัฐที่มีความคิดอคติที่ฝังใจว่าอนุสรณ์สถานจะเป็นสัญลักษณ์ของความแตกแยก ทำให้สังคมแบ่งฝักแบ่งฝ่าย การเรียกร้องอนุสรณ์สถาน ผลักดันให้สังคมไทยก้าวต่อไปวีรชนเดือนพฤษภาแม้จะเป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ แต่ก็เป็นภารกิจสำคัญที่ต้องผลักดันเพื่อเชิดชูรำลึกถึงวีรกรรมของวีรชน และเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงอำนาจอธิปไตยของประชาชนที่งอกงามเบ่งบานในสังคมไทย เพื่อให้บรรลุภารกิจ จึงได้มีการทาบทามผู้ทรงคุณวุฒิร่วมกันจัดตั้งมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม ขึ้นเพื่อดำเนินการตามภารกิจนี้

การได้มาซึ่งพื้นที่สำหรับจัดเป็นอนุสาวรีย์วีรชนพฤษภาประชาธรรม ซึ่งจะถือเป็นตำแหน่งแห่งที่ทางประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย ในวันนี้ ต้องผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยวเลี้ยวลด เต็มไปด้วยปัญหาและอุปสรรคขวากหนามในเกือบทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้น และถึงแม้ว่าแบบแปลนนุสรณ์สถานพฤาภาระชาธรรม จะทำเสร็จนานแล้ว และก็มีการมอบพื้นที่ส่วนหนึ่งตรงบริเวณกรมประชาสัมพันธ์เก่า ให้เป็นสวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรมแล้วก็ตาม แต่อนุสรณ์สถานก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง

“พฤกษภาประชาธรรม” ผ่านมาแล้ว 26 ปีแล้ว ดปรดอยางให้มันเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านแล้วสูญหายไป จงใช้มันเป็นสติเตือนใจทั่วทั้งสังคม โดยทำให้เกิดอนุสรณ์สถานเป็นวัตถุพยานแท้จริงขึ้นมาเสียที