ยังคงเป็นตัวอันตราย ก่อมหันตภัยร้าย แก่ชาวโลก ได้อย่างไม่หยุดหย่อน

สำหรับ ขบวนการก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง “รัฐอิสลาม” หรือ “ไอเอส” หรือที่บางคนก็เรียกว่า “ไอซิส”

แม้ว่าศูนยกลางใหญ่ของพวกเขา ใน “นครรักกา” ประเทศซีเรีย ถูกโค่นทำลายลง แต่ปรากฏว่า กลุ่มไอซิส ยังคงมีพิษสง ก่อเหตุถล่มโจมตีตามสถานที่ต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

แบบไม่ผิดอะไร “มดแตกรัง” ทำนองนั้น

โดยพวกเหล่าสมุนวายร้าย ต่างพากันกระจัดกระจายไปในหลายพื้นที่ทั่วโลก

ไม่ว่าจะเป็นซีกฟากตะวันตกของซีเรีย ด้วยการจัดตั้งเครือข่ายกันใหม่ในแถบคาบสมุทรไซนายของอียิปต์ และเมืองเซิร์ท ประเทศลิเบีย ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา เป็นอาทิ จนเผชิญหน้ากับเครือข่ายก่อการร้ายอิสลามอื่นๆ เช่น “อัลกออิดะฮ์” เป็นต้น

เช่นเดียวกับฝั่งตะวันออกของซีเรีย สมาชิกไอเอส ก็ระเห็จมายังเอเชียกลาง อย่าง “อัฟกานิสถาน” จนมาประชันแข่งขันทางอิทธิพลกับ “ตาลิบัน” กลุ่มกบฏอิสลามหัวรุนแรงเจ้าถิ่น

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงอื่นๆ ในเอเชียใต้ บ้านใกล้เรือนเคียงกับ “อัฟกานิสถาน” อันได้แก่ “ปากีสถาน” ก็ได้เข้าร่วม หรือประกาศสวามิภักดิ์ต่อไอเอส อีกจำนวนไม่น้อย

เฉพาะในส่วนของ “ปากีสถาน” นั้น บรรดาผู้สันทัดกรณีด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออุษาคเนย์เรา แสดงทรรศนะแบบสะกิดเตือนมาด้วยว่า เป็นหนึ่งในขุมข่ายหลักของการเผยแพร่ลัทธิก่อการร้ายให้แก่มุสลิมชนกลุ่มน้อยของภูมิภาคนี้ที่สนใจเข้าร่วมด้วย เช่น “กองทัพปลดปล่อยอาระกันโรฮีนจา” หรือ “อาร์ซา” กลุ่มก่อการร้ายของชนกลุ่มน้อยโรฮีนจา ซึ่งสวามิภักดิ์ต่อไอเอส ที่เคลื่อนไหวระหว่างพรมแดนเมียนมาร์ กับบังกลาเทศ เป็นต้น

ใช่แต่เท่านั้น ประเทศอื่นๆ ทั้งที่ผืนแผ่นดินใหญ่ และเกาะแก่งต่างๆ ในอุษาคเนย์เรา อย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ก็ได้มีกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงของแต่ละท้องถิ่นไปเข้าร่วม หรือสวามิภักดิ์ต่อไอซิส

ที่นับสร้างความฮือฮาสะท้านโลก ก็อย่างรายของกลุ่มมาอูเต ผู้สวามิภักดิ์ต่อไอเอส ซึ่งสามารถยึดเมืองมาราวี ใน จ.ลาเนาเดลซูร์ บนเกาะมินดาเนา ตอนใต้ของฟิลิปปินส์ เมื่อช่วงปีก่อน ที่จนถึงบัดนี้ ก็ยังมีข้อกังขา กองทัพรัฐบาลกลางมะนิลาของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ยังเมืองดังกล่าวกลับคืนมาได้ และกำราบกลุ่มก่อการร้ายข้างต้นได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจริงหล่ะหรือ?

ล่าสุด ก็เป็นก่อการร้ายที่อินโดนีเซีย ซึ่งถูกระบุว่า เป็นฝีไม้ลายมือของเครือข่ายไอเอสแห่งแดนอิเหนา ก่อเหตุเขย่าขวัญ เพราะมีจำนวนผู้เสียชีวิตรวมแล้วอย่างน้อยร่วม 10 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 40 ราย

โดยเป็นเหตุการณ์โจมตีด้วยวิธีระเบิดฆ่าตัวตาย ถล่มโบสถ์คริสต์ถึง 3 แห่งรวด ในวันเดียวกัน เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ ในเมืองสุราบายา จ.ชวาตะวันออก ประกอบด้วย “โบสถ์ซานตามาเรีย” หรือ “เซนต์มาเรีย” โบสถ์คริสเตียนอินโดนีเซีย และโบสถ์เพนเตคอสต์เซ็นทรัลเชิร์ช จนเป็นเหตุให้ทางการต้องระงับเทศกาลอาหาร ซึ่งเป็นงานใหญ่งานหนึ่งในสุราบายา ที่จะมีขึ้นไปโดยปริยาย

ทั้งนี้ ภายหลังเกิดเหตุแม้ยังไม่มีกลุ่มก่อการ้ายกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ แต่ในการสืบสวนสอบสวนของทางการอินโดนีเซียก็ระบุว่า น่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรงที่ชื่อ “เจมะอะห์ อันชารัต ดาอูเลาะห์” หรือ “เจเอดี” มากที่สุด

กล่าวถึงกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้ ก็ปรากฏว่า ได้ไปฝักใฝ่ต่อกลุ่มไอเอส จนถือว่า “เจเอดี” เป็นเครือข่ายหนึ่งของไอเอสแห่งแดนอิเหนา ซึ่งนอกจากมีพื้นที่ปฏิบัติการในอินโดนีเซียแล้ว ก็ยังเคยไปกอดคอเคียงบ่าเคียงไหล่กับกลุ่มมาอูเต เพื่อร่วมรบกับกองทัพรัฐบาลมะนิลา ในเมืองมาราวี ของฟิลิปปินส์อีกด้วย

โดยทางตำรวจ เปิดเผยผลการหาข่าวของหน่วยข่าวกรองของทางการจาการ์ตาด้วยว่า ในการก่อเหตุครั้งนี้ เดิมทีกลุ่มเจเอดี มีเป้าหมายที่จะโจมตีตำรวจอินโดนีเซีย ทำให้ทางตำรวจของอินโดนีเซียในเมืองสุราบายา เตรียมการป้องกันรับมือกันก่อนหน้า จนทำให้ยากต่อการโจมตี ส่งผลให้ก่อการร้ายกลุ่มดังกล่าว ต้องเปลี่ยนแผน หันไปลงมือก่อเหตุกับบรรดาโบสถ์คริสต์ทั้ง 3 แห่ง ในเมืองดังกล่าวแทน

พร้อมกันนี้ ในห้วงเวลาเดียวกัน ปรากฏว่า ทางฟากฝั่งภูมิภาคยุโรป ก็เผชิญหน้าการอาละวาดของกลุ่มไอเอสด้วยเช่นกัน กับเหตุการณ์ที่สมุนเครือข่ายของกลุ่มไอเอส ใช้อาวุธเป็นมีดพกสั้น ก่อเหตุไล่แทงผู้คนในกรุงปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 4 ราย ก่อนที่คนร้ายถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจแดนน้ำหอม วิสามัญฆาตกรรมเป่าดับดิ้นไป ด้วยอาวุธปืนพกสั้นใช้ยิงสวน

ภายหลังเกิดเหตุทางกลุ่มไอเอส ออกมาอ้างความรับผิดชอบว่าเป็นฝีไม้ลายมือของพวกเขา โดยระบุว่า ผู้ก่อเหตุเป็นสมุนเครือข่ายที่มาสวามิภักดิ์

ทั้งนี้ จากการสืบสวน สอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจฝรั่งเศส ก็ระบุว่า ชายคนร้ายที่ก่อเหตุเป็นมุสลิมเชื้อสายเชชเนีย

เหล่านักวิเคราะห์แสดงทรรศนะว่า ฟากฝั่งภูมิภาคยุโรป ยังคงเผชิญหน้ากับสมุนไอเอสที่ก่อเหตุด้วยอาวุธที่หาได้ง่ายอย่างมีดสั้น หรือรถยนต์ รถตู้ แบบเช่า ที่หารับบริการได้อย่างง่ายดาย มาเป็นอาวุธทำลายล้างผลาญชีวิตผู้คน

ก็สะท้อนให้เห็นถึงภัยร้ายของก่อการร้ายขบวนการที่ชื่อไอเอส หรือไอซิสนี้ ยังคงเขย่าขวัญโลกอยู่ต่อไป ที่แม้แต่นายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง แห่งสิงคโปร์ ยังเอ่ยปากเมื่อไม่นานนี้ ด้วยการยอมรับว่า เป็นหนึ่งในภัยร้ายด้าน
ความมั่นคงที่โลกเราเผชิญหน้าอย่างแท้จริง ซึ่งจำต้องเร่งหามาตรการมารับมือโดยด่วน มิอาจมองข้ามละเลยปัญหาอันเป็นมหันตภัยร้ายนี้กันอีกต่อไป