ดร.วิชัย พยัคฆโส
payackso@gmail.com

กลุ่มคนเคลื่อนไหว “กระหายอยากเลือกตั้ง” ปักธงเรียกร้องให้เกิดการเลือกตั้ง ภายในเดือน พฤศจิกายน 2561 ในขณะที่รัฐบาลยืนยันความพร้อมตามโรดแมปเป็นเดือน กุมภาพันธ์ 2562 ด้วยเหตุผลของ พรบ.การเลือกตั้งจะมีผล เพื่อให้พรรคการเมืองเตรียมตัวกันในต้นปีหน้า

กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นใหม่ นิสิตนักศึกษาเป็นแกนนำ สะท้อนให้เห็นว่าระบอบประชาธิปไตย เข้าแทรกอยู่ในหัวใจของคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นประชาชนมีสิทธิมีเสียงเลือกตัวแทนเข้ามาบริหารประเทศ คงเห็นว่า 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลคสช. ได้ยุติความขัดแย้งของกลุ่มคนในชาติได้ดีระดับหนึ่งแล้ว ประกอบกับการบริหารราชการมุ่งสู่เป้าหมายความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของชาติที่มียุทธศาสตร์ชัดเจน น่าจะปล่อยมือวางให้ประชาชนเขาบริหารบ้านเมืองกันต่อไป แต่ไม่เห็นแนวคิดในการพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมการเมืองกับคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสพัฒนาชาติแต่อย่างใด

แต่หากดูข้อมูลของพรรคการเมืองที่เคยบริหารบ้านเมืองในอดีต 5 พรรคใหญ่ๆ พบว่าสมาชิกเดิมมายืนยันการเป็นสมาชิกตามคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ยังหดหายไปร้อยละ 90 เกือบทุกพรรค ในขณะที่ผู้มีสิทธิอายุเกิน 18 ปี เพิ่มขึ้น 8 ล้านคน จาก 43 ล้านคนในปี 2557 เป็น 51-52 ล้านคน ในปี 2562 สวนทางกับการอยากเลือกตั้งในระบบพรรคการเมือง ที่มีนัยสำคัญว่าอยากจะเลือกตั้งกันจริงหรือไม่

อาจจะมีปัจจัยจากคำสั่ง คสชที่ 53/2560 ที่ให้เวลาเพียงเดือนเดียว และคงไม่เห็นด้วยที่จะต้องจ่ายค่าสมัครสมาชิกปีละ 100 บาทอีกด้วย แต่คงหวังว่าหลังเดือนมิถุนายน ที่รัฐบาลปลดล็อคให้พรรคทำกิจกรรมทางการเมืองได้ จึงสมัครกัน รวมถึงพรรคอาจออกค่าสมาชิกให้กระมัง จึงรีๆรอๆกันอยู่หรือว่าจะรอเข้าพรรคการเมืองใหม่ๆเป็นทางเลือกก็ได้

พรรค “พลังประชารัฐ” ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เดินหน้ามุ่งสู่มวลชนทั้งนักการเมืองในระดับจังหวัดที่คุมเสียงข้างมากไม่น้อยกว่า 10 กลุ่ม ลุยไปถึงคนของพรรคการเมืองใหญ่ๆ เช่น ประชาธิปัตย์และเพื่อไทย ก็ไม่ถูกละเลย ที่จะถูกดึงเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของ “พลังประชารัฐ” สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปค่อนข้างแน่ เพราะรัฐบาลคงถอดบทเรียนของ “มนังคศิลา” และ “สามัคคีธรรม” ที่เป็น worst case มากำหนด key success factor ไว้แล้ว

กลุ่มอำนาจเก่าของเพื่อไทยจึงต้องโลดแล่นไปหาที่พึ่งของนายเก่าที่สิงคโปร์ จะแก้เกมการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์การเมืองด้านใดดี โดยนายเก่าเปิดโต๊ะจีน 9 โต๊ะ ไว้รองรับในบรรยากาศที่ตกเป็นรองกลยุทธ ให้เกิดสหพรรคแบบดาวกระจายที่เป็นเป้าหมายของ “พลังประชารัฐ”

นายกรัฐมนตรีหาได้วิตกกังวลไม่ กลับนำคณะรัฐมนตรีบุกไปประชุม ครม. ที่จ.บุรีรัมย์ รังใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยถึงถิ่น ด้วยการต้อนรับอย่างอบอุ่นของประชาชนหลายหมื่นคนอย่างล้นหลาม แถมรัฐบาลยังจะสนับสนุนงบประมาณ 20,000 ล้านบาท ประกอบไปด้วย 5 ด้านหลักแก่ สุรินทร์ ชัยภูมิ โคราช และบุรีรัมย์ เป็นของขวัญให้อีก

นับเป็นยุทธศาสตร์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและยกระดับพัฒนาเมือง โดยเฉพาะบุรีรัมย์ให้เป็น sport city ระดับโลก การพัฒนาแหล่งน้ำ การเกษตร การท่องเที่ยว สุขภาพ โครงสร้างพื้นฐานคมนาคม สนามบิน และทางหลวงที่จะส่งผลต่อการค้าชายแดนอีกด้วย นั่นคือกลยุทธเชิงนโยบายที่จะได้ใจของประชาชนทั้ง 4 จังหวัด เช่นเดียวกับหลายๆจังหวัดที่ ครม.ยกทีมไปประชุมทุกภาคเก็บเกี่ยวความเป็นประชานิยมในรูปแบบความยั่งยืนให้ได้ทุกจังหวัด จะเหลืออะไรให้พรรคอื่นทำนโยบายให้ประชาชนได้บ้าง

เชื่อได้ว่า กลยุทธระดับบนและระดับล่าง รัฐบาลเกาะติดได้แล้ว เหลือเพียงการปลดปล่อยให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้ในเดือนมิถุนายนเท่านั้น คงต้องรอดูว่า พรรคการเมืองใดต้องการเลือกตั้งเพื่อ “การเมือง” หรือ พรรคการเมืองใดต้องการเลือกตั้งเพื่อ “สร้างชาติ” ให้ประชาชนได้ตัดสินใจในปีหน้า