และแล้วก็เป็นไปตามสัญญา มาตามนัด ไม่มีผัดผันผ่อน

สำหรับ การ “ฉีกเป็นริ้วๆ” ต่อ “ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน” ของ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ” ซึ่งได้จรดปากกาลงนามใน “คำสั่งพิเศษของประธานาธิบดี” อันมีขึ้นเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนโชว์หราตามหน้าสื่อต่างๆ ที่เผยแพร่ไปทั่วโลก

ก็ส่งผลเท่ากับว่า “สหรัฐอเมริกา” ภายใต้สมัยของประธานาธิบดีทรัมป์ “ถอนตัว” ออกไปจาก “1ใน5ชาติบวก1” ที่ทำข้อตกลงยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์กับอิหร่านไปโดยปริยาย

โดยก่อนถึงเวลาที่จรดปากกาลงนาม ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ออกมากล่าวเชิงตำหนิประณามแก่อิหร่าน ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อตกลงข้างต้นว่า เป็นที่ชัดเจนสำหรับตนแล้วว่า พวกเราไม่สามารถหยุดยั้งอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านได้ ภายใต้โครงสร้างที่เน่าเปื่อยผุพังของข้อตกลงฉบับนี้

พร้อมกันนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังระบุด้วยว่า ข้อตกลงอิหร่านบกพร่อมอย่างสิ้นเชิง และถือเป็นข้อตกลงแห่งความหายนะและเสียสติ ซึ่งถ้าพวกเราไม่ทำอะไร ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า อะไรจะเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ ตนจึงประกาศให้สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากข้อตกลงดังกล่าว

ใช่แต่เท่านั้น ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังประกาศด้วยท่าทีแข็งกร้าวว่า จะบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตร หรือแซงก์ชันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านในระดับสูงสุด รวมถึงประเทศใดให้ความช่วยเหลือแก่อิหร่านในเรื่องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ก็อาจถูกสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการแซงก์ชันในระดับที่รุนแรงด้วยเช่นกัน

ตามรายงานหน้าข่าว และทรรศนะของบรรดานักวิเคราะห์ ก็ระบุว่า เป็นไปตามที่นายทรัมป์ เคยหยิบยกขึ้นมารณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีที่เขาเคยให้คำมั่นสัญญาไว้ เมื่อปี 2559 ก่อนเกริ่นนำกันอีกครั้ง หลังจากที่เขาเข้าสู่ทำเนียบขาวในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ สำหรับการกล่าวโจมตีข้อตกลงฉบับนี้อย่างสาดเสีย เทเสียเมื่อเดือนตุลาคม ปลายปีที่แล้วว่า ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน เป็นหนึ่งในข้อตกลงที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ เคยลงนามมา เพราะเอื้อประโยชน์ฝ่ายเดียว คือ อิหร่าน เท่านั้น และตนเชื่อว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อิหร่านจะสามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้

ก่อนตำหนิทางการเตหะรานทิ้งท้ายว่า อิหร่านได้ละเมิดข้อตกลงมาหลายครั้งแล้ว พร้อมย้ำด้วยว่า ตนจะร่วมมือกับรัฐสภาคองเกรส เพื่อแก้ไขบรรดาจุดบกพร่องทั้งหลายในข้อตกลง ในจำนวนนี้ ก็มีถึงประเด็นที่ว่า จะเปิดทางให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อโครงการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมหลังปี 2025 (พ.ศ. 2568) ด้วย

ว่ากันถึงรายละเอียดในข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านนั้น มีชื่อทางการว่า “ข้อตกลงร่วมด้วยแผนปฏิบัติการเบ็ดเสร็จร่วม” หรือ “จีซีพีโอเอ (JCPOA : Joint Comprehensive Plan of Action) เป็นข้อตกลงที่อิหร่าน ทำไว้กับ 5 ชาติสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอสซี กอปรด้วย จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ สหรัฐฯ และบวกเยอรมนี ไปอีกหนึ่งประเทศ ทำให้บางทีเรียกว่า “พี5+1” นอกจากนี้ ก็ยังมี “สหภาพยุโรป” หรือ “อียู” มาร่วมอีกด้วย ได้บรรลุข้อตกลงเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2015 (พ.ศ. 2558) ในสมัยที่นายบารัก โอบามา ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ

โดยภายใต้ข้อตกลง ก็จะกำหนดให้อิหร่านจำกัดปริมาณการสะสมแร่ยูเรเนียมที่ผ่านการเสริมสมรรถนะ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ อันจะทำให้สามารถผลิตระเบิดนิวเคลียร์ได้ ด้วย นั่นเอง โดยการจำกัดก็ได้กำหนดระยะเวลาไว้เป็นเวลา 15 ปี ด้วยกัน

พร้อมกันนี้ ภายใต้ข้อตกลงยังได้กำหนดให้อิหร่านจำกัดจำนวนเครื่องหมุนเวี่ยงที่สำหรับการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมไว้เป็นเวลา 10 ปีด้วย รวมถึงอิหร่านยังต้องเปลี่ยนแปลงโรงงานนิวเคลียร์แบบน้ำมวลหนัก เพื่อไม่ให้สามารถใช้ผลิตพลูโตเนียมในการทำระเบิดนิวเคลียร์ได้อีกด้วย โดยมีข้อแลกเปลี่ยน คือ สหประชาชาติ หรือยูเอ็น พร้อมด้วยสหรัฐฯ และอียู จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านเป็นการตอบแทน

นอกจากนี้ ภายในข้อตกลงยังกำหนดให้ “ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ” หรือ “ไอเออีเอ” มีบทบาทหน้าที่ในการสังเกตการณ์และพิสูจน์ยืนยันว่า อิหร่านได้ทำตามข้อตกลงหรือไม่

ทั้งนี้ จากการสังเกตการณ์ของ “ไอเออีเอ” ที่ดำเนินการตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ตลอดทั้ง 10 ครั้ง ในช่วงที่ผ่านมา ก็ได้ยืนยันว่า อิหร่านได้ทำตอบข้อตกลงไม่ได้มีการล่วงละเมิดแต่ประการใด ก็ส่งผลให้ข้อตำหนิประณามของประธานาธิบดีทรัมป์ ดูไร้น้ำหนักไปถนัดใจ

และก็ส่งผลให้ทางอิหร่าน ได้แสดงปฏิกิริยาไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการ “ฉีกข้อตกลง” ของสหรัฐฯ ข้างต้น โดยเบื้องต้นทางสมาชิกสภานิติบัญญัติ หรือ ส.ส.ของอิหร่าน ได้พากันมาออกมาประณาม ก่อนร่วมกันเอาไฟเผาธงชาติสหรัฐฯ จนเป็นเถ้าถ่าน ระหว่างการประชุมรัฐสภา ในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน กันเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี แห่งอิหร่าน กล่าวว่า รัฐบาลเตหะรานจะยังคงรักษาสถานภาพของข้อตกลงเอาไว้ แม้ว่าสหรฐฯ ได้ถอนตัวไปก็ตาม

ขณะเดียวกัน บรรดาผู้นำของชาติมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่มีส่วนในข้อตกลง “พี5+1” ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ได้พากันเรียกร้องให้ผู้นำสหรัฐฯ อย่าละทิ้งข้อตกลงอันทรงค่าฉบับนี้ ก่อนเน้นย้ำว่า ทางการของพวกเขาก็จะยังคงรักษาข้อตกลงดังกล่าวไว้ต่อไป

ขณะที่ ทางการตุรกี โดยประธานาธิบดีเรเซป ตอยยิป เออร์โดกัน ได้ออกมาเตือนว่า สหรัฐฯ จะประสบกับความสูญเสียหากถอนตัวออกไปจากข้อตกลงฉบับนี้

ทางด้าน บรรดานักวิเคราะห์แสดงทรรศนะสะกิดเตือนถึงผลเสียที่สหรัฐฯ ถอนตัวออกไป จนทำให้ข้อตกลงต้องพังครืนลงไปด้วยว่า อาจส่งผลกระทบด้านต่างๆ ตามมาหลายประการด้วยกัน ได้แก่ อาจเกิดภาวะระส่ำระสายในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์บานปลายจากการที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ สนับสนุนบรรดาชาติคู่แข่งของอิหร่าน ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย และอิสราเอล เป็นต้น การเกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสองฟากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกตามมา รวมถึงสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ที่อาจถูกทำลายลงในอนาคต ซึ่งสนธิสัญญาที่ว่า ถือเป็นพื้นฐานของข้อตกลง “พี5+1” ทำไว้กับอิหร่าน

ด้านนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่ง ให้ทรรศนะว่า การฉีกข้อตกลงข้างต้นนั้น อาจถือเป็นก้าวแรกของสหรัฐฯ ในแผนการโค่นล้มระบอบการปกครองในอิหร่าน โดยใช้รูปแบบเดียวกับที่เคยทำกับอิรัก

อย่างไรก็ดี ได้มีนักวิเคราะห์อีกจำนวนหนึ่งเช่นกัน แสดงทรรศนะว่า เป็นศิลปะการต่อรองอย่างหนึ่งของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ต้องการให้เปิดการเจรจาต่อรองกันครั้งใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์นอกจากลดทอนการทดลองขีปนาวุธของอิหร่านแล้ว ก็ยังเพื่อลดบทบาทของอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลางลง หลังสำแดงเดชจนเขย่าไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางมาแล้วในฉากสงครามกลางเมืองซีเรียและเยเมน เป็นอาทิ