ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

เพราะเชื่อว่าจะเป็น “ธงนำ” อีกด้านหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการเป็นช่องทางรองรับบรรดา “นักรบกลับใจ” การดำเนินการ “โครงการพาคนกลับบ้าน” ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่สมัย พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ เป็นแม่ทัพภาคที่ 4 และสืบเนื่องมาถึงแม่ทัพภาคที่ 4 คนปัจจุบัน คือ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช จึงได้รับการสานต่ออย่างต่อเนื่อง กระทั่งวันนี้ในสายตาหน่วยงานความมั่นคง โดยเฉพาะ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) มั่นใจว่าการดำเนินโครงการนี้ปรากฏผลเป็นรูปธรรมค่อนข้างชัดเจน แม้จะมีเสียงซุบซิบนินทาเกิดขึ้นเป็นเส้นขนานในระดับสายตา “ผู้เห็นต่าง” จำนวนหนึ่งบ้างก็ตาม

ตราบกระทั่งเมื่อมีข่าวว่า ทางกองทัพจะมีการขอใช้พื้นที่โดยรอบ 3 หมู่บ้านของ ต.สุคิริน อ.สุคิริน จ.นราธิวาส รวมประมาณ 600 ไร่ ประกอบด้วย หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12 หมู่บ้านรักษ์ธรรม และหมู่บ้านลีนานนท์ เป็นพื้นที่เป้าหมายจัดตั้งหมู่บ้านรองรับอดีตผู้หลงผิด ข่าวคราวเกี่ยวกับโครงการ “พาคนกลับบ้าน” กลับมาปะทุเป็นข่าวขึ้นอีกครั้ง เกิดกระแสคัดค้าน ประกอบกับเป็นช่วงเกิดสถานการณ์ต้าน “หมู่บ้านป่าแหว่ง” ที่ จ.เชียงใหม่ ด้วย

ล่าสุด หลัง พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมกันนั้นนายทหารระดับสูงของกองทัพภาคที่ 4 คือ พล.ต.วิชาญ สุขสง รองแม่ทัพภาคที่ 4 อดีตผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส นายทหารผู้มีบุคลิกมาดมั่นนิ่มนวล เข้าใจและได้รับการยอมรับจากมวลชน เตรียมลงพื้นที่เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้านด้วยตนเอง โดย พล.ต.วิชาญฯ เปิดเผยกับ “ทีมข่าวอิศรา” ว่า ได้มีการพูดคุยกับชาวสุคิรินบางส่วนแล้ว เพื่อนัดแนะพบปะทำความเข้าใจกลุ่มแกนนำชาวสุคิริน ประเด็นที่อยากชี้แจงและทำความเข้าใจคือ ทางกองทัพภาคที่ 4 ไม่ได้จะสร้างหมู่บ้านในวันนี้พรุ่งนี้ เพราะยังต้องปรึกษาทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ที่อาศัยอยู่เดิมก่อน หากชาวบ้านไม่เห็นด้วยก็พร้อมรับฟังปัญหา และยังต้องศึกษาสภาพแวดล้อมให้มีความเหมาะสมที่สุด

ในขณะที่ รักชาติ สุวรรณ์ แกนนำเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ และรองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ สะท้อนประเด็น “จากบ้านป่าแหว่งสู่ 3 หมู่บ้าน ต.สุคิริน” ว่า ได้ข่าวว่าสุคิรินที่กำลังบูมในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการล่องแก่ง ชมทะเลหมอกผานับดาว และศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ ที่ซึ่งเป็นแหล่งพุทธศาสนาสำคัญ ผู้คนเริ่มเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวจากจังหวัดใกล้เคียง หรือประเทศเพื่อนบ้านเรือนเคียง เข้ามาเที่ยวชมความงามของสถานที่แห่งนี้ ขณะเดียวกันรัฐก็ให้งบมาปรับภูมิทัศน์และปรับปรุงถนนหนทางเพื่อสะดวกในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว ทำให้แลเห็นถึงความปลอดภัยและไม่น่ากลัวอย่างที่เป็นข่าว

อย่างไรก็ตาม วันหนึ่งกลับมาออกข่าวว่า รัฐจะสร้างบ้านให้กับผู้ที่รัฐเรียกว่าผู้หลงผิดในโครงการพาคนกลับบ้าน ซึ่งคนในพื้นที่เองรู้สึกกังวลกับข่าวที่ออกมา ทำให้มีการสืบสาวเรื่องราวถึงที่มาของข่าวดังกล่าว จนคิดว่าแน่ชัดแล้ว ความกังวลของคนในพื้นที่ 3 หมู่บ้านก็เริ่มเด่นชัดขึ้น

“หากเกิดเรื่องขึ้นมาสักครั้งใครจะกล้ามาเที่ยว”

“เพราะอะไรเขาจึงระบุเป็นสุคิริน มันน่าคิดไหม เรื่องราวเหล่านี้ทำให้เรากังวลมิใช้น้อย”

“แน่นอนที่สุดชาวบ้านไม่เห็นด้วย แต่ไม่รู้จะค้านกับใคร หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่บ้านเราก็คงไม่กล้าที่จะคัดค้าน พวกเราคงได้แต่สื่อสารให้กับเพื่อนที่อยู่ต่างพื้นที่ หรือในพื้นที่อื่นๆ ให้ได้ถึงหูผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเข้าสักวัน แต่ก็ไม่รู้เมื่อไหร่ จะสายเกินไปรึเปล่าก็ไม่รู้ รู้สึกกังวลมาก”

ตัวอย่างข้างต้นคือเสียงวิตกกังวลของประชาชนในพื้นที่ 3 หมู่บ้านที่จะถูกใช้เป็นพื้นที่รองรับผู้เห็นต่างจากรัฐที่เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน คือ หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12 หมู่บ้านรักษ์ธรรม และหมู่บ้านลีนานนท์

รักชาติฯฯ ให้ข้อสังเกตว่า จากเสียงสะท้อนความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่ เป็นเสียงที่ผู้บริหารหรือผู้ที่มีอำนาจ ควรหันกลับมารับฟังและแก้ไขปัญหาให้ลุล่วง แต่มิใช่หมายถึงมุ่งแก้ปัญหาเพื่อทำให้โครงการที่ตัวเองต้องการบรรลุตามเป้าหมายและความต้องการของตัวเอง (ประชาชนไม่ต้องการ)

เขาบอกว่า ถึงเวลานี้เริ่มมีหลายองค์กรลงพื้นที่ แต่ในหลายองค์กรเหล่านี้ ควรสร้างความเข้าใจในบางเรื่องบางราวให้กับชาวบ้านด้วยเช่นกัน ถึงแม้ชาวบ้านจะค้าน เราจะค้าน แต่บริบทของการสร้างความเข้าก็ควรจะมีด้วยเช่นกัน

“สิ่งที่เรา (กลุ่ม/องค์กร ที่วิ่งเข้าไปเพื่อช่วยเหลือ) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้คนในพื้นที่ ที่อาศัยร่วมกันมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยพุทธ หรือคนไทยมุสลิม ปัญหาที่ค่อนข้างเด่นชัดที่สุดในขณะนี้ คือ ปัญหาของความไม่ไว้วางใจของชาวบ้านที่มีต่อผู้เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน และเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นปัญหาที่จะต้องสร้างความเชื่อมั่นที่รัฐ ต้องสร้างให้กับชาวบ้าน เป็นปัญหาที่รัฐ เองต้องรู้จักถอยมากกว่าที่จะรุกเพื่อให้โครงการบรรลุ”

สิ่งที่ต้องการเน้นย้ำ คือ เรื่องปัญหาทางความรู้สึกของชาวบ้านที่มีต่อกลุ่มคนที่เข้าร่วมโครงการ ความหวาดวิตก หวาดระแวง ที่เกิดขึ้นมาตลอดระยะเวลา 14 ปีของเหตุการณ์ความไม่สงบ แต่หากมีพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งที่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างปกติ ทำไม เรา (รัฐ) กลับนำเอาความหวาดระแวงลงไปสู่พื้นที่ที่ดีอยู่แล้ว ที่มันสงบแล้ว

แง่มุมสำคัญอีกประเด็นหนึ่ง หากมีการสร้างหมู่บ้านดังกล่าวขึ้นมาจริงๆ และผู้ที่ถูกนำกลับมามีทั้งผู้สูงอายุ ผู้หญิง เด็ก และเยาวชน เขาเหล่านี้จะถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มคนประเภทไหน กลุ่มคนที่เคยเป็นผู้ร้าย สร้างความสูญเสียให้กับชีวิตคน ชีวิตของพวกเรา อย่างนั้นหรือ เรื่องนี้คงต้องทำความเข้าใจกันให้เยอะๆ

ในเรื่องของธรรมชาติอันงดงาม ความเป็นป่าไม้ลำธารซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำสายบุรี เป็นอีกประเด็นที่ควรค่าแก่การต่อสู้ของประชาชน เหตุผลเพราะพวกเขาเหล่านั้นดูแลรักษาธรรมชาติจนกลายมาเป็นป่าที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ มีตัวอย่างการทำงานแบบชาวบ้านหรือประชาชนไม่มีส่วนร่วมอย่างชัดเจน คือ “บ้านป่าแหว่ง” ที่กำลังมีมูลเหตุถึงขึ้นออกมาคัดค้านและต่อต้านในที่สุด

“เขามีญาติพี่น้อง มีบ้านของเขา รัฐเพียงให้งบประมาณในการซ่อมแซมบ้าน หาที่ดินทำกินให้เขาในถิ่นฐานของเขา ระบบติดตามคือกระบวนการที่รัฐจำเป็นต้องออกแบบให้เข้ากับสิ่งเหล่านี้ด้วย”

ท้ายที่สุด ถึงแม้รัฐพยายามส่งเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ลงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ก็ตามที แต่กลับเป็นการทำความเข้าใจในแนวทางของการเอื้อให้ชาวบ้านเห็นด้วยกับการสร้าง มากกว่าจะยอมฟังชาวบ้านแล้วหาแนวทางร่วมกัน หากรัฐมองเห็นตัวอย่างและจำเป็นต้องแก้ไข ก็ควรนำเอาเรื่องราวของเชิงดอยสุเทพ บ้านป่าแหว่ง มาเป็นบทเรียน จึงจะเป็นในเรื่องของการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา อย่างแท้จริง

เส้นทางของโครงการ “พาคนกลับบ้าน” จึงยังต้องใช้เวลาและหัวใจพิสูจน์กันอีกนาน เพราะแม้ต่างคนต่างมีเป้าหมายเพื่อให้เกิด “สันติสุข” ในพื้นที่เช่นเดียวกัน แต่เมื่อวิธีการ การดำเนินงาน และแนวคิดต่างกัน การสร้าง “ความเข้าใจ” อันดีต่อกัน จึงจะเป็นกุญแจสำคัญที่ไขไปสู่ความสำเร็จโดยทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้