สถาพร ศรีสัจจัง

พอเสียงปี่เสียงกลองเริ่มดัง บรรดาชาวเลือดนักมวย ทั้งรุ่นลายคราม รุ่นกลางๆ และรุ่นหัดใหม่ ก็ล้วนใจระทึกคึกคัก เส้นสายในร่างกายเหมือนจะเริ่มกระตุกไปตามเสียงเร้าของจังหวะปี่กลองที่ประโคมโหมมาเร้าใจแม้เพียงได้ยินแว่วๆแผ่วมาแต่ไกลๆก็เหมือนพลันเห็นตัวเองบน “เวทีลุยไถ” (ตามสำนวนจีน) อดไม่ได้ที่จะต้องออกอาการกันต่างๆนานา ทั้งค่ายใหญ่สำนักน้อย ทั้งค่ายเก่าและค่ายใหม่ไฟแรงทุนหนา ที่แม้จะยังซุ่มไม่ประกาศตัว(แต่ทั้งวงการรู้กันหมดแล้วว่าใครจะเป็นผู้จัดการค่าย ใครเป็น

นายทุน ใครเป็นผู้ชักใยกำกับ และมีนักมวยชนิดขาเก่าเล่ายี่ห้อไหนบ้างที่จะคลานมาขอเข้าสังกัด ฯลฯ

แต่ดูเหมือนคนที่จะเป็น “โปรโมเตอร์” และทีมงานกรรมการตัดสินจะยังมีปัญหาอยู่บ้าง ดูแล้วน่าจะหาตัวซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้ยากเต็มที !

 เห็นบรรยากาศการเคลื่อนไหวทางการเมืองแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหวนคิดไปถึงคำ “มหาบุรุษ” เพราะในทุกสังคมมนุษย์แต่ละยุตสมัย แต่ละชาติแต่ละประเทศ ฯลฯ มักจะมี “มหาบุรุษ” ก่อเกิดขึ้นเสมอ และ “มหาบุรุษ” มักจะเกี่ยวข้องกับ “การเมือง” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ

ที่จริงคำ “มหาบุรุษ” กับ “วีรบุรุษ” มีความหมายและเนื้อนัยคล้อยไปในทางเดียวกัน คำ “วีระ” คือ “กล้าหาญ” ส่วนคำ “มหา” คือ “ยิ่งใหญ่”  ส่วนคำ “บุรุษ” ในที่นี้หมายถึง “บุคคลเพศชาย” (แปลกที่เรามักได้ยินคำ “มหาบุรุษ” แต่ไม่ค่อยได้ยินคำ “มหาสตรี” ไม่เหมีอนคำ “วีระ” ที่มีให้เห็นทั้ง “วีรบุรุษ” และ “วีรสตรี”)

ในวงการหนังสือ หลังจากหลวงวิจิตรวาทการเขียนเรื่อง “มหาบุรุษ” ในทำนอง “อภิมนุษย์” ไว้แต่ปีมะโว้แล้ว ก็เห็นมีอาจารย์พลกูล อังกินันทน์ ชาวเมืองเพชรบุรี อดีตอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตประสานมิตร อีกท่านหนึ่งที่เคยเขียนถึงเรื่องนี้

หนังสือเรื่อง “คิดถึงมหาบุรุษ” ของอาจารย์พลกูล อังกินันทน์ ตีพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก ในปีพ.ศ. 2526 หลังจากนั้นมีการพิมพ์ซ้ำอยู่หลายครั้งในวาระโอกาสต่างๆ เล่มที่กำลังอ้างพูดถึงวันนี้เป็นฉบับ(Version)พิมพ์แจกเป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพคุณแม่ทองใบ พึ่งสุจริต มารดาของคุณปาน พึ่งสุจริต อดีตอาจารย์มศว.ประสานมิตร และเคยดำรงตำแหน่งเป็นโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีในสมัยหนึ่ง

ใครที่เป็นคนรุ่น “14 ตุลา” อาจจำได้ว่าอาจารย์พลกูลนั้นเป็นนักวิชาการนักกิจกรรมทางความคิด-การเมืองที่สำคัญคนหนึ่ง วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทของท่านเรื่อง “บทบาทชาวจีนในประเทศไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” มีชื่อเสียง ได้การตีพิมพ์ในวงกว้างหลายครั้งและเป็นที่อ้างอิงของคนขั้นหลังไม่น้อย

สำหรับหนังสือ “คิดถึงมหาบุรุษ” ผู้เขียนใช้รูปแบบจดหมายถึงลูกชาย บอกเล่าความรู้ ความคิดเห็นและความรู้สึกของตนต่อความประทับใจที่มีต่อบุคคลต่างๆ ที่ท่านเห็นว่าเป็น “มหาบุรุษ” เช่น ยาวฮาร์ราล เนห์รู/เยซูแห่งนาซาเรซ/พ่อขุนผาเมือง-การิบัลดี-เช กูวารา/มหาตมะคานธี/พระเจ้าอยู่หัวภูมิพล “แมน ออฟ ลามันชา” (คำของอาจารย์พลกูล)/ทอร์มัส มอร์/เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิลล์/อับราฮัม ลินคอล์น/ขงจื้อ/เหมาเจ๋อตุงและพระพุทธองค์ เป็นต้น

ที่ผู้เขียนหรืออาจารย์พลกูลเรียกนามเหล่านี้ว่าเป็น “มหาบุรุษ” ท่านให้เหตุผลไว้ในคำนำว่า “...ออกจะมีคุณสมบัติที่ดูขวางโลก ไม่คล้อยตามสังคม เพราะคุณสมบัติดังกล่าวนั้นจะโน้มน้าวไปสู่ความสุจริต การมุ่งอุทิศตน ยอมเป็นคนโง่ ยอมเจ็บปวดเพื่อสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่เป็นอมตะยืนนานอยู่ในประวัติศาสตร์”

ที่เขียนมาทั้งหมดครั้งนี้ก็เพียงเพื่ออยากบอกนายกฯลุงตู่(นักการเมืองหน้าใหม่คนนั้น)เท่านั้นว่า ถ้าในใจนึกอยากเป็น “มหาบุรุษ” กับเขาบ้างละก็ ว่างๆก็บอกให้ใครช่วยไปหาหนังสือเล่มนี้ให้หน่อย แล้วเลือกอ่านเฉพาะบทบันทึกที่ 7 ที่มีชื่อบทว่า “พระเจ้าอยู่หัวภูมิพล” แมน ออฟ ลามันชา นั่นให้เข้าใจก็พอแล้ว จะได้รู้ว่าทำไมผู้เขียนจึงเปรียบเทียบในหลวงรัชกาลที่9 ของเรากับ “ดอน ฆีโฆเต้ : แมน ออฟ ลามันชา” ตัวละครสำคัญของยอดนักเขียนโลก “มิเกล แดร์ เซร์บันเตส” แห่งสเปน คนนั้น !!!