หมายความว่าคิม จอง อิล ต้องการให้มีการพูดคุยใน position ที่เขาเป็นฝ่ายเข้มแข็งพอ นี่คือยุทธศาสตร์ซึ่งวันนี้คิม จอง อิล ประเมินแล้วว่าเขามีความเข้มแข็งมากพอแล้ว สามารถที่จะพูดคุยกับใครก็ได้โดยที่ไม่อยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ หรือเป็นฝ่ายถูกชักจูง โดยหัวใจสำคัญคือการมีอำนาจความมั่นคงทางการเมือง ภายในประเทศและความมั่นใจจากอาวุธที่มีในการป้องกันประเทศ

หมายเหตุ : “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” สัมภาษณ์พิเศษ “สมปอง สงวนบรรพ์” อดีตเอกอัครราชทูต คณบดี สถาบันการทูตและการต่างประเทศ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อสะท้อนมุมมอง ตลอดจนวิเคราะห์ถึงการหารือครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง “คิม จอง อึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ และ “มุน แจ อิน” ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ณ หมู่บ้านปันมุนจอม ของเขตปลอดทหาร เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นสัญญาณสันติภาพที่ทั่วโลก ต่างพากันติดตาม ว่าจากนี้ไปจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นหรือไม่ อย่างไร

- การเจรจาของสองประเทศเมื่อวันที่ 27 เมย.ที่ผ่านมา ถือเป็นแสงสว่างที่ว่าด้วยสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลีได้หรือไม่

ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีมาก ซึ่งไม่เคยคาดคิดกันมาก่อน เพราะเป็นแถลงการณ์ร่วมครั้งแรกนับตั้งแต่การหยุดยิงในคาบสมุทรเกาหลี ความคืบหน้าครั้งนี้จะนำไปสู่สันติภาพเลยหรือไม่นั้นยังต้องรอดูไปก่อน

− การที่จะเดินไปสู่การมีสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลีได้นั้น ต้องอาศัยเงื่อนไข และปัจจัยอะไรบ้าง

มีเงื่อนไขสำคัญหลายประการสำหรับการเกิดสันติภาพ กรณีคาบสมุทรเกาหลีมีความตกลงหยุดยิงระหว่างภาคีสงคราม ได้แก่ เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา จีน ซึ่งเป็นที่เข้าใจว่าเป็นการยุติสงคราม สันติภาพในความหมายทั่วไปที่ประชาชนทั่วไปอยากเห็นคือ สันติภาพอย่างสมบูรณ์ แต่ในกรณีนีหัวใจสำคัญอยู่ที่ denuclearization หรือการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ซึ่งเกาหลีเหนือบอกว่าจะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อมีกระบวนการสันติภาพที่สมบูรณ์ ซึ่งเกี่ยวโยงกับสหรัฐอเมริกา จีน และเรื่องฐานทัพสหรัฐอเมริกาในเกาหลีใต้ และเงื่อนไขอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งต้องใช้เวลาอีกนาน เพราะฉะนั้นการ denuclearization จริงๆนั้นคงยังเกิดขึ้นยาก

แต่กรณีนี้ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองร่วมกันที่จะให้มีสันติภาพระหว่างประเทศที่เป็นพี่น้องกัน ปรากฏการณ์สำคัญคือการพบกันของผู้นำสองประเทศครั้งนี้ โดยร่วมกันแถลงโดยมีเป้าหมายสูงสุดที่ denuclearization และกระบวนการสันติภาพที่เป็นเงื่อนไขผูกพันกัน

ส่วนภาพที่จะทำให้เห็นถึงกระบวนการสันติภาพที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นได้นั้น มีภาพใหญ่ๆอาทิ การให้ความช่วยเหลือจากเกาหลีใต้ไปสู่เกาหลีเหนือ หรือจากประชาคมโลกไปสู่เกาหลีเหนือ หรือการเปิดประเทศเพื่อต้อนรับนักลงทุน การอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวจากเกาหลีเหนือ ซึ่งภาพต่างๆเหล่านี้ก็คงเกิดขึ้นได้ก่อน แต่ไม่ใช่เร็ววัน เพราะในแง่ของเกาหลีเหนือเองก็ต้องระมัดระวังเช่นกันว่าประชาชนของเขาจะมีความคิดเห็นในทางที่ต่อต้านระบอบของตระกูลคิม หรือไม่ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ต้องใช้เวลา

- จากแถลงการณ์ร่วม ของสองประเทศ ได้สะท้อนหรือมีนัยยะอะไรที่น่าสนใจและต้องติดตามจากนี้หรือไม่

แน่นอนว่าต้องติดตามกันตลอด เนื่องจากในแง่ของการเมือง การทูตนั้นเป็นเรื่องของความต่อเนื่อง ดังนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องไปตลอด ต้องดูว่ามีการดำเนินการอะไรไปบ้าง มีการทำตามสัญญาณ ที่ส่อเหตุอะไรที่จะนำไปสู่เรื่องบวกหรือเรื่องลบหรือไม่ ผมคิดว่าการต้องติดตามเกือบทุกประเด็นที่ได้หารือกัน เป็นเรื่องละเอียดมาก และเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในรอบกว่า 60 ปี

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ได้มีความพยายามที่จะนำสู่การเจรจาของเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้มาก่อนหน้านี้ ทั้งกรณีที่ประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ คนที่ 14 และ15 เคยเดินทางไปเยือนเกาหลีเหนือ ไปพบบิดาของคอม จอง อึน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นการที่ประเทศซึ่งมีระบบการปกครอง มีระบบความคิดที่แตกต่างกัน ถึงแม้ว่าจะมีวัฒนธรรมและภาษาเดียวกันก็ตาม แต่ก็มีความห่างเหินกันมานาน เนื่องจากฝ่ายหนึ่งเป็นประเทศที่ปิด อีกฝ่ายหนึ่งเป็นประเทศที่เปิด ดังนั้นเมื่อเกิดภาพการเจรจาของทั้งสองฝ่าย เมื่อวันที่ 27 เมษายน จึงถือเป็นภาพที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่

แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะนำไปสู่อะไร เราต้องรอดูอย่างใกล้ชิด เพราะมีทุกประเด็น ทุกมิติที่ต้องเกี่ยวเนื่องกัน อย่าลืมว่า เรื่องพวกนี้มีความละเอียดอ่อนทั้งสิ้น หากมีอะไรสะดุดเพียงนิดเดียวก็อาจจะส่งผลทำให้ทุกอย่างหยุดชะงักลงไปด้วย

− มองที่มาที่ไป หรือสิ่งที่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้นำมาสู่การเจรจาของทั้งสองประเทศนี้ ว่ามาจากอะไรบ้าง

ประการแรกมาจากการตัดสินใจของผู้นำเกาหลีเหนือ แม้ว่าที่ผ่านมาชาติต่างๆได้มีความพยายามเพื่อที่จะผลักดันให้มีการพบปะกันในหลายยุคหลายสมัย อีกทั้งยังมีความพยายามในทางการทูตหลายรูปแบบมาแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ครั้งนี้ถึงแม้จะมีความพยายามก็คงไม่มากเหมือนกับเมื่อก่อน แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการที่คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือมีความมั่นใจแล้วว่า อาวุธนิวเคลียร์ที่มีอยู่ในมือนั้น มีความสามารถมากพอที่จะปฏิบัติการได้ ด้วยความสำเร็จนั้นทำให้มั่นใจว่ามีเขี้ยวเล็บเพียงพอที่จะป้องกันประเทศของเขาได้แล้ว จึงถึงเวลาที่จะคุยกับใครก็ได้ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา

ประการที่สอง ผู้นำเกาหลีเหนือ ตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อของ คิม จอง อึน มีความปรารถมาโดยตลอดที่จะพบปะพูดคุยกับประเทศสหรัฐอเมริกาโดยตรง ซึ่งการที่เกาหลีเหนือพยายามสร้างอาวุธนิวเคลียร์ หรืออะไรต่างๆ เพื่อแสดงความมีอำนาจ ความแข็งแกร่งของเขาก็เพื่อสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งในการเจรจากับสหรัฐฯ ในการที่จะดึงดูดให้สหรัฐฯหันมาพูดคุยด้วย บนพื้นฐานของขีดความสามารถในการป้องกันไม่ให้สหรัฐฯ มาโจมตี

การที่สหรัฐฯโจมตีอิรัก หรือซีเรียได้ เพราะประเทศเหล่านี้ไม่มีอาวุธร้ายแรง เท่ากับที่เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ ดังนั้นเมื่อเกาหลีเหนือมีความมั่นใจ จึงสามารถประกาศว่าเขาเองพร้อมที่จะพบกับสหรัฐฯ พร้อมที่จะไปจีน และพบกับเกาหลีใต้ พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อนำสิ่งใหม่ๆมาสู่ประเทศเกาหลีเหนือ

ประการที่สาม คือ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือนั้นเมื่อแรกที่เข้ารับตำแหน่งนั้นก็ต้องยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่เป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา และใหม่สำหรับคนในประเทศ จึงยังไม่ทำอะไรในช่วงแรกๆ แต่วันนี้ คิม จอง อึน ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาคือผู้ที่กุมอำนาจอย่างแท้จริงอย่างเบ็ดเสร็จ ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมาทั้งการเมืองภายในและในแง่ของการป้องกันประเทศ จึงทำให้ผู้นำเกาหลีเหนือ เดินมาถึงจุดที่เขาพร้อมจะให้มีการพูดคุยกัน

“หมายความว่าคิม จอง อึน ต้องการให้มีการพูดคุยใน position ที่เขาเป็นฝ่ายเข้มแข็งพอ นี่คือยุทธศาสตร์หลักที่เข้าใจได้ ซึ่งวันนี้คิม จอง อึน ประเมินแล้วว่าเขามีความเข้มแข็งมากพอแล้ว สามารถที่จะพูดคุยกับใครก็ได้โดยที่ไม่อยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ หรือเป็นฝ่ายถูกชักจูง โดยหัวใจสำคัญคือมีอำนาจความมั่นคงทางการเมือง ภายในประเทศและความมั่นใจจากอาวุธที่มีในการป้องกันประเทศ”

- การที่สหรัฐฯเองวันนี้ไม่ได้อยู่ในฐานะประเทศมหาอำนาจเพียงชาติเดียว แต่กลับถูกมองว่าเป็นเหมือนพระอาทิตย์ที่กำลังอัสดงลงด้วยหรือไม่ จึงทำให้เกาหลีเหนือ เองมีความมั่นใจมากขึ้น

ในแง่ของการเจรจาระหว่างสองผู้นำเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้นั้น กรณีของสหรัฐ ฯ ที่ว่ากำลังอับแสงนั้น อาจจะไม่ได้มีส่วนสำคัญโดยตรง แต่ทั้งนี้หากจะมีผลอยู่บ้าง ก็คงเป็นเพราะการที่คิม จอง อึนประเมินแล้วว่าโอกาสที่เกาหลีเหนือจะได้มีการเจรจากับสหรัฐฯ นั้นน่าจะเกิดขึ้นในยุคประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ซึ่งเกาหลีเหนือสามารถที่จะพูดคุยเรื่องการทำธุรกิจด้วยได้ เชื่อมั่นว่าโดนัล ทรัมป์ น่าจะให้ความสนใจที่จะพูดคุยกับเกาหลีเหนือ

ทั้งนี้มีการพูดกันว่า โอกาสที่เกาหลีเหนือจะได้พูดคุยกับสหรับฯในยุคของทรัมป์ นั้นมีมากกว่ายุคของบารัก โอบามา เนื่องจากก่อนหน้านี้ สหรัฐฯเองมีการดำเนินนโยบายแบบเดิมๆ ด้วยความระมัดระวัง ดังนั้นการที่ให้มีการผูกมัดหรือมีการพูดจาอะไร ชนิดที่เปลี่ยนแปลงพลิกผันแบบทรัมป์คงเป็นไปได้ยาก

ความมั่นใจของเกาหลีเหนือ นั้นสามารถสะท้อนได้จากความเคลื่อนไหวในการพบปะและเจรจานัดสำคัญๆที่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น ภายในหนึ่งเดือนครึ่ง โดยเมื่อเดือนมีนาคม เกาหลีเหนือได้เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อมาเมื่อกลางเดือนเมษายนนี้ได้มีการหารือกันระหว่างคิม จอง อึน กับ ไมค์ ปอมเปโอ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง ของสหรัฐฯ(ซีไอเอ) ที่เกาหลีเหนือ ซึ่งผอ.ซีไอเอ ผู้นี้คือบุคคลที่ทรัมป์ เตรียมเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของ สหรัฐฯ. และต่อมาคือการพบกันครั้งประวัติศาสตร์ ระหว่างผู้นำเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา

เห็นได้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากในช่วงเพียง 1 เดือนครึ่ง มีการพบปะนัดสำคัญๆถึง 3 ครั้ง สิ่งต่างๆเหล่านี้นับเป็นปรากฏการณ์ที่ประกอบกันจนทำให้รู้สึกได้ว่านี่คือแสงสว่างของสันติภาพ แต่ในทางการทูตต้องรอดูไปก่อน เพราะความพลิกผันสามารถเกิดขึ้นได้อันเกิดจากเรื่องอำนาจและผลประโยชน์แห่งชาติ แต่ตอนนี้เห็นชัดว่าทั้งสองฝ่ายมีความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์สันติภาพให้เกิดขึ้น ในคาบสมุทรเกาหลี

- มีรายงานข่าวจาก The Sun ระบุว่า คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือตกลงที่จะพบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่หมู่บ้านปันมุนจอม เขตปลอดทหารริมพรมแดนระหว่างเกาหลีเหนือและใต้ จะเป็นสัญญาณอะไรหรือไม่

ก่อนหน้านี้จะเห็นได้ว่ามีกระแสข่าวเรื่องการใช้สถานที่ เพื่อการเจรจาระหว่างสองผู้นำ มาเป็นระยะ ทั้งข่าวว่าการหาพื้นที่ของประเทศที่สาม และประเทศที่มีความเป็นกลาง แต่ทั้งนี้หากมีการเลือกตั้งพื้นที่การเจรจา ณ หมู่บ้านปันมุนจอม ที่เพิ่งใช้ในการเจรจาระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ไปนั้น ก็มีความเป็นไปได้ว่าเป็นประเด็นการรักษาความปลอดภัยเป็นเรื่องสูงสุด การที่ออกนอกเจรจานอกประเทศแม้จะเป็นประเทศที่เป็นกลางก็ตาม แต่ต้องคำนึงถึงนัยยะของความปลอดภัยผู้นำประเทศเป็นสำคัญ

- จากการเจรจาสันติภาพของ2 ผู้นำประเทศเกาหลีเหนือ และใต้ที่ผ่านมา มีประเทศใดที่ได้รับประโยชน์บ้าง รวมทั้งประเทศไทย ของเราได้ผลประโยชน์อย่างไรบ้าง

ประโยชน์ในที่นี้คือการมีเสถียรภาพในภูมิภาค ซึ่งถือมีคุณอย่างมหันต์ เนื่องจากเราสามารถที่จะผ่อนคลาย ไม่ต้องมาตึงเครียด หรือมาห่วงกังวลกับความตึงเครียดเหล่านี้ จะทำให้ทุกประเทศในภูมิภาคสามารถทุ่มเททรัพยากร ไปพัฒนาด้านอื่นๆ ที่สร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือด้านการค้า พัฒนาการศึกษา สิ่งเหล่านี้คือประโยชน์อันยิ่งใหญ่

และสำหรับประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกับเกาหลีก็คงจะได้ประโยชน์อย่างมากและโดยตรง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น หากสองประเทศทั้งเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยอย่างมีสันติภาพ การทำมาค้าขายอะไรก็ตาม จะส่งผลให้ญี่ปุ่นและสาธารณรัฐประชาชนจีนต่างได้ประโยชน์

แต่ทั้งนี้ก็มีการวิเคราะห์กันในเชิงลบว่าทางด้านสหรัฐฯ และสาธารณรัฐประชาชนจีนต้องการให้สองประเทศนี้มีสันติภาพอย่างแท้จริงหรือไม่ ผมคิดว่าคงไม่ถึงขนาดนั้น แต่สำหรับประเทศญี่ปุ่นแล้วอาจจะน่าเป็นห่วงมากกว่า สมมติหากสองประเทศนี้รวมกันและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจริง จะกลายมาเป็นคู่แข่งของประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ ในแง่ของการค้า การลงทุนมากกว่า แต่ในแง่ของการเป็นภัยคุกคามก็อาจจะเป็นเรื่องยาก ที่จะเกิดความขัดแย้งทางด้านการทหาร

- ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายกังวลถึงสงครามโลกครั้งที่ 3 แต่จากสัญญาณสันติภาพจากสองประเทศครั้งนี้จะช่วยลดอุณหภูมิ ทำให้ลดข้อวิตกกังวลได้บ้างหรือไม่

ถือว่าลดลงอย่างมาก พูดถึงกรณีที่จะมีโอกาสเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 นั้นผมมองว่าจะมีเพียงน้อยนิดเท่านั้น แต่ระบบพัฒนาการของระบบโลก หรือระเบียบโลกที่เป็นมานั้นเชื่อว่าโอกาสที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 นั้นคงน้อยลงแล้ว เนื่องจากพบว่ามีแนวโน้มที่จะเกิดความร่วมมือต่อกันมากขึ้น แม้จะมีสงครามเกิดขึ้นบ้าง แต่ก็จะเป็นสงครามภายในของแต่ละประเทศมากกว่า นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา