ทวี สุรฤทธิกุล

ประเทศไทยกำลังประกาศขายหุ้น!

ยกตัวอย่างเช่น การเชิญชวนให้กลุ่มการเมืองต่างๆ มาทำงานให้รัฐบาล ต่อไปเมื่อมีเลือกตั้งก็ขอให้มาร่วมสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ จากนั้นก็อาจจะแบ่งสรรปันส่วน ที่ภาษาธุรกิจเรียกว่า “เงินปันผล” หรือ “โบนัส” จากการมาร่วมธุรกิจ เอ๊ย ร่วมทำงานการเมือง เพราะทุกคนคือ “หุ้นส่วนประเทศไทย”

ตัวอย่างที่ยกมาอาจจะไม่ถูกต้องนักในระบอบประชาธิปไตย เพราะในระบอบประชาธิปไตยคนทุกคนเป็นเจ้าของอำนาจร่วมกัน ไม่ใช่เฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือแบ่งปันอำนาจกันในหมู่พรรคพวก ซึ่งระบบแบบนั้นเรียกว่า “คณาธิปไตย” แปลว่า “พรรคพวกเป็นใหญ่” ซึ่งเป็นระบบที่ไม่ดี ดังนั้นถ้าจะให้เป็นระบบที่ดีจะต้องยึดมั่นในแนวคิดประชาธิปไตย คือการให้ประชาชนทุกคนเป็นใหญ่อย่างเท่าเทียมกันนั่นเอง

ผู้เขียนได้ยินเกี่ยวกับทฤษฎีนี้มาจาก “มันสมอง” ในกลุ่มทหาร ที่มีความพยายามที่จะผลักดันให้เห็นว่ารัฐบาลทหารมีความปรารถนาดีต่อคนไทยและสังคมไทย โดยเขาอธิบายว่าทฤษฎีนี้มีกำเนิดจากสหรัฐอเมริกา ในช่วงหลังสงครามอ่าวเปอร์เซียในทศวรรษที่ 1990 เนื่องจากมีการวิจัยพบว่าชาวอเมริกันมีความสนใจในทางการเมืองลดลง เป็นต้นว่า มีเปอร์เซ็นต์การมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในระดับต่างๆ ลดลง รวมถึงเมื่อมีการวัดความรู้ความเข้าใจทางการเมืองของคนอเมริกันในแต่ละระดับการศึกษาก็พบว่ามีระดับความรู้ความเข้าใจต่ำลงจนน่าใจหาย นั่นแสดงถึงความไม่สนใจทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

รัฐบาลตั้งแต่สมัยจอร์จ บุช จึงได้รณรงค์ให้คนอเมริกันมาสนใจการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่นักเรียนนักศึกษาก็ให้มีการจัดกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ เข้าไปในหลักสูตร รวมถึงการศึกษาในแบบที่เรียกว่า Civic Education คือการสร้างความเป็นพลเมือง โดยเน้นความเป็นหุ้นส่วนของผู้คนในสังคม ที่มีหลักการสำคัญว่า “ทุกคนเป็นเจ้าของประเทศเท่าๆ กัน จึงต้องมีหน้าที่ความรับผิดชอบต่อประเทศอย่างเสมอภาคกัน” นั่นก็คือการกระตุ้นให้คนอเมริกันมาสนใจปัญหาของบ้านเมืองและแก้ไขปัญหาเหล่านั้นร่วมกัน

ในกรณีของประเทศไทย ว่ากันว่าแนวคิดนี้ถูกนำมาใช้ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอยู่หลายส่วน เป็นต้นว่าในแนวคิดเรื่องการเป็นเจ้าของพรรคการเมือง เพราะพรรคการเมืองคือ “ต้นทาง” ของการเข้าสู่อำนาจ ดังนั้นเราจึงจะเห็นว่าในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้กำหนดให้ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการก่อตั้งพรรคและรับผิดชอบต่อการดำเนินการของพรรคอย่างเข้มแข็ง ซึ่งพอออกมาเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองก็มีบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการการมีส่วนร่วมต่างๆ อย่างเข้มข้นเช่นกัน

เริ่มจากการก่อตั้งพรรค โดยทฤษฎีความเป็นหุ้นส่วนจึงกำหนดให้การก่อตั้งพรรคจะต้องทำอย่างจริงจัง เพราะบุคคล 15 คนที่มาร่วมกันก่อตั้งพรรคจะต้องร่วม “ลงขัน” ที่ในกฎหมายเรียกว่า “เงินประเดิม” จำนวน 1 ล้านบาท (ในตอนที่มีการพิจารณากันในกรรมาธิการวิสามัญที่ผู้เขียนเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วยคนหนึ่งนั้น มีการเสนอถึง 10 ล้านบาท) รวมถึงการเรียกเก็บค่าสมาชิกที่ต้องเก็บจริง ทำบัญชีรายรับให้ชัดเจน ให้รู้แหล่งที่มาของเงินทุกบาททุกสตางค์ และห้ามคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคหรือไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคมายุ่งกับกิจกรรมต่างๆ ของพรรคโดยเด็ดขาด ซึ่งข้อกำหนดเหล่านี้เห็นได้บทลงโทษของการกระทำความผิดในกรณีดังกล่าวไว้ค่อนข้างสูง โดยคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่บอกว่า “ต้องให้เกิดความเป็นเจ้าของพรรค”

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสสนทนากับเพื่อนนักวิชาการที่มีความคิดสนับสนุนทหาร ผู้เขียนได้ถามความเห็นของเขาเกี่ยวกับเรื่อง “การดูด” นักการเมืองกลุ่มต่างๆ เข้ามาร่วมทำงาน จนถึงในอนาคตอาจจะมาร่วมพรรคหรือร่วมสนับสนุนให้ทหารนั้นมีอำนาจต่อไป ว่าที่ทำเช่นนั้นทหารมีเหตุผลอะไร

เขาเริ่มต้นด้วยการพูดถึงทฤษฎีหุ้นส่วนประเทศไทย ว่าเรา(ผู้มีอำนาจ)ไม่อาจจะปล่อยให้มีการต่อสู้แข่งขันกันจนเกิดความร้าวฉานในสังคม(ไทย)นี้ให้มากขึ้นไปอีก ทหารจึงมีความคิดที่จะดึงทุกกลุ่มทุกฝ่ายเข้ามาทำงานร่วมกัน โดยหวังว่าจะมีการปรับตัวเข้าหากัน และอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ในที่สุดความปรองดองก็จะเกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่คนไทยและสังคมไทยต้องการไม่ใช่หรือ

ผู้เขียนแย้งว่า ก็ไหนจะปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปประเทศ แล้วการดึงดูดนักการเมืองที่มีภาพลักษณ์ไม่ดีเข้ามาอยู่ร่วมกับรัฐบาล จะปฏิรูปอะไรได้หรือ นักวิชาการคนดังกล่าวตอบว่า เราจะต้อง “ปรับความคิด” ของผู้คน แล้วเปรียบเทียบว่าเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ก็ได้รับการต่อต้านจากชฎิล 3 พี่น้อง ที่มีบริวารรวมกัน 1,000 คน แต่เมื่อพระพุทธองค์ได้ไปแสดงธรรมก็เปลี่ยนความคิดและเข้ามาบวชเป็นภิกษุทั้งหมด ซึ่งการดำเนินการของ คสช.ก็ยึดแนวทางนี้ คือ “ธรรมแห่งการปฏิรูป” ที่สังคมไทยน่าจะเข้าใจและช่วยกัน

ผู้เขียนฟังอยู่เกือบชั่วโมงก็เคลิ้มไปเหมือนกัน โดยเฉพาะการเปรียบเทียบว่า คสช.กำลังใช้กระบวนการแบบพระพุทธเจ้าเพื่อเปลี่ยนความคิดของผู้คน แต่ออกจะไม่เห็นด้วยในเรื่องของการให้ประชาชนร่วมรับผิดชอบประเทศด้วยการจ่ายเป็นตัวเงิน อย่างกรณีของการทำกิจกรรมในพรรคการเมือง ซึ่งน่าจะขัดกับหลักการของระบอบประชาธิปไตย ที่ว่าประชาชนทุกคนนั้นเป็นเจ้าของอำนาจอย่างเท่าเทียมกัน และเพื่อให้ประชาชนรู้ว่าเขาต้องรับผิดชอบเพราะเขาต้องจ่ายเงินในการดำเนินการต่างๆ ก็ยิ่งทำให้ห่างไกลกับคำว่า “เจ้าของอำนาจอธิปไตย” เพราะอำนาจอธิปไตยไม่อาจซื้อขายหรือวัดเป็นตัวเงินได้ มิฉนั้นก็จะเกิด “การซื้อขายสิทธิ” จนถึงขั้น “ซื้อขายประเทศ” อย่างที่เคยเป็นมา

ประเทศไทยไม่ใช่บริษัทของใคร แต่เป็น “ผไทของไทยทุกส่วน”