คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมารัสเซียและสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์อันแสนจะปั่นป่วนจวบจนถึงปัจจุบัน โดยขณะนี้จะเห็นได้ว่าทั้งประธานาธิบดีโจ ไบเดน และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ต่างก็มองโลกคนละมุมแตกต่างกันไปในสองทรรศนะ

โดย “ประธานาธิบดีปูติน”จะถูกมองว่าเขาคือ “นักเผด็จการ” ส่วนประธานาธิบดีไบเดนก็คือ “นักประชาธิปไตย” สืบเนื่องมาจากรัสเซียเป็นประเทศสังคมนิยม ส่วนสหรัฐฯเป็นประเทศเสรีนิยมนั่นเอง!!!

ที่ผ่านมาประธานาธิบดีไบเดนเคยออกมากล่าวเตือนถึงการที่ประธานาธิบดีปูตินต้องการจะแผ่ขยายสร้างอาณาจักรเผด็จการ รวมถึงการที่ประธานาธิบดีปูตินกระทำทุกวิถีทางที่จะกำจัดไม่ต้องการให้ประธานาธิบดีไบเดน ชนะการเลือกตั้งครั้งที่ลงแข่งขันกับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

อีกทั้งในขณะที่ประธานาธิบดีไบเดนพยายามที่จะผนึกชาติพันธมิตรเข้ากับองค์การนาโต้ แต่ในทางกลับกันประธานาธิบดีปูตินต้องการที่จะทำลายองค์การนาโต้ เพื่อสกัดกั้นความยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯกับสมาชิกนาโต้ให้อ่อนกำลังลง

ทั้งนี้ประธานาธิบดีโจ ไบเดนและประธานาธิบดีปูตินต่างแสดงตนเป็นไม้เบื่อไม้เมาต่อกันมาแล้วยาวนาน

อย่างไรก็ตามสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นของสหรัฐฯได้รายงานข่าวเกี่ยวกับสถานีโทรทัศน์ช่องยอดนิยมที่สุดของรัสเซียที่ได้ออกมาเผยแพร่ข่าวเมื่อเร็วๆนี้ถึงความภาคภูมิใจที่กองทัพรัสเซียไม่เคยสูญเสียกำลังทหารและทหารรัสเซียก็ไม่เคยบาดเจ็บและไม่เคยกระทำทารุณกรรมต่อศัตรูฝ่ายตรงข้าม

ขณะเดียวกันสื่อของเครมลินยังได้ออกมากล่าวว่า กองทัพของรัสเซียไม่เคยก่อการทารุณต่อทหารและไม่เคยสังหารพลเรือนยูเครนเลย!!!

ดูเหมือนว่าขณะนี้รัสเซียกำลังปิดหูปิดตาประชาชน สืบเนื่องมาจากเครมลินสั่งห้ามสิ่งตีพิมพ์และวารสารใดๆก็ตามเข้าไปเผยแพร่ในรัสเซียและใครก็ตามที่เอ่ยปากพูดถึงสิ่งที่เรียกกันว่า “ปฏิบัติการพิเศษด้านการทหาร” จะถือว่าผู้นั้นทำผิดกฎหมาย เป็นผลให้นักข่าวอิสระหลายๆคนต้องจรลีเดินทางออกนอกประเทศรัสเซีย ดังนั้นเรื่องจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นในรัสเซียตอนนี้เริ่มหายากเต็มที (ข้อมูลจากซีเอ็นเอ็นวันที่ 12 เมษายน 2022)

เมื่อรัสเซียเข้าบุกยูเครนแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าเครมลินสั่งปิดบรรดาสื่ออิสระ ปิดข่าวการประท้วงและเครมลินยังได้ออกมาข่มขู่ว่า ใครก็ตามออกมากระทำการณ์ท้าทายต่อรัฐบาลจะมีโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี

ในกรณีเรือรบมอสโค ซึ่งเป็นเรือธงใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ประจำอยู่ในแถบน่านน้ำทะเลดำที่ถูกถล่มด้วยขีปนาวุธยูเครน เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2022 เคลมลินก็ได้ออกมาอ้างว่า “เกิดอับปางเพราะเหตุไฟไหม้ และลูกเรือต่างก็ปลอดภัย”

แต่สื่ออิสระในรัสเซียกลับออกมาเสนอข่าวแตกต่างกันคนละมุมว่า ทหารในเรือมอสโคเสียชีวิตถึง 40 นาย และได้รับบาดเจ็บอีก 100 นาย

ส่วนกรณีที่มีชาวยูเครนหลายสิบคนติดอยู่ที่โรงงานเหล็กในเมืองมาริอูปอล เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2022 นี้ ฝ่ายรัสเซียออกมาอวดอ้างว่า กองกำลังทหารของรัสเซียได้เข้าไปช่วยเหลือพลเมืองทั้ง 50 คน และเด็กอีก 11 คนออกจากโรงงาน และยังได้ประสานงานส่งมอบผู้คนเหล่านั้นต่อสหประชาชาติและคณะกรรมการหน่วยกาชาดระหว่างประเทศให้รับตัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่ารัสเซียพยายามทำทุกวิถีทางที่จะฉกฉวยโอกาสรายงานข่าวว่า “รัสเซียมีมนุษยธรรม”

อนึ่งก่อนรัสเซียบุกยูเครนหนึ่งสัปดาห์ ประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้แจ้งให้ชาวอเมริกันทราบตลอดมาว่า “ขณะนี้ปูตินสั่งให้กองกำลังของรัสเซียเข้าประชิดพรมแดนเตรียมพร้อมที่จะบุกยูเครนแล้ว” แต่ประธานาธิบดีปูตินออกมากล่าวแก้เกี้ยวว่า “เป็นเพียงการซ้อมรบเท่านั้น” แท้จริงแล้วการที่ปูตินกล่าวเยี่ยงนี้ถือเป็นการบิดเบือนข่าวและถือเป็นการโฆษณาชวนเชื่ออีกด้วย (Putin’s Information War is Far From Over, New York Times May 5, 2022)

และเมื่อวันจันทร์ที่ 9 เมษายน 2022 ที่ผ่านมาไม่นานนี้ประธานาธิบดีปูตินได้ออกมาประกาศเคลมเครดิตเข้าตัวว่า เขาคือศูนย์กลางของวันแห่งชัยชนะที่รัสเซียสามารถผนวกกับไครเมียเมื่อปี 2014 จนเป็นผลสำเร็จ

และเขายังได้กล่าวต่อไปว่า “วันนี้ถือเป็นวันรำลึกที่สหภาพโซเวียตสามารถเอาชนะนาซีเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 2” โดยปูตินมิได้หยิบยกความดีความชอบให้สหรัฐฯที่ได้ร่วมมือกับรัสเซียในการเอาชนะนาซีเลยแม้แต่น้อย แถมยังอ้างเหตุผลในการที่บุกเข้าไปรุกรานยูเครนว่าจำเป็นต้องทำเพราะถูกบีบบังคับให้ตอบโต้ภัยจากการคุกคามของฝั่งค่ายตะวันตก ซึ่งการที่เขาออกมากล่าวเช่นนี้มิใช่เรื่องจริงทั้งสิ้น!!!

ทั้งนี้เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงกลับปรากฏว่า “สตาลินเข้าไปยึดครองหลายๆประเทศในแถบยุโรปตะวันออก โดยสหรัฐฯและพันธมิตรต่างก็ต้องยอมรับไปโดยปริยาย และได้กลายเป็นปัญหาคาใจตั้งแต่สมัยสงครามเย็นเรื่อยมาโดยตลอด

ในกรณีที่สตาลินยึดเอาหลายๆประเทศในยุโรปตะวันออกไปครอบครองหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้ “อดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน” เคยหยิบยกนำมาพูดเมื่อครั้งที่เขาออกหาเสียง เพื่อต้องการเอาใจฝ่ายขวาตกขอบว่า “สหภาพโซเวียตเป็นอาณาจักรแห่งปีศาจ” โดยต่อมาประธานาธิบดีเรแกนได้ออกมาอธิบายแบบข้างๆคูๆว่า “พูดล้อเล่นๆ” แต่ชาวอเมริกันไม่เล่นด้วยกล่าวตำหนิประธานาธิบดีเรแกนว่า “มีภาวะเสื่อมทางด้านจิตใจ”

อย่างไรก็ตามขณะนี้สงครามยูเครนก้าวเข้าสู่เดือนที่สามแล้ว โดยชาวอเมริกันต่างสนับสนุนและเห็นด้วยต่อนโยบายของประธานาธิบดีโจ ไบเดน โดยจะเห็นได้จากสำนักหยั่งเสียงซีบีเอสซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์หนึ่งในสามยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯที่หยั่งเสียงระหว่างวันที่ 5-8 เมษายน 2022 นี้ถึงผลการสำรวจว่า ชาวอเมริกันสนับสนุนนโยบายแซงก์ชั่นคว่ำบาตรเศรษฐกิจของรัสเซียอยู่ที่ 78% สนับสนุนให้สหรัฐฯส่งอาวุธแก่ยูเครนอยู่ที่ 72% สนับสนุนด้านการปกป้องพันธมิตรนาโต 63% แต่ชาวอเมริกันที่ไม่เห็นด้วยต่อการที่จะส่งทหารอเมริกันเข้าไปช่วยสู้รบในยูเครนมีแค่เพียง 25% เท่านั้น

โดยทั่วไปชาวอเมริกันอาจจะคิดว่า ขณะนี้สงครามยูเครนชะลอตัวลงแล้ว แต่ในความเป็นจริงกลับกลายเป็นสงครามยืดเยื้อ และไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ว่า จะยุติลงเมื่อใด

และขณะนี้สหรัฐฯได้ส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ชุดใหม่มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์ ที่รวมไปถึงกระสุนปืนใหญ่ 25,000 นัด เรดาร์ต่อต้านปืนใหญ่ให้แก่ยูเครน

นอกเหนือจากนั้นแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้เรียกกลุ่ม G7ประชุมผ่านทางวีดีโออันได้แก่ สหราชอาณาจักร แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี และยังได้เชิญ “ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี”แห่งยูเครนเข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการแสดงความสามัคคีระหว่างชาติพันธมิตร และถือเป็นการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณไปในตัวอีกด้วย

อนึ่งหากย้อนกลับไปดูช่วงการเกิดวิกฤตในยุคช่วง ค.ศ.1962 ที่สหภาพโซเวียตวางแผนจะเข้าไปติดตั้งฐานขีปนาวุธนิวเคลียร์ในคิวบาที่ห่างจากประเทศคิวบาเพียง 90 ไมล์ นับว่าครั้งนั้นเป็นช่วงที่สหภาพโซเวียตกับสหรัฐฯขัดแย้งกันที่สุดและเกือบจะประจันหน้ากันด้วยอาวุธนิวเคลียร์มาแล้ว แต่ก็ผ่านไปได้อย่างหวุดหวิด เพราะนายกรัฐมนตรีกิตา ครุสชอฟ ยอมอ่อนข้อจากการยื่นคำขาดของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ.เคนเนดีให้สหภาพโซเวียตหันหัวเรือบรรทุกขีปนาวุธกลับไปรัสเซียขณะเรือวิ่งสู่คิวบา

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นดูเหมือนว่าสงครามยูเครนในครั้งนี้ถือเป็นฝันร้ายของประธานาธิบดีปูติน ที่เขาจำต้องวางตัวแบบใจดียิ้มสู้เสือเพราะกลัวจะเสียหน้า ทั้งๆที่ยังมองไม่เห็นโอกาสที่จะเอาชนะ แต่ต้องฝืนทนเดินหน้าสู้ต่อไป ส่วนประธานาธิบดีโจ ไบเดน ขณะนี้ก็ต้องนั่งกุมขมับเช่นกัน เพราะไม่สามารถคำนวณบวกลบคูณหารได้ว่า เมื่อใดสงครามจะยุติลงเสียที และสหรัฐฯจะต้องควักกระเป๋าทุ่มงบประมาณไปอีกมากน้อยเท่าใด และจะมีผลต่อการเลือกตั้งของตนหรือไม่อย่างไร เท่ากับว่าสงครามยูเครนในครั้งนี้ช่างสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนเต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อทั้งสองฝ่ายละครับ