สถาพร ศรีสัจจัง

คงจำกันได้โดยทั่วไปว่า ในช่วงมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น สหรัฐอเมริกา ในฐานะ “ชาติผู้นำ” ของฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายสัมพันธมิตร ได้ “จัดการ” อย่างไรกับประเทศญี่ปุ่นบ้าง อย่างน้อยที่สุด หลักฐานที่ยืนยันว่าสหรัฐอเมริกา คือชาติแรกที่ใช้ “ระเบิดนิวเคลียร์” (ในครั้งนั้นเรียกว่าระเบิดปรมาณู) กับมนุษยชาติชาวโลกนั้น ก็เกิดขึ้นจากการที่ต้อง “จัดการ” กับประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้นี่เอง!

ใครที่เคยเรียนหนังสือเกี่ยวกับ “ประวัติศาสตร์โลก” มาบ้าง ย่อมจำชื่อเมือง 2 เมืองของประเทศญี่ปุ่น คือเมือง “ฮิโรชิมะ” และเมือง “นางาซากิ” ได้ดีอย่างแน่นอน!

ในฐานะที่ทั้ง 2 เมือง คือ อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ของโลก ซึ่งอาจถือได้ว่ามีความสำคัญที่สุดในการ “ตรา” หรือ “ประจาน” ถึงความ “อำมหิต” หรือ “ความโหดร้ายใจดำ” ของประเทศจักรวรรดินิยมที่ชื่อ “สหรัฐอเมริกา”

ผู้กล้าก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติในครั้งนั้น โดยการตัดสินใจใช้ระเบิดปรมาณูฆ่าคนญี่ปุ่น(และทาสแรงงานชาวเกาหลี?) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือน ผู้หญิงและเด็กๆผู้บริสุทธิ์ พร้อมๆกันทันทีในคราวเดียว ถึงกว่า 2 แสนคน

และตายตามมาเรื่อยๆทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ด้วยเหตุแห่งความรุนแรงชั่วร้ายของสารกัมมันตภาพรังสีจากระเบิดนิวเคลียร์ ครั้งนั้น รวมแล้วไม่น้อยกว่า 4 แสนคน!

จำนวนผู้บาดเจ็บพิการนั้นก็มากจำนวนนับ!

จำนวนนับของผู้คนที่ต้องล้มตายบาดเจ็บดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องราวของ “สถิติ” ในปี พ.ศ.2488 ซึ่งประชากรญี่ปุ่นและชาวโลกยังมีไม่หนาแน่นหรือมากมายมหาศาลเหมือนยุคปัจจุบัน!

(ในห้วงยามนั้น ดูเหมือนประเทศไทยจะยังมีประชากรไม่ถึง 20 ล้านคนด้วยซ้ำ!)

ส่งผลสืบเนื่องต่อมายาวนานจนถึงยุคปัจจุบัน ทั้งที่ปรากฏอยู่ในโรคร้ายอย่างที่รู้จักกันในชื่อโรค “มินามาตะ”เป็นต้น

ถ้วนมวลล้วนเป็นผลจากการคิดค้นต้นแบบอาวุธร้ายที่ชื่อ “ระเบิดปรมาณู” (หรือนิวเคลียร์ในปัจจุบัน) โดยแรงผลักแรงดันแห่งความต้องการชนะสงครามและการมีอำนาจ “เหนือชาติอื่น” ของเหล่าบรรดาชนชั้นปกครองประเทศที่ชื่อ “สหรัฐอเมริกา” ทั้งสิ้น!

หลังจากได้ตระเวนทิ้งระเบิดบอมบ์เมืองต่างๆของญี่ปุ่นรวมไม่น้อยกว่า 67 เมืองเรียบร้อยแล้ว (แต่ชาวเลือดบูชิโดอย่างญี่ปุ่นยังไม่ยอมแพ้!)

ในวันที่ 6 สิงหาคม พุทธศักราช 2488 ประธาธิบดี เฮนรี่ เอส. ทรูแมน ของสหรัฐอเมริกา ก็ออกคำสั่งทิ้งระเบิดปรมาณู ที่เพิ่งคิดค้นสำเร็จมาสดๆร้อนๆ (ยังไม่ทราบอานุภาพการทำลายที่ชัดเจนนัก?) ลงเหนือเมืองฮิโรชิมะ!

ถัดจากนั้นอีก 3 วัน คือในวันที่ 9 สิงหาคม ปีเดียวกัน ก็ทิ้งบอมบ์อัดลงไปอีกลูกที่เมืองนางาซากิ!

ห้าวันหลังจากนั้นองค์พระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นก็ประกาศยอมแพ้!

มีเกร็ดประวัติศาสตร์ที่เหมือนจะต้องการสะท้อนถึงความ “อารมณ์ดี” หรือ “ความน่ารัก” ของสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้อยู่บ้างเหมือนกัน

กล่าวคือ ชื่อระเบิดปรมาณูที่จักรวรรดิอเมริกานำมาประทานให้ทั้ง 2 เมืองของญี่ปุ่นในครั้งนั้นล้วนตั้งชื่อไว้อย่างน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก

ลูกที่ประเคนใส่เมืองฮิโรชิมะนั้นชื่อ “Little boy” ที่น่าจะพอแปลเป็นคำไทยได้ประมาณว่า “ไอ้ละอ่อน” หรือ “ไอ้หนูน้อย” หรืออะไรในทำนองนั้น!

ส่วนอีกลูกที่อัดใส่เมืองนางาซากิ นั้นชื่อ “Fat man” หรือ “ไอ้อ้วน” ในภาษาไทยเรานั่นเอง

ฟังดูน่ารักมากไหมละ?!

อย่างที่บอกมาแต่ต้น มีชาวเมืองทั้งผู้ชายผู้หญิงและเด็กตายทันทีกว่า 2 แสนคน ตึกรามบ้านช่องที่อยู่อาศัยของชาวเมืองทั้ง 2 ถูกทำลายพินาศลงในชั่วพริบตา!

ใครที่มีโอกาสไปเยือนเมืองฮิโรชิมาในปัจจุบัน และได้เข้าเยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณู” ย่อมจะมีโอกาสได้ชมสื่อทั้งหลายที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนั้น โดยเฉพาะภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นถึงความพินาศของเมือง ภาพคนตาย ภาพความทุกข์ทรมาณ ความพิกลพิการของผู้หญิงและเด็กๆผู้บริสุทธิ์ ที่เกิดจากแรงกระทำของสารกัมภาพรังสีซึ่งมากับระเบิดปรมาณูที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกานำมาประเคนให้ญี่ปุ่นในครั้งนั้น ฯลฯ

นี่ยังไม่นับความหม่นเศร้า เมื่อได้เห็น “อนุสาวรีย์เด็กหญิงซาดาโกะผู้พับนกกระเรียน”!

ถ้าใครไม่รู้สึกหดหู่ใจ สังเวชใจ หรือไม่ตระหนักถึงความชั่วร้ายของสงครามขึ้นบ้าง จากการได้เห็นสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นคนหรือเป็นอะไรแล้วละกระมัง?

คนญี่ปุ่นโดยทั่วไป เมื่อถูกถามถึงเหตุการณ์ที่สหรัฐอเมริกามาทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิมะ และนางาซากิ จะมีสักกี่คนที่มีคำตอบว่า “ไม่รู้” หรือ “จำไม่ได้”!

แต่แปลกนักแปลกหนา เพราะดูๆจากพฤติกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้,คล้ายๆกับนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของญี่ปุ่น นายฟูมิโอะ คิชิดะ ที่เพิ่งมาเยือนเมืองไทยเพื่อเจรจาความเมืองกับนายกฯลุงตู่ของเรา(มีเรื่องอะไรมั่งหรือเปล่าที่ “ลุงตู่” ไม่ยอมเปิดเผย?) จะจำเรื่องระเบิดปรมาณูลงที่เมืองฮิโรชิมะและนางาซากิไม่ได้ ทั้งเหมือนจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการตายและความบาดเจ็บพิการทุกข์ทรมาณของบรรดาบรรพชนจำนวนมากที่เป็นเพื่อนร่วมชาติของตนในครั้งนั้น ทั้งที่ก็รู้ๆอยู่ดีว่า สหรัฐอเมริกานั่นแหละคือ “จำเลย” ตัวจริงแห่งพฤติกรรมโหดอำมหิตเหล่านั้น!

ทั้งๆที่ตัวเอง คือนายกรัฐมนตรี ฟูมิโอะ คิชิดะ แห่งประเทศญี่ปุ่นคนนี้ ก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขชาวเมืองฮิโรชิมะ ที่ต้องเละเป็นโจ๊กเพราะระเบิดนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกาแท้ๆ!!!