“ อย่างไรก็ตามสนามเลือกตั้งนี้ พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กหลายพรรคตั้งขึ้นเป็นพรรคเฉพาะกิจ หรือหลายพรรคอาจถูกตั้งขึ้นเพราะเงื่อนไขหรือกติกาทางการเมืองที่เปลี่ยนไป ทำให้กลายเป็นพรรคสาขาของพรรคใหญ่ พรรคใหญ่แตกลูกออกมา โดยเดินตามยุทธศาสตร์ที่เรียกว่าแยกกันเดินแล้วร่วมกันตี คือแยกกันหาเสียงแล้วไปรวมกันในสภาอีกทีจะได้เปรียบกว่า เพราะด้วยกลไกกติกาการจัดสรรปันส่วนผสม หากรวมกันเป็นพรรคใหญ่ อาจจะขาดทุนทางการเมือง”

2 มี.ค. ที่ผ่านมา เป็นวันแรกของการยื่นขอจดจัดตั้ง “พรรคการเมืองใหม่” โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีบรรดานักการเมืองทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าต่างหอบหิ้วสมาชิกเข้าร่วมจดจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นจำนวนมาก โดยจากวันแรกจนถึงปัจจุบัน มีกลุ่มการเมืองใหม่เข้ายื่นขอจดจัดตั้งพรรคกับทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้วเกือบ 100 กลุ่ม!

แต่ทั้งนี้ ใช่ว่าทุกกลุ่มจะผ่านการพิจารณารับรองคำขอจดจัดตั้งพรรค เพื่อเบิกทางเข้าสู่สนามเลือกตั้งได้ทั้งหมด เพราะการพิจารณาจากกกต.นั้นก็นับว่ามีความละเอียดรอบคอบและต้องใช้เวลา

น่าสนใจว่า ในบรรดารายชื่อกว่า 100 พรรคที่ขอตั้งพรรคใหม่นั้น ใครจะมีลุ้น กันบ้างตามกฎกติกา ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “ยุทธพร อิสรชัย” อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ และอดีตรองอธิการบดี (ฝ่ายกิจการสภามหาวิทยาลัย) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้ให้มุมมองพร้อมทั้งวิเคราะห์ผ่าน “สยามรัฐ” มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

- หากเปรียบเทียบระหว่างรัฐธรรมนูญเก่า และรัฐธรรมนูญใหม่ว่าแต่ละฉบับนั้นเอื้อต่อระบบพรรคการเมืองอย่างไร โดยเฉพาะพรรคใหม่

หากเปรียบเทียบตามรัฐธรรมนูญที่อยู่ร่วมสมัยเดียวกัน คือรัฐธรรมนูญ ปี 40 ,ปี 50 และปี 60 สำหรับรัฐธรรมนูญปี 40 นั้นเป็นฉบับที่เสริมสร้างความเข้มแข็งให้พรรคการเมือง เพราะมีระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใช้เป็นครั้งแรก ซึ่งระบบดังกล่าวได้กำหนดว่าพรรคการเมืองไหนได้คะแนนเสียงไม่ถึงร้อยละห้าของคะแนนเสียงทั้งประเทศนั้น ให้ตัดคะแนนทิ้งได้

ดังนั้นกติกาแบบนี้จะสนับสนุนให้พรรคเข้มแข็ง ทำให้เกิดพรรคการเมืองขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่การเกิดพรรคการเมืองใหม่นั้นเป็นไปได้ยาก เพราะยังคงมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฉบับเดิม ซึ่งหลักการก็จะคล้ายๆ กับในอดีต มีลักษณะการจดจัดตั้งพรรค พรรคต้องมีสาขาพรรคครบ 4 ภาคภายใน 180 วัน ต้องมีสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 5,000 คน สิ่งเหล่านี้ทำให้พรรคการเมืองถูกทำให้โตโดยกฎหมาย แต่ไม่ได้ถูกทำให้โตโดยธรรมชาติ

เมื่อถูกทำให้โตโดยกฎหมาย โอกาสที่จะทำให้พรรคการเมืองเป็นพรรคที่มีฐานมาจากมวลชนนั้นจึงเกิดขึ้นได้ยาก เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 50 อาจมีลักษณะการแบ่งบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองออกเป็นเขตต่างๆ แต่บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ถูกแบ่งเป็นเขตต่างๆ ก็ไม่ได้ช่วยให้พรรคการเมือง เป็นพรรคที่มีฐานมาจากมวลชนแต่อย่างใด

จนกระทั่งรัฐธรรมนูญปี 60 ได้เปลี่ยนระบบกลไกวิธีการเลือกตั้งแบบใหม่ที่เรียกว่าระบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่ทำให้พรรคเล็ก และพรรคกลางสามารถมีพลังในการต่อรองมากขึ้น และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง ได้มีการปรับเปลี่ยนเรื่องการจดจัดตั้งพรรคการเมืองที่ทำได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่การจดจัดตั้งชื่อพรรค การหาสมาชิก หาทุน

รัฐธรรมนูญปี 60 ถือเป็นฉบับที่ร่างขึ้นบนสถานการณ์ของความขัดแย้งทางการเมืองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อร่างขึ้นในช่วงดังกล่าว คนในสังคมจึงมองว่าปัญหาจำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นจากนักการเมือง และพรรคการเมือง จึงมีบทบัญญัติที่จะทำให้ระบบการเลือกตั้งที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเกิดพรรคที่เข้มแข็งเกินไป หรือระบบการเลือกตั้งที่ทำให้เกิดภาวะรัฐบาลผสมย้อนกลับมาในการเมืองไทยอีกครั้ง เรื่องนี้ทำให้กติกา และวิธีคิดของคนในสังคมเปลี่ยนไปพอสมควรในเรื่องการเกิดพรรคการเมือง

- อย่างรัฐธรรมนูญปี 60 การตั้งพรรคการเมืองไม่ใช่เรื่องยาก แต่การทำให้พรรคดำรงอยู่ได้ แจ้งเกิดในสนามเลือกตั้งให้ได้ และรอดจากใบแดงกกต.นั้น จะต้องทำอย่างไร

ประเด็นนี้ถือเป็นประเด็นใหญ่เช่นกัน เพราะพรรคการเมืองขนาดเล็ก และขนาดกลางที่ตั้งขึ้นมาใหม่อาจผ่านพ้นสนามเลือกตั้งได้ไม่มาก เพราะหากเทียบเคียงตัวเลขการเลือกตั้งเมื่อปี 54 ช่วงนั้นมีพรรคการเมืองประมาณ 40 กว่าพรรค มีพรรคที่ได้รับการเลือกตั้งส.ส.ในสภา 11 พรรคเท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีเพียงแค่ 1 ใน 4 ที่ผ่านสนามเลือกตั้งได้

หากบอกว่ากติกาของรัฐธรรมนูญปี 60 ได้เปลี่ยนใหม่ในระดับหนึ่ง ดังนั้นกระบวนการในการทำให้พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กมีความได้เปรียบกว่ากติกาของรัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 ก็เป็นไปได้ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าคงมีพรรคที่เข้ามาได้ไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 20 พรรค

อย่างไรก็ตามสนามเลือกตั้งนี้ พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กหลายพรรคตั้งขึ้นเป็นพรรคเฉพาะกิจ หรือหลายพรรคอาจถูกตั้งขึ้นเพราะเงื่อนไขหรือกติกาทางการเมืองที่เปลี่ยนไป ทำให้กลายเป็นพรรคสาขาของพรรคใหญ่ พรรคใหญ่แตกลูกออกมา โดยเดินตามยุทธศาสตร์ที่เรียกว่าแยกกันเดินแล้วรวมกันตี คือแยกกันหาเสียงแล้วไปรวมกันในสภาอีกทีจะได้เปรียบกว่า เพราะด้วยกลไกกติกาการจัดสรรปันส่วนผสม หากรวมกันเป็นพรรคใหญ่ อาจจะขาดทุนทางการเมือง

ขณะที่พรรคเล็กบางกลุ่มจะเป็นลักษณะเป็นพรรคเฉพาะกลุ่ม เช่น ตอบสนองแก่คนรุ่นใหม่ การเสนอนโยบายปราบโกง นโยบายสิ่งแวดล้อมต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะทำให้พรรคการเมืองเหล่านี้ต้องแข่งขันกันเองในหลายพื้นที่ และจะต้องมียุทธศาสตร์และนโยบายต่างๆ ในการทำให้ได้รับชัยชนะในส่วนของบัญชีรายชื่อ ในส่วนของการแบ่งเขตเลือกตั้ง คงไม่ง่าย เพราะต้องมีทั้งเรื่องของระบบอุปถัมภ์ ระบบหัวคะแนน หรือเครือข่ายทางคะแนนเสียง สิ่งเหล่านี้พรรคตั้งใหม่แทบจะไม่มี สิ่งที่เกิดขึ้นได้ก็ต้องเป็นคนที่อยู่ในพื้นที่ มายาวนาน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นพรรคการเมืองใหญ่ๆ

ดังนั้นคงไม่ง่ายสำหรับพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กที่จะขยับตัวเองไปสู่พรรคใหญ่ได้ เมื่อเข้าสู่เวทีการจัดตั้งรัฐบาล ความอยู่รอดของบรรดาพรรคเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับการต่อรองในสภาว่าจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องของเกมการเมืองในสภา โดยกติกาใหม่ ส.ว. ชุดแรก มาจากการสรรหาแต่งตั้ง จากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งหมด 250 คน ซึ่งเท่ากับว่าไม่ว่าพรรคไหน มีเสียงในสภาเท่าไหร่ เรายังไม่ทราบ ดังนั้นขึ้นอยู่กับว่าพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก และพรรคใหม่ จะสามารถมีสายสัมพันธ์กับคสช.ได้มากน้อยแค่ไหน จะสามารถมีข้อตกลงหรือมีการเจรจาต่อรองที่ลงตัวได้ดีเพียงใด เรื่องนี้จะนำไปสู่ปัจจัยสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล ว่าพรรคตั้งใหม่ จะมีอิทธิพลต่อการจัดตั้งรัฐบาลได้มากน้อยหรือไม่

- ในทางกลับกันก็มีพรรคที่ออกตัวว่าไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ อย่างชัดเจน อะไรที่ให้พรรคเหล่านั้นมั่นใจว่าจะผ่านเข้าสู่สนามเลือกตั้งได้

พรรคการเมืองที่ตั้งใหม่เหล่านี้เป็นพรรคเฉพาะกลุ่ม อาทิ พรรคอนาคตใหม่ เป็นพรรคเฉพาะกลุ่มคนหัวก้าวหน้า ทั้งคนรุ่นใหม่หรือคนรุ่นเก่าที่มีหัวก้าวหน้า ซึ่งพรรคคนหัวก้าวหน้าคงไม่ต้องการแนวทางที่เป็นเผด็จการ พวกเขามีอุดมการณ์ที่เป็นไปในทางประชาธิปไตย และต้องการทำให้บ้านเมืองออกจากมรดกของคสช. ซึ่งเราเห็นได้จากข้อเสนอของแกนนำพรรคที่จะมีการแก้รัฐธรรมนูญ ยกเลิกคำสั่งคสช.ต่างๆ ดังนั้นพรรคเหล่านี้มีแนวทางอุดมการณ์ที่ชัดเจน คงไม่ได้คาดหวังจะเป็นรัฐบาล แต่สิ่งที่คาดหวังคือการเข้าไปทัดทานอำนาจกับทางกองทัพหรืออำนาจระบบราชการ ตุลาการภิวัฒน์ต่างๆ หรือเรียกรวมๆ ได้ว่ารัฐราชการมากกว่า

- เป็นไปได้หรือไม่ที่พรรคเหล่านี้อาจจะไม่ผ่านการพิจารณารับรองคำขอจดจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่จาก กกต.

พรรคเหล่านี้เมื่อลงสู่สนามทางการเมือง จะเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่าความเป็นการเมืองตั้งแต่ยังไม่เลือกตั้ง เช่น สิ่งที่เคยพูดมาในอดีต บทบาททางการเมือง กิจกรรมทางสังคมต่างๆ จะถูกหยิบยกเพื่อมาโจมตี และสาดโคลน ถือเป็นธรรมชาติของการเมือง ซึ่งความเป็นการเมืองเหล่านี้ เป็นตัวสกัดกั้นให้บรรดาพรรคใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคที่เสนอตัวเองเป็นแนวทางที่ขัดแย้งกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะถูกความเป็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก

- กลุ่มการเมืองใหม่ที่น่าจับตา และมีแววจะได้โลดแล่นบนถนนเลือกตั้ง

1.กลุ่มอนาคตใหม่ ถือเป็นกลุ่มที่น่าจับตา ไม่ว่ากลุ่มนี้จะได้ส.ส. มากน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่แนวทางในการเคลื่อนไหวมีอุดมการณ์แบบสมัยใหม่ และประกอบไปด้วยบุคคลที่หลากหลาย เช่น นักวิชาการ ผู้ด้อยโอกาส คนชายขอบ หรือคนที่เรียกร้องในเรื่องเพศสภาพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นทางสังคมใหม่ๆ ที่ในอดีต การเมืองในภาคที่เป็นทางการอาจจะละเลยหรือไม่ให้ความสนใจ แต่นี่คือการเมืองในภาคของความเป็นจริง

แต่สิ่งที่จะเป็นอุปสรรคของกลุ่มอนาคตใหม่มี 2 เรื่อง คือ 1. เรื่องทักษะในการสื่อสารกับผู้คน หรือ Communication Skills 2. ทักษะในเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน หรือ Human Skill เพราะกลุ่มอนาคตใหม่ ส่วนใหญ่จะเป็นนักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคม ซึ่งคนเหล่านี้อาจจะขาดทักษะหรือประสบการณ์การเข้าหาผู้คน ไม่เหมือนบรรดานักการเมืองที่อยู่ในพื้นที่และมีเครือข่ายทางคะแนนเสียง หรือการมีความสัมพันธ์ทางชุมชนกับผู้คนมายาวนานก็จะได้เปรียบในส่วนนี้มากกว่า

2. กลุ่มพรรคมวลมหาประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข (กปปส.) ที่ขณะนี้แม้จะยังไม่ได้มีการเข้าจดจัดตั้งชื่อพรรคกับทางกกต. แต่ก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตา เพราะเป็นกลุ่มที่มีฐานทางการเมืองที่แน่นอน นั่นคือเหล่าบรรดากปปส. แต่ในหลายพื้นที่อาจทับซ้อนกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฐานเสียงส่วนใหญ่ของกปปส.คือคนภาคใต้ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มการเมืองอื่นๆ ที่น่าจับตามอง เช่น พรรคประชาชนปฏิรูป ที่เน้นปราบโกง หรือพรรคพลังประชารัฐ ที่เน้นในเรื่องนโยบายประชารัฐ เป็นต้น

- อย่างกลุ่มพลังประชารัฐ ก็มีกระแสข่าวออกมาว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะนั่งเป็นประธานที่ปรึกษา มองว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

มองว่าเป็นไปได้ อาจจะเป็นในลักษณะของการวัดกระแสสังคมว่าหากนายกฯ หรือครม. จะไปนั่งในตำแหน่งนั้นๆ จริงจะเป็นที่ยอมรับของสังคมหรือไม่ ทั้งนี้หากเกิดขึ้นจริงคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร เพราะการชูประเด็นให้พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ นั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะหลายพรรคก็ชูประเด็นนี้ แต่หากพล.อ.ประยุทธ์ ไปนั่งในตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรคจริง อันนี้เป็นสิ่งสำคัญเพราะอาจจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าผลประโยชน์ทับซ้อนได้

เนื่องจากกติกาทางการเมือง และกติกาการเลือกตั้งต่างๆ เป็นกติกาใหม่ที่คสช.เป็นผู้ร่างขึ้น ดังนั้นหากหัวหน้าคสช.ไปนั่งในหัวใจ ในฐานะประธานที่ปรึกษา แม้จะไม่ใช่กรรมการบริหารพรรค หรือประธานฝ่ายบริหารที่ใช้อำนาจในส่วนต่างๆ ก็จริง แต่การเป็นประธานที่ปรึกษาก็เป็นลักษณะของการเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนได้ และไม่เหมาะสมทางการเมือง

- กรณีที่กลุ่มวาดะห์ ประกาศแยกตัวออกจากพรรคเพื่อไทย และเข้าจดแจ้งจัดตั้งพรรคกับกกต. ในนามพรรค “ประชาชาติ” มองว่าเป็นสัญญาณอะไรหรือไม่

เป็นไปได้ เพราะกลุ่มวาดะห์มีอิทธิพลในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งลักษณะการลงคะแนนเสียงของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวแตกต่างจากพื้นที่อื่น คือจะลงคะแนนไปในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกับพื้นที่อื่นๆ ในภาคใต้ ดังนั้นกระบวนการมีพรรคการเมืองเฉพาะในพื้นที่นั้นคงเป็นสิ่งที่ได้รับการตอบรับ การที่กลุ่มวาดะห์แยกออกจากพรรคเพื่อไทย คงเป็นพรรคเฉพาะพื้นที่ตรงนั้นเช่นกัน แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าพรรคประชาชาติจะเป็นพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทย

- ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เป้าหมายของทั้งพรรคเก่าและพรรคใหม่คือการเข้าสู่สนามเลือกตั้ง มองว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นใน ก.พ. 62 จะเป็นไปตามโรดแมปหรือไม่

คิดว่ามีโอกาสที่จะมีการเลื่อนโรดแมป เพราะจากโรดแมปเลือกตั้งใน ก.พ. 62 เป็นสิ่งที่พูดกันเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมาบนสถานการณ์และเงื่อนไขว่ากฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ฉบับเข้าสู่สนช.แล้ว แต่วันนี้เงื่อนไขหลายอย่างเปลี่ยนไป เช่น พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ได้ถูกส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณานานแค่ไหน นี่คือปัญหาใหญ่

วันนี้รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกรอบใหญ่ได้กำหนดไว้ว่าเมื่อกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับเสร็จเรียบร้อย กระบวนการในการเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้น แต่ในแง่ของการที่จะเกิดขึ้นได้ตรงนี้ กฎหมายต้องบังคับใช้ซึ่งกฎหมายที่จะบังคับใช้ในพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ได้กำหนดไว้ว่า 90 วันหลังจากประกาศใช้ ซึ่งต้องนับถอยไปอีก 90 วัน ส่วนการพิจารณาจากศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลามากน้อยแค่ไหน เรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัย เพราะในอีก 150 วันจะสามารถยืดเข้ายืดออกได้ก็จริง

แต่ในการยืดเข้ายืดออก ทางศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณาเกือบ 150 วัน การเลือกตั้งก็ไม่เป็นไปตามโรดแมปแน่นอน แต่ถ้าพิจารณาแล้ว มีการเอาเข้าสนช.อีกครั้งแล้วบังคับใช้ สุดท้ายก็อาจถูกเลื่อนออกไปอีก 90 วัน ซึ่งอย่างไรก็ตาม เชื่อว่าโอกาสที่จะเป็นก.พ. 62 นั้นยาก เร็วที่สุดคือ พ.ค. 62 แต่จะช้ากว่านี้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญ

เรื่อง : พัชรพรรณ โอภาสพินิจ
ภาพ : ญานิกา ตรีนวรัตน์