ทำไมคนเลือกทุจริต แทนที่จะเป็นคนสุจริต?

นี่คือคำถามโลกแตก ที่ไม่มีใครตอบได้ชัดเจน สำหรับบางคนการทุจริตอาจเป็นทางที่ง่ายที่สุด หรืออาจจะเป็นทางเดียวที่จะได้สิ่งที่เขาต้องการ และขณะนี้เรื่องการทุจริตก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในหน่วยงานราชการ หรือภาคเอกชน ซึ่งพลังที่มีอิทธิพลต่อการทุจริต คือ ความเห็นแก่ตัวและความโลภ...ส่งผลให้คนทุจริตเพิกเฉยต่อความทุกข์ที่เขาทำให้เกิดขึ้นกับคนอื่น

รายงานพิเศษฉบับนี้ได้รวบรวมเรื่องการทุจริตในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่สร้างแผลเป็น! แก่วงการศึกษาไทย และยังเป็นกรณีตัวอย่างของกระบวนการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง จนถึงขั้นไล่ออกหรือปลดออก

@ ล็อกสเปกจัดซื้อซอฟต์แวร์คอมพ์ สปช.
เป็นคดีใหญ่โตแห่งปี 2540 กรณีการร้องเรียนว่ามีการล็อกสเปกจัดซื้อโปรแกรมบริหาร (ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์) สำหรับโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) จำนวน 5,999 หน่วย วงเงิน 360 ล้านบาท เพื่อใช้กับโรงเรียน 30,000แห่ง ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี โดยขณะนั้น นายสุขวิช รังสิตพล เป็น รมว.ศึกษาธิการ

โดยมีข้าราชการระดับสูง ถูกลงโทษทางวินัย ถึง 6 คน ประกอบด้วย นายกมล ภู่ประเสริฐ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (กปช.), นายพิสิษฐ์ ศิวิลัย อดีตรองเลขาธิการ กปช., นายเลื่อม พูลเอี่ยม รองเลขาธิการ กปช., นายยุทธชัย อุตมา อดีตรองเลขาธิการ กปช., นายชัชวาลย์ วัดอักษร อดีตหัวหน้าฝ่ายสารสนเทศ สปช. และนายเกียรติ อัมพรายน์ อดีต ผอ.สำนักนิเทศและพัฒนามาตรฐานการศึกษา สปช.

แต่ทั้ง 6 บิ๊กสปช.ได้ยื่นอุทรธณ์ต่อศาลปกครองชั้นต้น จนถึงศาลปกครองชั้นสูงสุด กินเวลานานกว่า 16 ปี

ในที่สุดคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้พิจารณาให้ ศธ. มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัย 6 บิ๊ก สปช. โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าการดำเนินการทางวินัย มีข้อผิดพลาดในกระบวนการ คือ มีผู้ที่เป็นผู้ต้องห้ามมิให้พิจารณาทางปกครอง ซึ่งก็คือประธานคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกรณีดังกล่าว เป็นคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) สำนักงานปลัด ศธ. ได้ร่วมในการพิจารณาลงโทษด้วย

ศาลปกครองสูงสุด จึงวินิจฉัยว่ามติของ อ.ก.พ.ศธ. ครั้งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ศธ.จึงต้องคืนตำแหน่งและเงินเดือนย้อนหลังให้แก่ 6 บิ๊ก สปช . โดยจะต้องคำนวนจำนวนเงินทั้งหมด ซึ่งจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนตามปกติเช่นเดียวกับข้าราชการทั่วไป ส่วนผู้เกษียณอายุราชการไปแล้ว ก็จะได้รับบำเหน็จ บำนาญตามสิทธิ โดย ศธ.จะต้องประสานไปยังกรมบัญชีกลาง เพื่อหารือถึงการจ่ายเงินดังกล่าว

แต่จนถึงขณะนี้ทราบว่า "บางคน" ยังไม่ได้เงินครบตามจำนวนที่ศาลมีคำสั่ง


ความเห็นแก่ตัวและความโลภ...ส่งผลให้คนทุจริตเพิกเฉยต่อความทุกข์ที่เขาทำให้เกิดขึ้นกับคนอื่น

@ จัดซื้อ SP2 ยุคมืดอาชีวศึกษา
เมื่อปี 2557คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ทำหน้าที่ อ.ก.พ.กระทรวง โดยมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ (ในขณะนั้น) เป็นประธาน เพื่อหาข้อยุติในการสอบวินัยอย่างร้ายแรง น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ซึ่งในการประชุม อ.ก.พ.สกศ.ขณะนั้น เนื่องจาก น.ส.ศศิธารา ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา แต่สมัยเป็นเลขาธิการ สอศ. ถูกร้องเรียนกรณีการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์อาชีวศึกษา โครงการภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2(SP2) เอกสารสำคัญสูญหายและอาจส่อว่าไม่โปร่งใส โดยที่ประชุม อ.ก.พ.สกศ.มีมติเสียงส่วนใหญ่ให้ปลดออก น.ส.ศศิธารา ออกจากราชการ ยืนตามผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ที่เสนอให้ปลดออกจากราชการ

ซึ่งกรณีความไม่โปร่งใสการจัดซื้อครุภัณฑ์ SP2 ของอาชีวะ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2554 ขณะนั้น น.ส.ศศิธารา ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ กอศ.ได้อนุมัติเบิกจ่ายเงินในการจัดซื้อครุภัณฑ์ของ สอศ.ให้แก่ผู้ขายตามสัญญา 12 ฉบับ จำนวนเงิน 122,468,400 บาท ขณะที่อนุมัติจ่ายเงินนั้นทีโออาร์ และเอกสารที่ใช้ในการประกวดจัดซื้อครุภัณฑ์หลายรายการสูญหาย โดยไม่มีการตรวจหาสาเหตุทีโออาร์และเอกสารสูญหายเสียก่อน ตามรายงานการสอบสวนข้อเท็จจริง พบว่าก่อนการอนุมัติจ่ายเงินให้แก่ผู้ขายตามสัญญาจัดซื้อครุภัณฑ์สิ่งแวดล้อม จำนวน 31,500,000 บาท เจ้าหน้าที่พัสดุ และนายพันธุ์ศักดิ์ โรจนากาศ อดีตรองเลขาธิการ กอศ. ได้ทักท้วง ให้แต่งตั้งคณะกรรมการ เพื่อทำการสอบสวนหาสาเหตุที่เอกสารสูญหาย โดยถือปฏิบัติตามหนังสือกระทรวงการคลัง หากพบว่าเกิดจากการทุจริตก็จะจ่ายเงินให้ผู้ขายไม่ได้ แต่ น.ส.ศศิธารา ไม่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน และอนุมัติจ่ายเงิน โดยอ้างว่าต้นฉบับสัญญาและเอกสารแนบท้ายสัญญารวมถึงทีโออาร์ไม่ได้สูญหาย

แต่คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ที่มีนายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ในสมัยนั้น เป็นประธานได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากสำเนาทีโออาร์ ที่ใช้ในการประกวดราคาซึ่งต้นฉบับได้สูญหายไปเปรียบเทียบกับทีโออาร์ที่แนบท้ายสัญญา ซึ่งใช้ในการตรวจรับครุภัณฑ์ ปรากฏว่าทีโออาร์ทั้ง 2 ฉบับ ไม่มีรายการหรือรายละเอียดใดๆ เหมือนกัน ครุภัณฑ์ที่ได้ตรวจรับไว้ตามทีโออาร์ที่แนบท้ายสัญญาจึงไม่เป็นไปตามทีโออาร์ที่ประกาศประกวดราคา

ซึ่งสถานศึกษาที่ได้รับครุภัณฑ์ชุดปฏิบัติการสิ่งแวดล้อม ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิค(วท.) แพร่ วท.พิจิตร วท.สระบุรี วท.สัตหีบ วท.จุฬาลงกรณ์ (ลาดขวาง) วท.หนองคาย วท.ร้อยเอ็ด และ วท.ระยอง รวม 8 แห่ง ทุกแห่งไม่ได้ใช้ประโยชน์จากครุภัณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากสถานศึกษาทั้ง 8 แห่ง ไม่ได้จัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาสิ่งแวดล้อม หรือรายวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องกับครุภัณฑ์ที่จัดซื้อ โดยราคาครุภัณฑ์ที่จัดซื้อราคาชุดละ 3,937,500 บาท ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.) ประเมินราคาแล้วเห็นว่า เมื่อเทียบราคาท้องตลาดรวมกำไรแล้วราคาเพียงชุดละ 1,250,000 บาท กรณีดังกล่าวทำให้ทางราชการเสียหาย เป็นเงินจำนวน 31,500,000 บาท จึงเป็นที่มาของการปลดออกจากราชการ

@ สะเทือนวงการสอบครูผู้ช่วย ว12
ปี 2559 ปลด บิ๊ก สพฐ.ออกจากราชการ โดยคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำหน้าที่แทน อ.ก.พ.กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งขณะนั้นมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็น รมว.ศึกษาธิการ (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี) ได้พิจารณาโทษทางวินัย นายชินภัทร ภูมิรัตน อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และนายไกร เกษทัน อดีต ผอ.สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สพฐ. กรณีการสอบคัดเลือกบุคคล เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่ง "ครูผู้ช่วย" กรณีมีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ว12

โดยที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ให้ลงโทษปลดออกจากราชการ นายชินภัทร กรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบของทางราชการ มติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล และไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 82(2) ประกอบมาตรา 85(7) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551

ทั้งนี้ คณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ ยังได้ชี้มูลกรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เกิดผลดี หรือความก้าวหน้าแก่แก่ราชการด้วยความตั้งใจ อุตสาหะ เอาใจใส่ และรักษาประโยชน์ของทางราชการ ตามมาตรา 82(3) พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นความผิดวินัยร้ายแรง และเสนอให้ลงโทษ ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการการสอบสวนวินัยฯ เสนอ แต่เนื่องจากนายชินภัทร เกษียณอายุราชการไปก่อน จึงให้งดโทษตามมาตรา 100 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551

นอกจากนี้ ยังมีมติให้ปลดออกจากราชการ นายไกร เกษทัน อดีต ผอ.สำนักติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. กรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการเช่นเดียวกัน แต่มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเป็นผู้รับผิดชอบการเก็บข้อสอบและถือกุญแจตู้นิรภัยที่เก็บข้อสอบ จำนวน 9 ดอก และเมื่อมีปัญหาเฉลยข้อสอบรั่วเกิดขึ้นก็จะต้องรับผิดชอบในกรณีนี้ด้วย

อนึ่ง ปัญหาการทุจริตการสอบบรรจุ "ครูผู้ช่วย" ว12 เกิดขึ้นประมาณปี 2556 โดยพบว่ามีการประกาศรายชี่อผู้สอบผ่านซ้ำกัน ใน 2 เขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งโดยหลักจะต้องไม่มีชื่อซ้ำ เพราะทุกเขตพื้นที่ฯ จัดสอบพร้อมกัน อีกทั้งผู้เข้าสอบจะต้องเลือกสอบเพียงแห่งเดียว ความผิดปกติที่เกิดขึ้นนำมา ซึ่งการสอบสวนสืบสวนข้อเท็จจริงกับผู้เกี่ยวข้องในทุกระดับ

@ ยักยอกเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต
ปี 2561 ที่การประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (อ.ก.พ.สป.) มีมติไล่ออกนางรจนา สินที นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ (ระดับ 8) สังกัดสำนักส่งเสริมกิจการการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งรับสารภาพว่ายักยอกเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต กว่า 88 ล้านบาท โดยโอนเงินไปยังบัญชีญาติพี่น้องและพวก รวม 22 บัญชี ตั้งแต่ปี 2551-2561 และล่าสุดยังพบว่ามีเงินกองทุนหายไปอีกประมาณ 30ล้านบาท ในปี 2550, 2551 และ 2553 รวมแล้วสร้างความเสียหายแก่ราชการกว่า 110 ล้านบาท ซึ่งยังต้องไปตรวจสอบให้ชัดเจนว่าสูญหายเพราะมีการทุจริตทั้งหมดหรือไม่

ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริงว่ามีใครร่วมกระบวนการหรือไม่...ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา โดยกรณีนี้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้ามาร่วมสอบสวนด้วย

สำหรับกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2542 สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เป็นกองทุนสำหรับสนับสนุนเด็กที่อยู่ในสภาวะยากลำบากให้มีทุนการศึกษาต่อระดับวิชาชีพ โดยใช้เงินจากการออกสลากกินแบ่งการกุศลงวดพิเศษ เงินอุดหนุนจากงบประมาณ เงินบริจาคและเงินดอกผลของกองทุน การบริหารกองทุนให้มีคณะกรรมการกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ซึ่งมีปลัด ศธ. เป็นประธาน

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ครบรอบสถาปนา 126 ปี ผ่านการปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ แต่ดูเหมือนว่าเรือจ้างจะพายไปไม่ถึงฝั่งเสียที เพราะมีรูรั่วเกิดขึ้นซ้ำๆ รูรั่วที่ว่านี้ก็คือการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่วิ่งอุดตรงนี้แต่ก็ยังมีโผล่ที่อื่น นั้นเป็นเพราะความเพิกเฉย ปล่อยปละละเลยของทุกคนทุกฝ่าย จนกลายเป็นช่องโหว่เสียหายมากขึ้น ที่สำคัญคือ มาตรการจัดการต่อคนทำทุจริตคอร์รัปชั่นนั้นต้องเด็ดขาด เห็นบทลงโทษที่ชัดเจนในทุกกรณี เพื่อให้ ศธ.เป็นกระทรวงที่สะอาดปราศจากคอร์รัปชั่นจริง ๆ

-------------------
@ วารินทร์ พรหมคุณ