ดร.วิชัย พยัคฆโส
payackso@gmail.com

ชุ่มฉ่ำคลายร้อนกับวันหยุดยาวสงกรานต์กันถ้วนหน้า สงกรานต์ปีนี้มีความมายย้อนอดีตกับการแต่งกายย้อนยุครดน้ำดำหัวสงกรานต์กันทั้งประเทศ หากมีผู้นำในสิ่งดีๆเช่นนี้ ประเพณีและวัฒนธรรมไทยจะยังคงอนุรักษ์และสืบสานต่อให้เยาวชนรุ่นหลังได้ชื่นชม

ช่วงสงกรานต์ปีนี้ รัฐบาลกลับรับความรุ่มร้อนมากกว่าใครๆที่จะต้องแก้ไขความทุกข์ร้อนของประชาชน กับทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการกระทำของข้าราชการหลายกระทรวงที่จะต้องแก้โจทย์ให้เป็นที่ปรากฏเป็นผลงานของรัฐบาลหลายประเด็นที่ยังร้อนอยู่ในขณะนี้

- ชาวประมง 22 จังหวัดหยุดออกเรือประท้วงกฎข้อบังคับที่ไม่สามารถจะปฏิบัติได้
- ข้อพิพาททางสังคมกรณีก่อสร้างที่ทำการและบ้านพักตุลาการ เชิงดอยสุเทพ
- กรณีทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตของกระทรวงศึกษาธิการ
- กรณีทุจริตเงินช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่ง กระทรวงพัฒนาสังคมฯ
- ตู้กรองน้ำครึ่งล้านของ ศอบต.
- ฮั้วประมูลเครื่องดูดโคลน 20 จังหวัด
- กระแสตั้งพรรค คสช. ของคุณสนธิรัตน์ เพื่อสนับสนุน พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี
- โรดแมปเลือกตั้ง จะเลื่อนหรือไม่ จากกรณีการตีความกฎหมายเลือกตั้ง ที่อาจล่าช้ากว่ากำหนด

เรื่องที่จะร้อนตามมากระทบกับเศรษฐกิจและการค้าของประเทศ อันเกิดจากสงครามทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐอเมริกา จากนโยบาย America First กับ จีน เจ้าของนโยบาย One Belt One Road โดยอเมริกาเริ่มเคาะสัญญาณด้านกว้าง ขึ้นอัตราภาษีศุลกากรเหล็กและอลูมิเนียมทุกชนิด 25% และ 10% ตามลำดับ ส่งผลกระทบกับจีนที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ของโลกทันที

ในขณะที่จีนไม่ยอมเข้าไปเจรจาด้วยดังเช่นหลายประเทศเข้าไปเจรจาซื้อสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น เพื่อมิให้ถูกถล่มด้านภาษีไปมากกว่านี้ สหรัฐใช้เครื่องมือที่อ้างว่าจีนเอารัดเอาเปรียบด้านการค้าและมีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา จึงขึ้นภาษีสินค้าจากจีนถึง 1,300 รายการ มูลค่า 60,000 ล้านเหรียญ หรือ 2.5% ของการนำเข้าทั้งหมด และเป็น 11.4% จากจีน จุดนี้โลกร้อนระอุทันที จีนย้อนกลับขึ้นภาษี 25% จากสินค้านำเข้าสหรัฐรวม 128 รายการ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านเหรียญ ตอบโต้ทันควัน ทำให้โลกตื่นตระหนก ตลาดหุ้นไทยดึ่งลงถึง 40 จุด เมื่อต้นเมษายนที่ผ่านมา

แม้ว่าไทยจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่อย่าลืมว่าสินค้าชั้นกลางที่ส่งไปจีนไปประกอบเป็นสินค้าชั้นสูงขายต่อไปยังสหรัฐ ย่อมได้รับผลกระทบทางอ้อม เว้นแต่เราจะลงทุนผลิตเองทั้งหมดได้ทันในโครงการ EEC ทำให้รองนายกฯสมคิดต้องจับตามองและหามาตรการรักษายอดการส่งออกไว้ให้ได้ ทีมเศรษฐกิจจึงค่อนข้างจะเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ

โลกจับตาดูว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ ซึ่งคงแพ้ทั้งคู่ แต่จีนออกจะได้เปรียบเชิงนโยบาย one belt one road เชื่อมเครือข่ายเพื่อค้าขายตั้งแต่เอเชียยันยุโรปและรัสเซีย สหรัฐคงหมดยุค new world order แล้ว เพราะเอเชียเกือบทั้งหมดพัฒนาเทคโนโลยีผลิตได้เอง การศึกษาก็ติดอันดับโลกกันแล้ว ในขณะที่สหรัฐ มหาวิทยาลัยปิดตัวเองไปกว่า 500 แห่ง และ 2,000 แห่งในอีก 5-10 ปีข้างหน้า จีนได้เปรียบทั้งด้านภูมิศาสตร์และทรัพยากรที่เหลือเฟือ

หากดูการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จีนโต 12 ล้านๆเหรียญ โต 6.9% ส่วนสหรัฐมี 17 ล้านๆเหรียญ โต 0.7% เท่านั้น Price Waterhouse จึงวิเคราะห์ว่าในปี คศ.2050 จีนจะมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกด้วยมูลค่า 50 ล้านๆเหรียญ สหรัฐตามมาที่ 2 ด้วยมูลค่า 34 ล้านๆเหรียญ ตามมาด้วยอินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น บราซิล เยอรมนี เม็กซิโก อังกฤษ และ รัสเซีย อันดับ 10 ซึ่งจีนมีเครือข่ายพันธมิตรประเทศในเอเชียและรัสเซีย ล้วนแล้วแต่มีประชากรมาก มีทรัพยากรล้นเหลือทั้งสิ้น ส่วนสหรัฐ สานสัมพันธ์ทางการทูตกับรัสเซียและหลายประเทศในยุโรปกลับเสื่อมถอยเป็นพันธมิตรน้อยลง

ณ วันนี้การช่วงชิงเป็นเบอร์1ของโลกทางเศรษฐกิจกำลังเข้มข้นในศตวรรษที่21นี้ ความยิ่งใหญ่ของเอเชียที่มีจีนเป็นผู้นำ มีโอกาสสูงยิ่งในการต่อรองแทนสหรัฐ ทีมเศรษฐกิจไทยคงต้องเตรียมรองรับกับยุทธศาสตร์การค้าระดับโลกเช่นนี้จะอิงกับฝ่ายใดดี?