สมบัติ ภู่กาญจน์

สงกรานต์ปีนี้ ผมอายุครบ 69 ปี และกลับมาอ่านข้อเขียนนี้อีกครั้งหนึ่ง ในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา
************ *************

คุณสมบัติ ภู่กาญจน์ อายุ 37 มาถามผมว่า คนอายุ 74 อย่างผมนั้นเป็นอย่างไร

ผมไม่ได้ตอบคุณสมบัติทันที บอกแต่ว่า เอาไว้ว่างๆผมจะบอกให้ ซึ่งก็กำลังจะบอกให้อยู่ในสมุดเล่มนี้

ปัญหาของคุณสมบัตินี้ เป็นคำตอบโดยประจักษ์แจ้ง ด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว

คุณสมบัติมาถามผมว่า อายุ 74 เป็นอย่างไร ก็เพราะคุณสมบัติเพิ่งอายุ 37 ยังไม่เคยมีอายุ 74 จึงไม่รู้ว่าอายุ 74 นั้นเป็นอย่างไร เมื่อไม่รู้ก็ต้องถาม

ส่วนผมนั้นไม่ต้องถามคุณสมบัติว่าอายุ 37 เป็นอย่างไร เพราะผมเคยอายุ 37 มาแล้ว รู้จักคนอายุ 37 ดี ทุกแง่ทุกมุม ทุกซอกทุกซอย รู้ด้วยกายรู้ด้วยใจ จึงไม่มีอะไรที่จะต้องถามคุณสมบัติ

คนอายุ 37 และคนอายุ 74 ก็แตกต่างกันที่ตรงนี้

คนหนุ่มนั้นไม่เคยแก่ แต่คนแก่นั้นเคยหนุ่มมาแล้ว

ผมอาจมีอะไรพิเศษบางอย่างอยู่บ้าง ตรงที่ ผมไม่ติดใจในความหนุ่ม เมื่อยังหนุ่มก็หนุ่มเต็มที่ แต่เมื่อความหนุ่มผ่านพ้นไป ก็ไม่อาลัยเสียดาย ยอมรับความชรา และความแก่เต็มที่ เช่นเดียวกับที่เคยหนุ่มเต็มที่เหมือนกัน

ถึงจะแก่ หัวหงอกฟันหักหน้าเหี่ยว ก็ไม่ปิดบังมัน แข้งขาจะอ่อนลงไปไม่กระฉับกระเฉง ก็เดินให้มันช้า ๆ ใช้ไม้เท้าพยุงกายบ้าง อาศัยคนที่หนุ่มกว่าให้เขาช่วยลากช่วยจูงบ้าง เห็นปี๊บก็หลีกเสีย ไม่เดินเข้าไปเตะมันให้ดังหนวกหูชาวบ้าน ใครมาว่าแก่ แทนที่จะโกรธ ก็อนุโมทนาสาธุการเสียว่า เขาพูดจริง

ใครมาชี้หน้าปรามาสว่า แกมันแก่ไปแล้วเป็นนายกฯอีกไม่ได้ ก็นึกในใจด้วยความนอบน้อมว่า

สาธุ! ขอให้จริงอย่างว่าเถิดพ่อคู้น!

เมื่อแก่ให้เต็มที่เหมือนกับหนุ่มเต็มที่อย่างนี้แล้ว ใจคอมันก็เบิกบาน เหมือนกับเมื่อยังหนุ่มเต็มที่ แต่ต่างกันที่ว่า มันไม่ต้องเหนื่อยเท่าคนหนุ่ม

ทำไมจึงไม่เหนื่อย?

เพราะคนหนุ่มนั้นต้องคิดการณ์ไกล ต้องใช้ความคิดหนักและมาก จึงเหนื่อย ส่วนคนแก่นั้นไม่ต้องคิดการณ์ไกลอะไรทั้งสิ้น คิดแต่การณ์ใกล้ๆ จึงไม่เหนื่อย

พูดกันง่ายๆ ถ้าคนหนุ่มคิดจะปลูกต้นไม้ ก็ต้องคิดปลูกต้นสัก ต้นยาง ต้นมะม่วง ต้นทุเรียน ซึ่งเป็นงานใหญ่เอาการ

ส่วนคนแก่นั้น ถ้าจะคิดปลูกต้นไม้ อย่างสูงก็ควรแค่ต้นมะละกอ อย่างต่ำก็แค่พริก มะเขือ เพราะเอาเมล็ดหย่อนลงที่ไหนมันก็ขึ้นง่าย พอทันได้กินผล อย่าคิดปลูกต้นไม้แบบคนหนุ่ม เพราะตัวเองจะอยู่ได้ไม่ทันมันผลิดอกออกผลขึ้นมา

คุณสมบัติคิดเอาเองก็แล้วกันว่า ปลูกมะม่วงกับปลูกมะเขืออย่างไหนมันเหนื่อยกว่ากัน? เพียงแค่คิดว่าจะปลูกอะไร มันก็เหนื่อยไม่เท่ากันอยู่แล้ว

ทีนี้หันมาดูชีวิตจริงๆ ก็เหมือนกัน อายุคุณสมบัติก็คืออายุของผมหารด้วยสอง คุณสมบัติเคยทำอะไรมาแล้วแค่ไหน ผมเคยทำมาหมดแล้ว และที่คุณสมบัติยังไม่เคยทำผมก็ทำมาแล้วอีกเท่าตัว (คือ37 ปี) ครึ่งหลังนี่แหละครับที่มันเหนื่อย

ครึ่งแรกนั้นมันไม่เหนื่อยเท่าไรนัก เพราะเป็นเด็กเสียเป็นส่วนมาก ตีเสียว่า25 ปี ตอนเป็นเด็กนั้นจะทำอะไรมักไม่ต้องคิด เพราะความคิดในตัวยังไม่งอกเงยพอที่จะคิดได้ หรือพอที่จะเอามาใช้ได้อย่างจริงจัง จะมาคิดการข้างหน้าข้างหลังก็ในช่วง 12ปี ก่อนที่จะอายุ 37 คือคิดมีลูกเมียตั้งครอบครัวเอาเมื่ออายุ 25 ปี

คุณสมบัติยังจำได้ไหมว่า คุณสมบัติบอกกับผมเองว่าอยากมีลูก เมื่อคุณสมบัติอายุได้ 25 ปี ผมยังเชียร์บอกว่าเอาเลยเอาเลย ทั้งที่ผมรู้ว่าคุณสมบัติชอบทำลูกมาตั้งแต่อายุ 17 แต่คุณก็ใช้วิธีต่างๆบ่ายเบี่ยงเสียไม่ให้มันมี พอคุณสมบัติมาบอกกับผมว่าอยากมีลูกตอนนี้ ผมจึงอนุโมทนาสาธุการและนับถือคุณสมบัติขึ้นอีกเยอะ

เพราะการอยากทำลูกนั้นมันเป็นอาการทางกาย ส่วนการอยากมีลูกนั้นมันเป็นอาการทางใจที่แสดงให้เห็นว่าใจนั้นไร้โรค และเป็นปกติเข้มแข็งน่านับถือ

ก่อนหน้านั้น เมื่อคุณสมบัติบอกผมว่าคุณสมบัติอยากบวช ผมก็นึกนับถือคุณสมบัติมาครั้งหนึ่งแล้ว ทั้งที่นึกอยู่ว่าคนที่บวชแล้วสึกออกมาเปะปะไม่เอาไหนก็มีถมไป แต่การมาบอกว่าอยากมีลูกอีกนั้น ทำให้เกิดความนับถือแน่นอนยิ่งขึ้นอีกเพราะแสดงให้เห็นว่า ใจนั้นพร้อมที่จะสร้างสรรค์และเสียสละ และที่สำคัญกว่าก็คือ พร้อมที่จะเหนื่อยมากๆ อย่างที่ผมได้เหนื่อยมาแล้ว

ผมจะรักหรือเกลียดคุณสมบัติก็ไม่รู้ละ! แต่ผมอยากให้คุณสมบัติต้องเหนื่อยเท่าผม หรือต้องมากกว่าผมในระยะเวลาอีก ๓๗ ปีต่อไป และเมื่อถึงตอนนั้น คุณสมบัติจะนึกถึงผมอย่างไรก็ช่างคุณ
.........................ฯลฯ...........................

นี่คือบทเริ่มต้นข้อเขียน ซึ่งน่าจะไม่เกิน๑๐เปอร์เซ็นต์ ของเรื่องราวอีก 90เปอร์เซ็นต์ ที่อาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชเขียนให้ผมอ่าน เอาไว้เมื่อ 33 ปีที่นับจากวันนั้นมาถึงปัจจุบัน

ข้อเขียนชิ้นนี้ชื่อ “ชรากถา” ซึ่งผมกลับมานั่งอ่านอีกครั้งในช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ในช่วงวัยที่อีกไม่กี่ปีข้างหน้า อายุของผมก็จะเท่ากับอาจารย์ของผมในขณะที่ท่านเขียนเรื่องนี้ออกมา

คำพูดที่อาจารย์ของผมบอกว่า “ เมื่อถึงตอนนั้น คุณสมบัติจะนึกถึงผมอย่างไรก็ช่างคุณ” นั้น ผมขอตอบว่า กำลังนึกถึงคำสอนทุกอย่างที่อาจารย์เคยสอนไว้ครับ

นึกถึงว่า คนเราควรจะรู้จักความแตกต่างของความหนุ่ม-ความแก่ ว่าประเด็นไหนคือความแน่ชัด(ที่สุดซึ่งเถียงไม่ได้)ของความแตกต่างกัน

รู้ว่า คนเรายังต้องพบกับความเหนื่อยในชีวิตอีกเยอะ ถ้าเรายังอยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกในโลก

คำสอนต่างๆที่ให้ข้อคิดอย่างนี้ ยังมีต่อไปอีกเยอะ ถ้าเราจะสนใจฟัง ‘สาระที่ไม่ดราม่า’อย่างนี้กันต่อไปอีก ซึ่งขึ้นอยู่กับความสนใจของผู้ฟังว่าจะมีหรือไม่เพียงใด

ในวัยที่เปลี่ยนข้างมาเป็น‘ชราชน’แล้วในวันนี้ ผมยังมีสาระที่ อ่าน-แล้วคิด-และพร้อม-ที่จะนำมาเล่าต่อได้อีกมาก ผู้อ่านท่านใดสนใจขอเชิญติดตามสัปดาห์หน้าครับ