"คิดว่าการต่อสู้ในการเลือกตั้งครั้งนี้คงจะดุเดือดไม่แพ้การเลือกตั้งที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าการเลือกตั้งรอบนี้อาจจะใช้เวลาหมดเวลาไปในการบริหารจัดการในพรรคมากกว่าที่จะไปสู้กันเพราะพลาดนิดเดียวถึงกับยุบพรรคเลย"

หมายเหตุ : "วราวุธ ศิลปอาชา" อดีต ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนาให้สัมภาษณ์พิเศษ "สยามรัฐ" ถึงบรรยากาศทางการเมืองที่เริ่มร้อนแรง เมื่อทุกฝ่ายเริ่มนับถอยหลังเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้ง สำหรับพรรคชาติไทยพัฒนาแล้ว ต้องยอมรับว่าเป็นอีกหนึ่งพรรคการเมืองที่มีสีสันและถูกจับตามาโดยตลอดในท่ามกลางความเข้มข้นทางการเมือง ที่ร้อนแรงกันมาตั้งปลายปี และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มดีกรีมากขึ้นจากนี้ไป

-มองบรรยากาศทางการเมืองเวลานี้อย่างไรบ้างมีปัจจัยอะไรที่ทำให้มีความเข้มข้นขึ้น
ช่วงนี้อาจเป็นไปได้ว่าใกล้จะถึงวันที่ 22 พ.ค.2561 ในการทำปฏิวัติรัฐประหารที่รัฐบาลบริหารครบเทอม 4 ปีพอดี ซึ่งตั้งแต่ผมจำได้มีรัฐบาลรักษาการหรือรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารอยู่ครบ 4 ปีคือรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และถ้าเป็นรัฐบาลปกติก็มีรัฐบาลเดียวคือรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรหลังจากนั้นไม่มีใครอยู่ครบ 4 ปี สอดคล้องกับนายกฯประกาศว่าจะให้มีการเลือกตั้งเดือน ก.พ. ปี 2562 อาจทำให้หลายฝ่ายออกมาขยับ รวมทั้งรัฐบาลเปิดโอกาสให้จดทะเบียนพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้น ทำให้คนต่างๆ ไหลเข้ามา ทำให้เกิดกระแส ทำให้การเมืองร้อนแรง และเปิดตัวกันมากขึ้น

-เหตุใดคนสนใจการเมืองมากขึ้น จะเห็นได้จากที่มีกลุ่มการเมืองไปจดทะเบียนพรรคกันเป็นจำนวนมาก เพราะกฎกติกาเข้มทำให้การเมืองโปร่งใสเป็นธรรมหรือไม่
4 ปีที่ผ่านมาคนหลายวงการ และคนหนุ่มสาวมีความคิดอ่านทางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลเปิดโอกาส ใครที่มีแนวคิด มีอุดมคติต่างๆ ก็จะเสนอตัวมาเป็นกระบอกเสียงประชาชนมากขึ้น แต่คงไม่ใช่เพราะกฎกติกาใหม่ เนื่องจากการตั้งพรรคการเมือง และการดำรงอยู่ของพรรคการเมืองตามกฎหมายใหม่เป็นสิ่งที่ยาก คิดว่าคงเป็นกระแสสังคมทำให้คนตื่นตัวทางการเมืองมากกว่า

-โอกาสในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นของใครระหว่างพรรคใหม่ และพรรคเก่า
การเลือกตั้งครั้งหน้าสิ่งที่เป็นตัวแปร และคาดหวังเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก จะเป็นคนกลุ่มGen Y (Generation Y) ที่มีอายุ 20 ต้นๆ 26-27 หรือตั้งแต่อายุ 18-20 ปีที่ไม่เคยมีโอกาสผ่านการใช้สิทธิการเลือกตั้งจริงมาเลย 8-10 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นคนกลุ่มนี้ คนรุ่นใหม่จะได้ใช้สิทธิของตัวเองไปกำหนดชะตาชีวิตของประเทศ จึงคาดเดาลำบากว่ามีความคิดความอ่านทางการเมืองอย่างไร

ดังนั้นการที่จะนำเสนอนโยบายต่างๆ จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะคนกลุ่มนี้ชอบของใหม่ๆ ชอบอะไรที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว มีความเป็นตัวของตัวเองเพราะฉะนั้นการที่จะนำเสนอนโยบายให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นพรรคการเมืองเก่าหรือพรรคการเมืองใหม่ ดังนั้นพรรคที่จะช่วงชิงได้ต้องปรับนโยบาย หรือแนวความคิดให้เข้ากับยุคสมัยของคนที่จะมาลงคะแนนได้ ถ้าหากเป็นพรรคการเมืองเดิมแต่สามารถปรับระบบความคิด ปรับกระบวนการการทำงานได้ก็จะสามารถช่วงชิงฐานเสียง และได้เปรียบพรรคอื่นๆ ได้เช่นกัน หรือในทางกลับกันหากพรรคใหม่มีแนวทางการทำงานเหมือนรุ่นเก่าๆก็จะไม่ได้คะแนนเสียงตรงนี้ เพราะฉะนั้นพรรคใหม่ หรือพรรคเก่า ไม่ใช่ตัวตัดสินแนวคิด แต่เป็นตัวนโยบายที่จะเสนอให้ประชาชนเลือกมากกว่า

-พรรคชาติไทยพัฒนาในวันที่ไม่มีคุณบรรหารศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นโยบายของพรรคจะเน้นหรือชูอะไรเพื่อให้โดนใจกลุ่ม Gen Y
ผมคิดว่าคนอย่างนายบรรหาร คงหาไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นการทำงานของพรรคจะทำงานเป็นองค์กรหรือกลุ่มคนในการทำงาน คนรุ่นใหม่ หรือคนรุ่นเดิมของพรรคเราต้องอาศัยการทำงานร่วมกัน ผสมผสานกัน เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ต้องมีคลังข้อมูล คนรุ่นใหม่มีความคิดแปลกใหม่ แต่บางครั้งประวัติศาสตร์จะเป็นตัวชี้ให้เห็นว่าถ้าออกมาอย่างนี้กระแสตอบรับจะเป็นอย่างไร ดังนั้นคนหนุ่มที่มาทำงานก็มีแนวคิดนโยบายอย่างนั้นอย่างนี้ คิดจะทำอย่างนี้ และอยากจะเป็นอย่างนั้น ก็ต้องไปหารือกับผู้ใหญ่ในพรรคว่าเป็นไปได้ไหม มีข้อจำกัดอยู่ตรงไหน ที่ผ่านมาเคยทำไหม และทำแล้วสำเร็จหรือไม่
การผสมผสานระหว่างผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคกับทีมงานคนหนุ่มในพรรค ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นหัวใจสำคัญ อาจจะไม่หวือหวา หรือไม่วี้ดว้าว แต่เน้นความมั่นคงในการทำงาน และความเป็นไปได้ เราไม่ต้องการสิ่งที่เป็นแบบไฟไหม้ฟาง

-การกำหนดนโยบายพรรคอาจมีข้อจำกัด เพราะกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเป็นเครื่องมือควบคุม
มีพอสมควร เพราะการวางนโยบายใหญ่ๆต้องคำนึงถึงงบประมาณว่าจะนำมาจากไหน ผลตอบรับจะเป็นอย่างไร หากพูดในเชิงการลงทุนต้องคำนึงถึงปัจจัยความเสี่ยงว่าเอาเงินมาจากไหน เพราะที่ผ่านมาการเมืองไทยไม่เคยมีมาก่อน ถือเป็นมิติใหม่ที่ต้องอาศัยความอดทน และใช้เวลาในการสังเคราะห์นโยบายที่จะออกมา แถมยังมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีกำหนดไว้ แต่ก็ยังดีให้ปรับแผนทุก 5 ปี แต่ผมคิดว่ายังช้าเกินไปเพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกปี หรือทุกเดือน

-มองว่ากฎ กติกาของรัฐธรรมนูญเข้มงวดจะเป็นอุปสรรคในการทำงานทางการเมืองหรือไม่
รัฐธรรมนูญที่เขียนใหม่ค่อนข้างจำกัดการทำงานของฝ่ายการเมืองพอสมควร เคยพูดแล้วว่าบ้านเราระบบการเมืองไทยแปลก คนร่างไม่เคยเป็นคนลงมาทำงานการเมืองจริงๆ และคนที่ทำงานจริงไม่เคยร่าง เพราะฉะนั้นคนร่างก็จะไม่รู้ข้อจำกัดทางการเมืองจริงๆ เพราะการลงพื้นที่หาเสียงกับชาวบ้านแต่ละภาคแต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน ข้อจำกัดไม่ง่ายเลย

โดยเฉพาะการหาสมาชิกไม่ใช่สิ่งที่ง่าย คนเขียนก็เขียนไปไม่เคยลงมือทำจริง ถ้าคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์แล้วมานั่งคิดมาร่างกติกา เหมือนคนเขียนกติกาฟุตบอลล้วนแล้วแต่เคยเล่นฟุตบอลมา ไม่เช่นนั้นจะเข้าใจเกมได้อย่างไร ถ้าเอาคนที่ไม่มีประสบการณ์มาก็จะไม่รู้ว่าลูกออฟไซด์ ลูกไหนต้องเป็นลูกโทษได้อย่างไร แต่นี่คือลักษณะของการเมืองไทยที่เป็นมานานแล้ว เพราะฉะนั้นในฐานะที่เป็นนักการเมืองก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กันให้ได้

-เมื่อการเมืองมีปัญหาการเขียนกฎกติกาจะเข้มมากขึ้น เพื่อให้การเมืองบริสุทธิ์ยุติธรรม
การเขียนกฎแน่นไปก็จะมีช่องว่างเกิดขึ้นเหมือนเรากำมือก็จะมีช่อง ที่ผ่านมานักการเมืองไทยถูกประณามว่าเป็นคนไม่ดี เป็นผู้ร้าย แต่ในทางกลับกัน ส.ส.เป็นผู้แทนของราษฎร สมมติว่าเรามีส้มอยู่ชะลอมหนึ่ง หากปิดตาหยิบก็ต้องได้ส้ม หรือมีมะม่วงตะกร้าหนึ่งก็ต้องหยิบได้ลูกมะม่วง เพราะประชากรของไทยยังเป็นชาวไร่ชาวนาเป็นเกษตรกร ถ้าจะหยิบตัวแทนมาคงไม่ได้ดอกเตอร์ ส่วนผมจบเมืองนอกถ้าไม่ใช่ลูกนายบรรหาร ก็ไม่มีโอกาสสอบได้

ในเมื่อประชากรส่วนใหญ่เป็นแบบนี้คุณจะได้ผู้แทนฯ ได้แบบไหน บางคนถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าพ่อบ้าง ก็ต้องไปดูว่าในพื้นที่ลักษณะความเป็นอยู่ของเขาเป็นอย่างไร ถ้าหากพื้นที่เป็นเจ้าพ่อไป เลือกผู้แทนฯมา จะได้พระก็คงไม่ใช่ ก็ต้องเป็นผู้แทนฯ ของคนกลุ่มนั้นเข้ามา มาตรฐานของนักการเมืองไทยก็จะสะท้อนให้เห็นถึงความคิดความต้องการของประชาชนในประเทศจริงๆ

ดังนั้นผมคิดว่าถ้าต้องการที่จะเปลี่ยนหรือยกระดับมาตรฐานของนักการเมืองไทยต้องเริ่มแก้ที่การศึกษาไทย ทำให้เด็กค่อยๆโตขึ้นมา และซึมซับการเมืองไทยว่าเราไปลงคะแนน และการซื้อสิทธิขายเสียงมีความสำคัญอย่างไร อาจจะฟังดูโลกสวย หากไม่เริ่มต้นวันนี้ก็จะไม่มีจุดเริ่ม ดังนั้นการทำงานในพื้นที่ยิ่งเขียนกฎให้แน่น คนที่โดนคุมยิ่งไร้ประสิทธิภาพ

ถ้าไปดูในสหรัฐฯ และในยุโรปกฎระเบียบไม่ได้เข้มงวดขนาดนี้ แต่คนของเขามีวินัยในการทำงานทำการเมือง กฎระเบียบไม่จำเป็นต้องเข้มข้น เพราะจิตสำนึกเขามีในตัวอยู่แล้ว ส่วนของเรากฎกติกาเข้มข้นก็แปลว่าจิตสำนึกในตัวของเรายังมีไม่พอ ก็ค่อยๆ มายกระดับมาตรฐานความคิดของคนในชาติหรือพัฒนาศักยภาพของคนในชาติก่อน เพื่อที่จะได้นักการเมืองที่มีคุณภาพ

-ในการเลือกตั้งครั้งหน้าโฉมหน้าทางการเมืองใหม่จะเป็นอย่างไร พรรคใหม่มีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่
ต้องดูว่าพรรคใหม่ใหญ่ขนาดไหน สามารถขยายปีก ขยายสาขาไปในทุกพื้นที่ได้มากน้อยแค่ไหน สมัยก่อนบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เลือกคน และพรรคถ้าไม่ส่ง ส.ส.เขตก็ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้มีบัตรใบเดียว จะได้คะแนน ส.ส.ต้องส่งผู้สมัครลงในเขตนั้นไม่ว่า จะสอบได้หรือสอบตก ถ้าอยากจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 10-20 คนต้องส่งผู้สมัครอย่างน้อย 50-100 เขต แต่การจะส่งผู้สมัครแต่ละเขตก็มีข้อจำกัดอีกว่าต้องทำไพรมารีในจังหวัด

เพราะฉะนั้นกลไกอย่างนี้ถ้าเป็นพรรคเล็ก ปีกกล้าขาแข็งน้อยก็จะทำได้ลำบาก แต่ถ้าเป็นพรรคใหญ่ก็จะมีโอกาสขยายปีก การได้เปรียบเสียเปรียบจะอยู่ตรงนี้ ถ้าส่งลงทั้ง 350 เขตต้องทำไพรมารี ทุกจังหวัด เพื่อให้สมาชิกเลือกคนที่จะมาสมัครของพรรคขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องง่าย สหรัฐทำระบบไพรมารี่ แต่เขาก็ทำมาร้อยๆ ปี ส่วนเราปีนี้จะทำครั้งแรก หรือแม้แต่ ส.ส.บัญชีรายชื่อใครจะอยู่ลำดับ 1, 2, 3 เดิมกรรมการบริหารพรรคจะเลือกเอง

แต่วันนี้ไม่ใช่ แต่ต้องส่งรายชื่อทั้งหมดไปให้สมาชิกพรรคทั่วประเทศลงคะแนนว่าเขาต้องการใครอยู่ในลำดับ 1, 2, 3 ซึ่งก็แปลกหรือน่าจะเป็นประเด็นและเหนื่อยก็คือ นายกฯ จะมาเป็นปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคต้องทำให้สมาชิกพรรคทั่วประเทศรู้จัก เขาถึงจะลงคะแนนให้

ดังนั้นการจัดระเบียบบัญชีรายชื่อ ส.ส.ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนโยบายพรรคเลย แค่อธิบายกลไกการลงคะแนนการนับคะแนน และรับสมัคร ส.ส.ระบบเขต และบัญชีรายชื่อ ให้ชาวบ้านฟังก็หมดเวลาแล้ว บ้านเราชอบมีนโยบายอะไร และกลวิธีใหม่ๆ ออกมาตลอดเวลา ก็ค่อยๆ แก้กันไป

-การต่อสู้ในการเลือกตั้งจะดุเดือดหรือไม่
คิดว่าการต่อสู้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คงจะดุเดือดไม่แพ้การเลือกตั้งที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าการเลือกตั้งรอบนี้อาจจะใช้เวลาหมดเวลาไปในการบริหารจัดการในพรรคมากกว่าที่จะไปสู้กัน เพราะพลาดนิดเดียวถึงกับยุบพรรคเลย เช่นการชำระค่าสมาชิกพรรคแทนกัน ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งหน้าดุเดือด แต่ความเข้มข้นอาจจะไม่เหมือนหลายๆ ครั้ง เพราะแต่ละพรรคก็ต้องเฝ้าระวังกลไกในการเลือกตั้งของตัวเองวุ่นวายทุกพรรค พรรคยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งวุ่นวาย พอเล็กศักยภาพก็ไม่ถึง

-ประเมินคู่ต่อสู้พรรคเก่าหรือพรรคใหม่น่ากลัวกว่ากัน
น่ากลัวคนละแบบ พรรคเก่าก็จะมี ส.ส.เดิมในพื้นที่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการจะไปชิงตำแหน่งแชมป์ไม่ใช่เรื่องง่าย ขณะเดียวกันพรรคใหม่ที่เกิดขึ้นก็จะมีความสดใหม่เข้ามา จะดึงดูดคนกลุ่ม Gen y Gen Z เพราะฉะนั้นความน่ากลัวของคู่ต่อสู้ก็จะแตกต่างกันไป แต่ถึงจะน่ากลัวขนาดไหนเราก็ต้องสู้กันไป ผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรก็ต้องยอมรับว่ารัฐบาลชุดใหม่ และฝ่ายค้านจะมีหน้าตาอย่างไร

-วันนี้จุดยืนของพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นอย่างไร
พรรคชาติไทยพัฒนาจะเป็นฝ่ายค้าน หรือรัฐบาล ประชาชนจะป็นผู้ตัดสินใจ ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลเป็นเกมตัวเลขอย่างเดียว คือ 1+2+4 หรือ1+5+6 แต่ 1+2 เป็นไปไม่ได้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย การที่รัฐบาลจะมีเสถียรภาพและมั่นคงส.ส. ควรจะเกิน 300 เสียงในการบริหารประเทศเพราะหากมี 300 คนหักคนที่ไปเป็นรัฐมนตรี นายกฯจะหายไป 20-30 พอถึงเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจกฎหมายการเงินที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ หรือ พ.ร.บ.งบประมาณ ก็จะยุ่งเลย ฉะนั้นก็ต้องระวังให้ดี ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนาเราเคยเป็นผู้นำฝ่ายค้าน เคยจัดตั้งรัฐบาล จุดยืนเราพร้อมทำงานในสภาผู้แทนราษฎร จะนั่งอยู่ฝากไหนของสภาก็ได้ทั้งนั้น

-หลายฝ่ายหวั่นไหวการเลือกตั้งอาจถูกเลื่อนออกไปอีกยาวไกล จะมีผลกระทบหรือไม่
ผมยังเชื่อมั่นในสิ่งที่นายกฯ ได้พูดไว้ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ. 2562 ก็จะ 5 ปีพอดีส่วนผลกระทบมีแน่ ก็จะมีกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองทวงสัญญากับรัฐบาล ที่สำคัญอยู่ที่ความมั่นใจของคนหลายๆ กลุ่มทั้งใน และนอกประเทศ กับรัฐบาลจะมีมากน้อยแค่ไหน แต่ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็เป็นสิ่งไม่ดี ถ้ามีผลกระทบมากคนก็จะลดความน่าเชื่อถือรัฐบาล หากกระทบน้อยแสดงว่า คนไม่สนใจการเมือง คือไม่ดีทั้งสองอย่าง

วันนี้ผมก็ยังเชื่อมั่นว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนก.พ.2562 ถ้าเป็นนักกีฬาเมื่อกติกาออกมาแล้วและยังไม่เปลี่ยนเราก็ยังเชื่อมั่นในกติกาเดิม ส่วนปัจจัยที่จะทำให้กติกาเปลี่ยนนั้นคิดไม่ออกว่าจะเกิดจากสาเหตุอะไร เพราะความสงบในประเทศรัฐบาลดูแลได้สงบเรียบร้อย ตอบไม่ได้เพราะนอกเหนือความคาดเดา

เรื่อง : ชนิดา สระแก้ว
ภาพ : ณวพงศ์ ม่วงศิริธรรม