ทวี สุรฤทธิกุล

เลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้น่าจะ “เลอะเทอะ” มากๆ

พรรคการเมืองจะกลายเป็น “คณะจำอวด” และนักการเมืองจะกลายเป็น “ตัวตลก” ให้ชาวบ้านหัวเราะกันไปทั้งเมือง ดังที่เราได้เห็นการเปิดตัวของพรรคการเมืองบางพรรคที่พยายาม “โชว์ออฟ” ให้เป็นไปในทำนองดังกล่าว รวมทั้งที่มีบางท่านตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเป็นความตั้งใจของผู้มีอำนาจเองที่ต้องการจะให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีลักษณะ “ชวนหัว” แบบที่ท่านผู้นำพยายามจะสร้างมุกต่างๆ ให้เข้ากันกับบรรยากาศนี้

คณะจำอวดคณะใหญ่ที่กำลังจะตั้งขึ้นก็คือ “พรรคประชารัฐ” ที่มีข่าวว่านายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบันกำลังทาบทามนักการเมืองในกลุ่มต่างๆ เขามาร่วม ซึ่งความเป็นจำอวดของพรรคประชารัฐไม่ได้อยู่ที่นักการเมืองที่จะเข้ามาร่วมนั้นแต่อย่างใด แต่อยู่ที่ “วิธีการ” ในการจัดตั้งพรรคและวิธีที่จะบริหารพรรคนั้น “ให้อยู่รอด” ต่อไปมากกว่า

แนวคิดในการจัดตั้งพรรคเพื่อให้มาสนับสนุนผู้มีอำนาจนั้นไม่ใช่ของใหม่ ซึ่งในสมัยก่อนทหารที่ครองอำนาจอยู่แล้วนั้นจะเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด ทั้งพรรคเสรีมนังคศิลาและพรรคชาติสังคมในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม และพรรคสหประชาไทยในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร ต่อมาในสมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ก็มีเทคนิคใหม่คือการใช้ “หน้าม้า” (ที่เรียกกันในสมัยนี้ว่า “นอมินี”) จากกลุ่มการเมืองต่างๆ (การเลือกตั้งใน พ.ศ. 2522 ไม่บังคับให้สังกัดพรรคการเมือง)เข้ามาสนับสนุน จากนั้นในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ช่วง พ.ศ. 2523 ถึง 2530 ก็ใช้พรรคต่างๆ ที่มีอยู่แล้วเข้ามาเป็นฐานในการค้ำจุนอำนาจโดยไม่ต้องพรรคการเมือง แต่พอในสมัย รสช. ใน พ.ศ. 2535 ก็หันมาใช้บริการของพรรคการเมืองอีก โดยการรวมตัวของนักการเมืองกลุ่มใหญ่ตั้งขึ้นเป็นพรรคสามัคคีธรรม ซึ่งก็คล้ายๆ กันกับที่นายสมคิดกำลังจะคิดทำอยู่นี้

ใน พ.ศ. 2535 มีการแบ่งนักการเมืองออกเป็น2กลุ่ม คือ “พรรคเทพ” กับ “พรรคมาร” โดยที่กลุ่มที่ไปรวมกันเป็นพรรคสามัคคีธรรมนั้นถูกเรียกว่าเป็นพรรคมาร ซึ่งก็ชนะการเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมาก จากนั้นก็เสนอให้พลเอกสุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี (แบบไม่ต้องซับซ้อนยุ่งยากเหมือนกับที่กำลังจะเกิดขึ้นกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในโอกาสข้างหน้านี้) แต่ทันทีที่พลเอกสุจินดาขึ้นเป็นนายกฯก็ถูกคัดค้านจากพวกพรรคเทพ ที่นำโดยพรรคพลังธรรมของพลตรีจำลอง ศรีเมือง กับพรรคความหวังใหม่ที่นำโดยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ (สังเกตให้ดีจะเห็นว่าเป็นนายทหารรุ่นน้องและรุ่นพี่ของพลเอกสุจินดาทั้งสองคน) จนนำมาซึ่งเหตุความรุนแรงในเดือนพฤษภาคมปีนั้น ที่จบลงด้วยการนองเลือดและความร้าวฉานครั้งใหญ่ในสังคม ไม่เฉพาะแต่ในหมู่นายทหาร แต่รวมถึงหมู่ผู้เลือกตั้งที่ถูกแบ่งเป็น “พวกเลือกมาร” กับ “พวกเลือกเทพ” (อันเป็นที่มาของแนวคิดสองนคราประชาธิปไตยของท่านอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ คือความแตกต่างในการแสดงออกทางการเมืองของคนในเมืองกับคนในชนบท รวมถึง “กีฬาสี” ในช่วงตั้งแต่ พ.ศ. 2548มาจนถึงปัจจุบันนี้) ที่ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศ “สองฟ้าหนึ่งแผ่นดิน” มาจนถึงทุกวันนี้

ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าพรรคประชารัฐที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีอันเป็นไปในแบบเดียวกันกับพรรคสามัคคีธรรมเมื่อ 26 ปีที่แล้วหรือไม่ เพราะบริบทหรือองค์ประกอบบางอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปบ้าง โดยเฉพาะตัวผู้ก่อตั้งคือนายสมคิดน่าจะไม่ใช่ “พวกมาร” หรือนักการเมืองน้ำเน่าประวัติไม่ดี แต่มีภาพของนักบริหารมืออาชีพที่ไม่ยึดติดใน “นาย” คนใด ที่ยอมให้บริการกับทุกนายที่มองเห็นฝีมือ นอกจากนี้พลเอกประยุทธ์ก็ไม่ได้พึ่งแต่พรรคของนายสมคิดนี้แต่เพียงกลุ่มเดียว แต่ยังมีพรรคอื่นๆ ที่พร้อมจะเข้ามาสวามิภักดิ์เพื่อร่วม “ลิ้มเลีย” สะเก็ดอำนาจเหล่านั้นด้วย ที่สำคัญก็คือ “พรรควุฒิสภา” ที่ทหารควบคุมไว้ทั้งสภาก็คือกลุ่มการเมืองที่จะคุ้มครองเป็น “เปลือกหอย” ให้แก่รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ได้พอสมควร

หรือหากจะมองไปหลังเลือกตั้งว่า รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์อาจจะมีผู้คนกลุ่มต่างๆ ออกมาต่อต้านเหมือนพลเอกสุจินดาหรือไม่ หากมองไปในกลุ่มทหารที่ในสมัยพลเอกสุจินดาเคยถูกนายทหารทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องรุมล้อมกินโต๊ะ ก็ยังไม่พบว่าพลเอกประยุทธ์จะอยู่ในฐานะล่อแหลมเช่นนั้น (ที่อาจจะเป็นด้วยการวางหมากของ “พี่ใหญ่” ที่ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างฟื้นฟูสุขภาพรักษาเส้นเลือดหัวใจ) แต่ระบบราชการทหารก็มีปัญหาได้เสมอถ้าผลประโยชน์ไม่ลงตัว(หรือ “พี่ใหญ่”ไม่แข็งแรงพอ) ส่วนกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่ก็เห็นจะมีพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นแกนหลัก ซึ่งสองพรรคนี้ก็ไม่สามารถรวมกันได้ จึงไม่อาจจะเข้ามาโค่นล้มรัฐบาลได้เหมือนการจับมือกันของพรรคพลังธรรมกับพรรคความหวังใหม่ในอดีต

สุดท้ายหากมองไปที่กลุ่มประชาชน อาจจะเป็นโชคดีของพลเอกประยุทธ์ที่ประชาชนยังไม่ได้สมานสามัคคีกันมากนัก โดยเฉพาะในกลุ่มที่สนับสนุนพรรคที่ต่อต้านทหารอย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ซึ่งก็จะทำให้ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรมีความอ่อนแอ แต่ที่สำคัญคือความกระจัดกระจายของการรวมกลุ่มกันเพื่อต่อต้านรัฐบาลทหารของผู้เลือกตั้งเหล่านั้นก็จะอ่อนแอตามไปด้วย ดังนั้นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่นำโดยพลเอกประยุทธ์น่าจะมีความมั่นคงแข็งแรงไปได้อีกสักระยะ ขอเพียงแต่ให้ช่วยคิดสร้างสรรค์พัฒนาประเทศชาติให้มาก อย่าเอาแต่สร้างสีสัน สรวลเสเฮฮา หรือร่วมแสดงตลกไปกับนักการเมืองเหล่านั้น

สงกรานต์นี้จึงยังไม่ใช่งานรื่นเริงครั้งสุดท้ายของคนไทย