“ทรัมป์”โวประสบความสำเร็จยิงถล่มซีเรีย ก่อนขู่โจมตีซ้ำ หากยังดื้อใช้อาวุธเคมีปราบกบฏ ด้านยูเอ็นเอสซีปัดมอสโกร้องประณามสหรัฐฯ ขณะที่ ม็อบชาวลุงแซมท้วงสงครามที่หน้าทำเนียบขาว ส่วนการเมืองผู้ดีส่อระอุหลังฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นถกในสภาวันจันทร์นี้ ซัดนายกฯหญิง “เมย์” ตัดสินใจร่วมถล่มซีเรียโดยไม่ผ่านสภาก่อน

กรณีความคืบหน้าเหตุพันธมิตรสามชาติมหาอำนาจตะวันตก ได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส ยิงขีปนาวุธจำนวนถึง 105 ลูก โจมตีศูนย์โครงการพัฒนาอาวุธเคมีของประเทศซีเรีย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตบาร์เซห์ กรุงดามัสกัส และที่เมืองฮอมส์ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้กองทัพรัฐบาลซีเรีย ใช้อาวุธเคมีโจมตีพลเรือนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในย่านดูมา เขตกูตาตะวันออก ชานกรุงดามัสกัส เมื่อช่วงต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา

ล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้เปิดเผยถึงกรณีข้างต้นผ่านทางทวิตเตอร์ ความว่า ปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

พร้อมกันนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ข่มขู่ด้วยว่า สหรัฐฯ ได้ล็อกเป้าหมายและเตรียมการในปฏิบัติการยิงโจมตีด้วยขีปนาวุธในครั้งต่อไปแก่ซีเรียอีกด้วย ถ้าหากซีเรียยังคงใช้อาวุธเคมีโจมตีพลเรือนอีก

นอกจากนี้ พล.ท.เคนเนธ แม็คเคนซี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ระบุว่า การโจมตีย่านบาร์เซห์ ในกรุงดามัสกัส ถือเป็นการทำลายหัวใจสำคัญของโครงการอาวุธเคมีของซีเรีย

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีองค์ประกอบอื่นของโครงการฯ คาดว่ายังไม่ถูกทำลาย จึงไม่อาจรับรองได้ว่ารัฐบาลซีเรียจะไม่โจมตีด้วยอาวุธเคมีอีกในอนาคต

รายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังจากปฏิบัติการโจมตีของ 3 ชาติพันธมิตรมหาอำนาจตะวันตก ผ่านพ้นไป 10 ชั่วโมง ปรากฏว่า อาคารของศูนย์โครงการพัฒนาอาวุธเคมีของซีเรีย ได้รับความเสียหายจนเหลือแต่ซากจำนวน 5 หลัง แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ทางการซีเรีย ออกมาเปิดเผยว่า การโจมตีไม่ได้สร้างความสูญเสียให้แก่ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด และยังระบุด้วยว่า พื้นที่ที่ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีดังกล่าว ได้รับคำเตือนจากรัสเซีย ซึ่งเป็นชาติพันธมิตรของซีเรีย จึงได้อพยพผู้คนออกจากพื้นที่ก่อนล่วงหน้าหลายวันก่อนถูกโจมตี ส่งผลให้ไม่มีผู้เสียชีวิตจากการถูกโจมตีครั้งนี้

ขณะที่ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ซึ่งจัดประชุมฉุกเฉินที่สำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติ หรือยูเอ็น มหานครนิวยอร์ รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐฯ เพื่อพิจารณาถึงเหตุโจมตีซีเรีย ปรากฏว่า ที่ประชุมฯ ได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องของรัสเซีย หนึ่งในชาติสมาชิกแบบถาวรของยูเอ็นเอสซี ที่เสนอญัตติให้ประณามต่อสามชาติพันธมิตรมหาอำนาจตะวันตก จากการที่มีปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้ โดยทางรัสเซีย ระบุว่า ถือเป็นปฏิบัติการแทรกแซงภายในซีเรีย โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ที่ประชุมของเหล่าชาติสมาชิกยูเอ็นเอสซีลงมติด้วยเสียงส่วนใหญ่ ในการปฏิเสธข้อเรียกร้องของรัสเซียข้างต้น มีเพียงจีนแผ่นดินใหญ่ โบลิเวีย และรัสเซียเจ้าของญัตติเท่านั้น ที่ลงมติเห็นชอบ

รายงานข่าวระบุถึงการตอบโต้ระหว่างนายวาสซิลี เนเบนซียา ทูตรัสเซียประจำยูเอ็น กับนางนิกกี ฮาเลย์ ทูตสหรัฐฯ ประจำยูเอ็นด้วยว่า ทูตรัสเซียประจำยูเอ็น ได้หยิบยกเอาถ้อยแถลงของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่ประณามต่อสหรัฐฯ และเหล่าชาติพันธมิตรมหาอำนาจตะวันตกว่า ปฏิบัติการโจมตีอย่างไร้ความยุติธรรม โดยไม่ยอมรอคอยผลการตรวจสอบที่แน่ชัดรัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีโจมตีพลเรือนจริงหรือไม่ และละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่ นางฮาเลย์ ตอบโต้ว่า ปฏิบัติการโจมตีเป็นไปอย่างยุติธรรม มีความเหมาะสม และชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ

ทางด้าน ปฏิกิริยาต่างๆ ที่มีต่อการโจมตีซีเรียครั้งนี้ ปรากฏว่า ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐฯ ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุม รวมตัวที่บริเวณด้านหน้าทำเนียบขาว เพื่อประท้วงต่อปฏิบัติการโจมตีข้างต้น พร้อมชูป้ายต่อต้าน ข้อความว่า “ไม่เอาสงครามสหรัฐฯ ในซีเรีย” และ “อย่ายุ่งกับซีเรีย” ตลอดจนประท้วงต่อประธานาธิบดีทรัมป์ โดยระบุว่า ทรัมป์เป็นอาชญากรสงคราม เป็นอาทิ

ด้านสถานการณ์ในอังกฤษ หนึ่งในชาติพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ปรากฏว่า นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีหญิงของอังกฤษ เตรียมเผชิญหน้ากับบรรดาฝ่ายค้านที่จะเปิดให้มีการอภิปรายในรัฐสภาอังกฤษ วันจันทร์นี้ โดยฝ่ายค้าน ซึ่งนำโดยนายเจเรมี คอร์บิน หัวหน้าพรรคแรงงาน ระบุว่า นางเมย์ได้ตัดสินใจโจมตีซีเรีย โดยไม่ยอมผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน พร้อมกันนี้ นายคอร์บิน ก็ได้นำมวลชนของกลุ่ม “สต็อป เดอะ วอร์ (Stop The War : ยุติสงคราม)” ที่เขาเป็นประธานกลุ่ม ไปรวมตัวประท้วงที่หน้าอาคารรัฐสภาด้วย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา นางเมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ และหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม กล่าวว่า ปฏิบัติการโจมตีซีเรียที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม และกระทำไปด้วยมุ่งผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก