กลับมาเป็นประเด็นให้บรรดาชาติผู้นำทั่วโลก โดยเฉพาะมหาอำนาจตะวันตก ได้ออกโรงประสานเสียงตำหนิประณามกันอีกคำรบ

สำหรับ “สงครามกลางเมืองซีเรีย” ที่ฉากการประหัตถ์ประหารล่าสุด ถึงขั้นที่ “กองทัพรัฐบาลดามัสกัส” ภายใต้การนำของ “ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด” จัดหนัก จัดเต็ม ใน “ยุทธเวหา” ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยการ “ทิ้งบอมบ์” เข้าใส่พื้นที่ในย่าน “ดูมา (Douma)” หรือ “ดัมมา” ในบางสำเนียง ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งในเขต “กูตาตะวันออก” ชานกรุงดามัสกัส เมืองหลวงของซีเรีย จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

ลำพังการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ หรือยุทธเวหา เข้าใส่พื้นที่เป้าหมายที่ส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนพลเรือน ก็ได้รับเสียงตำหนิประณามหนักพออยู่แล้ว

แต่ทว่า อาวุธที่ทิ้งบอมบ์ลงมาในครั้งนี้ กลับเป็น “อาวุธเคมี” ที่หลายชาติต่างแสดงความเดียดฉันท์ และถือเป็นเรื่องต้องห้ามกันแทบจะถ้วนหน้า ก็ยิ่งพาให้เสียงก่นประณามไปยังรัฐบาลดามัสกัสของประธานาธิบดีอัสซาด ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

กอปรกับจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ที่มากมายก่ายกอง ตามการเปิดเผยของ “องค์กรหมวกกันน็อกสีขาวกู้ชีพ” หรือ “ดับเบิลยูเอชอาร์โอ” พร้อมด้วย “องค์กรสหภาพการแพทย์และองค์กรบรรเทาทุกข์นานาชาติ” หรือ “ยูโอเอสเอสเอ็ม” ระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตมีมากถึง 150 ราย ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นเด็ก และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกนับพันราย ซึ่งในจำนวนนี้มีอาการหนักหนาสาหัสสากรรจ์ จนพร้อมที่จะสิ้นลมอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็อาจไปเพิ่มตัวเลขของผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการโจมตีด้วยอาวุธเคมีครั้งนี้กันได้ทุกเมื่อ

ที่มาที่ไปอันทำให้กองทัพรัฐบาลดามัสกัส ต้องใช้ “ทางลัด” เร่งปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ด้วย “อาวุธเคมี” แบบ “ไม่สน” เสียงตำหนิประณามจกกนานาชาติหนนี้ ก็เพราะรัฐบาลของประธานาธิบดีอัสซาด หมายมั่นปั้นมือ จะเผด็จศึกให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดต่อกลุ่ม “จาอิช อัล-อิสลาม” หนึ่งในกลุ่มกบฏ หรือฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ที่เคลื่อนไหวในเขตกูตาตะวันออก ซึ่งพื้นที่ “ดูมา” ก็ถือว่าเป็นที่มั่นสุดท้ายของพวกเขาในเขตกูตาตะวันออก สำหรับเป็นยุทธภูมิต่อกรกับกองทัพรัฐบาลของประธานาธิบดีอัสซาด กอปรกับก่อนหน้าได้เกิดเหตุกลุ่มจาอิชฯ ออกปฏิบัติการโจมตีต่อกองทัพรัฐบาลซีเรีย ซึ่งทางรัฐบาลดามัสกัส ถือว่า เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวของ “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ” หรือ “ยูเอ็นเอสซี” เป็นเวลา 30 วัน ในเขตกูตาตะวันออก เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และอพยพประชาชนออกจากเขตกูตาตะวันออก พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้น ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศจากรัฐบาลดามัสกัส จึงบังเกิดขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียม ทั้งนี้ ก็มีรายงานด้วยว่า ภายในกลุ่มจาอิชฯ บางส่วนนั้น ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวด้วยเหมือนกัน

ว่ากันถึงอาวุธเคมีที่กองทัพรัฐบาลซีเรีย ใช้ล้างผลาญชีวิตผู้คนครั้งนี้ ตามการเปิดเผยของ “ดับเบิลยูเอชอาร์โอ” และ “ยูโอเอสเอสเอ็ม” ระบุว่า อาจเป็น “ก๊าซพิษซาริน” โดยมีหลักฐานจากการเข้าไปช่วยเหลือกู้ภัยในพื้นที่การโจมตีข้างต้น ซึ่งผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ที่ได้รับบาดเจ็บ ล้มป่วย มีอาการหายใจติดขัด อาเจียน และมีน้ำลายฟูมปาก ตลอดจนตามร่างกายมีสภาพเขียวคล้ำ เนื่องจากร่างกายขาดอากาศอ็อกซิเจนหายใจ

ทั้งนี้ ทาง “ดับเบิลยูเอชอาร์โอ” และ “ยูโอเอสเอสเอ็ม” ยังวิตกกังวลด้วยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีจะเพิ่มขึ้นมากกว่าที่มีรายงานไป เนื่องจากยังมีผู้ที่ติดค้างอยู่ภายในที่หลบซ่อนในชั้นใต้ดิน และที่ยังติดอยู่ภายใต้ซากปรักหักพังของอาคารจากการถูกโจมตีทางอากาศ ซึ่งในบริเวณดังกล่าวยังคงมีก๊าซพิษซารินจากอาวุธเคมี ตลบอบอวลในอากาศทั่วบริเวณ

พลันที่รับรู้ รับทราบ และเชื่อมั่นว่า กองทัพรัฐบาลซีเรีย ใช้อาวุธเคมีมาบดขยี้ประชาชนในพื้นที่ฝ่ายตรงข้ามของตนเช่นนี้ ทั้ง “ดับเบิลยูเอชอาร์โอ” และ “ยูโอเอสเอสเอ็ม” พร้อมด้วยมหาอำนาจอย่าง “สหรัฐอเมริกา” ก็ออกมาส่งเสียงประณามที่มิใช่มีต่อ “รัฐบาลของประธานาธิบดีอัสซาดแห่งซีเรีย” เท่านั้น แต่ยังฟาดงวดฟาดงาไปยัง “ชาติพี่เบิ้มใหญ่” ของพวกเขา นั่นคือ “รัสเซีย” เจ้าของฉายา “พญาหมี” นั่นเอง

โดยเสียงก่นประณามของสหรัฐฯ ผ่าน “กระทรวงการต่างประเทศ” ที่ซัดสาดไปยังรัสเซียนั้น ก็ได้ชี้ปักหน้ากล่าวโทษ ถึงขั้นระบุว่า รัฐบาลมอสโกของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ต้อง “รับผิดชอบระดับสูงสุด” ต่อฉากการโจมตีด้วยอาวุธเคมีที่บังกิดขึ้น

ทั้งนี้ ก็ด้วยเหตุผลประการแรกก็คือ ทางการรัสเซียให้ความสนับสนุนต่อประธานาธิบดีอัสซาดให้อยู่ยั้งยืนยงในอำนาจ แทนที่จะให้เกิดการเปลี่ยนผ่านถ่ายโอนอำนาจในการบริหารปกครองซีเรีย เพื่อให้บังเกิดสันติสุขในซีเรีย โดยยังคงให้ “สงครามกลางเมืองซีเรีย” ดำเนินต่อเนื่องสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ประการต่อมา ก็คือ ไม่ขัดขวางห้ามปรามต่อรัฐบาลดามัสกัส ที่ไม่ผิดอะไรกับ “ชาติลิ่วล้อ” ของพวกเขานั้น ไม่ให้ใช้อาวุธเคมีโจมตีดังที่ปรากฏอยู่

นอกจากนี้ ก็ยังมีกระเส็นกระสายของการรายงานข่าวว่า บรรดาบริษัทเอกชนสัญชาติรัสเซียผู้รับสัมปทานส่งกำลังบำรุงทางการทหารจากรัสเซียไปซีเรีย ก็มีส่วนสำคัญในการส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างระดับมหาประลัยพวกนี้จากรัสเซียให้แก่ทางการซีเรีย ตลอดช่วงที่ผ่านมาด้วย

ใช่แต่เท่านั้น นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ก็ปรากฏว่า ชาติคู่ฟัดรัสเซียแบบหมาดๆ คือ “อังกฤษ” ก็ร่วมวงไพบูลย์ในการออกโรงส่งเสียงประณามต่อรัสเซีย ด้วยข้อตำหนิประณามทำนองเดียวกับสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน โดยทางการรัฐบาลลอนดอน ซึ่งได้ประสานเสียงกับ “องค์กรเฝ้าระวังสิทธิมนุษยชน” หรือ “เอชอาร์ดับเบิลยู” และ “องค์การห้ามอาวุธเคมี” หรือ “โอพีซีดับเบิลยู” ยังระบุด้วยว่า “รัสเซีย” ยังทำตัวไม่ผิดอะไรกับ “จระเข้ขวางคลอง” ที่ขัดขวางการไต่สวนการใช้อาวุธเคมีของรัฐบาลซีเรียตลอดช่วงที่ผ่านมาด้วย

ก่อนแจงหลักฐานเป็นรายละเอียดการประชุมร่วมระหว่าง “องค์การห้ามอาวุธเคมี” กับ “สหประชาชาติ” หรือ “ยูเอ็น” เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว ซึ่งปรากฏว่า ตัวแทนของรัสเซีย ได้คัดค้านอย่างเข้มแข็งต่อกระบวนการสอบสวนต่อซีเรียที่ใช้อาวุธเคมี ซึ่งเป็น “อาวุธต้องห้าม” มาโจมตีฝ่ายกบฏ

บานปลายลามเลยออกจากซีเรีย จนกลายเป็นข้อขัดแย้งระหว่างประเทศ เห็นทีจะไม่ยุติกันง่ายๆ กับการโต้ตอบ จากคู่ฟัดระหว่างมหาอำนาจตะวันตก ที่นำโดยสหรัฐฯ กับอังกฤษ กับคู่ปรปักษ์อย่างรัสเซีย ที่เพิ่งเปิดศึกพิพาทดวลกันทางการทูต จนก่อเกิด “วิกฤติการทูต” สะท้านโลกกันมาคำรบหนึ่งแล้ว