“ถ้าทหารเกณฑ์ได้รับในสิ่งที่ดีๆ ได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติ เชื่อว่าต่อไปจะไม่มีคำว่าทหารเกณฑ์ แต่จะมีคำว่า ทหารสมัครเพื่อรับใช้ชาติ ความรู้สึกดีๆที่มีต่อทหารก็จะดียิ่งขึ้น”
*****
เดือนเมษายนของทุกปี มีเหตุการณ์หนึ่ง ที่หลายคนรอเพื่อลุ้นอย่างใจระทึก คือการจับใบดำ ใบแดง เพราะเป็นช่วงเวลาของการเกณฑ์ทหาร ที่เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้ชายไทยที่มีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ ต้องเข้ารับการเกณฑ์เป็นทหารทำหน้าที่รับใช้ชาติที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ส่วนจะมีข้อยกเว้น ลดหย่อน ผ่อนผันก็มีอยู่แล้วในข้อปฏิบัติ และที่ต้องจับใบดำ ใบแดง ก็เพราะจำนวนคนมากกว่าจำนวนทหารที่ต้องการ จึงทำให้เกิดการลุ้นระทึกทั้งตัวเอง พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ที่น้อยนักจะมาลุ้นให้ได้ใบแดง เพราะถ้าชอบเป็นทหารก็สามารถสมัครได้อยู่แล้ว ส่วนใหญ่จึงมาลุ้นขอให้ได้ใบดำ คือรอดพ้นจากการเป็นทหารเกณฑ์นั่นเอง

เหตุการณ์ในวันจับใบดำ ใบแดง หลายสิบปีที่เคยเห็น พฤติกรรมจะเหมือนๆกัน คือ ญาติพี่น้องจะมาให้กำลังใจ รอลุ้นอย่างใจระทึก ใครที่จับได้ใบแดง อาจเห็นน้ำตาแห่งความเศร้าหมองวิตกกังวลในกลุ่มญาติเพราะบางคนอาจเป็นเสาหลักของครอบครัว แต่ปัจจุบันเจ้าตัวเองถึงกับเป็นลมไปเลยก็มี จึงเกิดคำถามว่าการเป็นทหารเกณฑ์ไร้เกียรตินักหรือ ถูกจับไปทำทารุณกรรมหรืออย่างไร เหมือนขังคุกใช่ไหมครูฝึกโหดร้ายมากจริงหรือ เป็นตัวอย่างของข้อสงสัยที่ทำให้พ่อแม่ญาติพี่น้องต้องลุ้นระทึก บางคนถึงกับต้องบนบานศาลกล่าว ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือ ใครได้ใบดำก็ดีใจสุดชีวิตเหมือนรอดตายมาได้ เห็นรอยยิ้มอย่างดีใจของพ่อแม่ญาติพี่น้อง ส่วนคนที่ได้ใบแดงก็น่าสงสาร และน่าเห็นใจ แววตามีความวิตกกังวล แม้เขาจะรักชาติแต่ความกลัวที่เกาะกุมในจิตใจในเรื่องต่างๆภายในค่ายทหารที่มีข่าวบ่อยๆโดยเฉพาะเรื่องการทารุณกรรม ความกลัวเช่นนี้จะมีตลอดไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า ทำอย่างไรหนอที่จะเปลี่ยนความรู้สึกนี้ได้ อยากเห็นคนจับได้ใบแดงแสดงความดีใจบ้างจะได้ไหม

หน่วยงานทางด้านจิตวิทยาของกองทัพ น่าจะมีวิธีขจัดความกลัวออกไปโดยให้เขารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับการคัดเลือกเป็นทหารรับใช้ชาติ ทั้งได้ฝึกความแข็งแกร่งของร่างกาย และความมีระเบียบวินัย อย่าให้ทหารเกณฑ์ต้องรองรับอารมณ์ของครูฝึก ที่มักจะแสดงอำนาจเพราะเห็นว่าเขาด้อยกว่า ถ้ายังปล่อยให้ครูฝึกตั้งกฎเกณฑ์ และทำอะไรได้ตามใจโดยไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์คอยแต่จะสร้างบาดแผลทั้งร่างกาย และจิตใจ เคยได้ยินว่าบางคนถึงแก่ความตาย ที่ไม่ใช่ตายในสนามรบ เป็นเรื่องที่สะเทือนใจของคนในสังคม เมื่อก่อนนี้เคยเห็นป้าย "เขตทหารห้ามเข้า" ดูน่าเกรงขาม ปัจจุบันน่าจะไม่มีแล้ว แต่ก็ไม่มีใครอยากเข้าไปเป็นทหารเกณฑ์ จึงขอเสนอแนวทางว่า กองทัพควรจัดกิจกรรมละลายพฤติกรรม เช่น ให้ผู้ปกครอง และเด็กเข้าไปทัศนศึกษาในค่ายทหารเพื่อให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่และชมการฝึกของพี่ๆทหาร เพื่อสร้างทัศนคติที่ดี และเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ฝึกระเบียบวินัยกับพี่ๆทหารในค่ายทหารในบางโอกาส ความเชื่อมโยงนี้อาจจะช่วยลดความวิตกกังวลเรื่องการเกณฑ์ทหารลงได้บ้าง

หลายประเทศมีกฎหมายให้ผู้ชายทุกคนต้องเป็นทหาร เช่น เกาหลีใต้ เพราะประเทศมีความเสี่ยงต่อการเกิดสงครามได้ทุกเวลาโดยเฉพาะกับเกาหลีเหนือ แต่บางประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา ไม่มีการเกณฑ์ทหาร แต่เชิญชวนให้สมัครโดยการจูงใจให้เห็นถึงคุณค่า รวมถึงประโยชน์ และสิทธิที่จะได้รับ คนที่มาเป็นทหารจึงมาด้วยความเต็มใจ ดังเช่นคนไทยหลายคนที่รักอาชีพทหารก็สามารถสมัครได้ ซึ่งแต่ละปีก็สมัครจนเต็มในหลายๆหน่วย ทหารที่เต็มใจเช่นนี้ถือว่ามาได้ครึ่งทางแล้ว การฝึกระเบียบวินัยย่อมทำได้ไม่ยากและถ้าปฏิบัติหน้าที่ได้ดีก็ควรได้รับการบรรจุเป็นทหารอาชีพโดยไม่เลือกปฏิบัติ เงินเดือนที่ได้รับเดือนละ 1 หมื่นบาท ขอให้ได้รับอย่างเต็มๆ ถือว่าเป็นขวัญกำลังใจ เพราะเขาคือกำลังสำคัญของครอบครัว

ถ้าทหารเกณฑ์ได้รับในสิ่งที่ดีๆ ได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติ เชื่อว่าต่อไปจะไม่มีคำว่าทหารเกณฑ์ แต่จะมีคำว่า ทหารสมัครเพื่อรับใช้ชาติ ความรู้สึกดีๆที่มีต่อทหารก็จะดียิ่งขึ้น ยามไร้ศึกสงคราม มีทหารน้อยแต่มีศักยภาพสูง ดีกว่ามีทหารมากแต่ด้อยประสิทธิภาพ ขอเป็นกำลังใจให้ทหารใหม่ทุกท่านมา ณ โอกาสนี้

*****รศ.วันทนา จันทพันธ์ อดีตอนุกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรีฯ วุฒิสภา
WUNTANA_12@HOTMAIL.COM
FB: Wantana Juntapunt