“ของเล่นโบราณพื้นบ้าน” เป็นงานหัตถกรรมที่ส่งต่อเรื่องราวของศิลปวัฒนธรรมไทยในอดีตจากรุ่นสู่รุ่น บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในหลากหลายมิติ ทั้งประเพณี วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และความคิดสร้างสรรค์ ผ่านยุคสมัย

ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT ได้จัด นิทรรศการเคลื่อนที่ SACICT Mobile Gallery 2018 ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด “พิพิธหัตถศิลป์แผ่นดินไทย” รวบรวมสุดยอดผลงานหัตถศิลป์ไทยที่ทรงคุณค่าด้วยภูมิปัญญา สืบสานผ่านกาลเวลาและผู้คน ด้วยการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ จากทั้งแรงบันดาลใจ องค์ความรู้ และความชำนาญจากรุ่นสู่รุ่น จนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ต้องร่วมกันอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันมาจัดแสดง พร้อมองค์ความรู้ นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งจัดกิจกรรมพิเศษให้ผู้สนใจเข้าร่วมเสวนาจับเข่าบอกเล่าประสบการณ์งานหัตถศิลป์และกิจกรรมเวิร์คช็อปจากครูช่างและทายาทช่างศิลปหัตถกรรมแบบใกล้ชิด ณ พิพิธบางลำพู ถนนพระอาทิตย์ กรุงเทพฯ

		วิชชากร จันทรศิริ (ที่ 3 จากซ้าย) -  ครูทวีทรัพย์ นามขจรโรจน์ (ที่ 1 จากขวา)

วิชชากร จันทรศิริ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ กล่าวว่า ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศมีพันธกิจสำคัญในการเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้และเผยแพร่งานหัตถศิลป์ไทยที่มีคุณค่าหลากหลายแขนงให้กับผู้สนใจ เพื่อจุดประกายให้เกิดการพัฒนางานหัตถศิลป์รูปแบบใหม่ๆ โดยคาดหวังที่จะกระตุ้นคนรุ่นใหม่ให้ตระหนักถึงคุณค่า ร่วมอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบสาน และพัฒนางานหัตถศิลป์ไทย สร้างการรับรู้ใหม่ๆ ให้กับกลุ่มเป้าหมายและประชาชนทั่วไปได้มาชม มาสัมผัส เพื่อที่จะได้เข้าใจและมองงานหัตถศิลป์เป็นงานร่วมสมัยที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

นอกจากการจัดแสดงสุดยอดหัตถศิลป์ไทยแล้ว บรรยากาศภายในงานนิทรรศการ “พิพิธหัตถศิลป์แผ่นดินไทย” ยังคึกคักไปด้วยน้องๆ เยาวชนและประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจเข้าร่วมเรียนรู้กิจกรรมเวิร์คช็อป “ประดิษฐ์ของเล่นโบราณ สนุกสนาน 4 ภาค” ซึ่งถ่ายทอดความรู้โดย "ครูทวีทรัพย์ นามขจรโรจน์" ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2560 ประเภทของเล่นโบราณ ผู้พลิกฟื้นคืนชีวิตให้ของเล่นโบราณพื้นบ้านมายาวนานกว่า 30 ปี

บรรยากาศใต้ร่มเงาไม้ดูอบอุ่นและเป็นกันเอง มองเห็นแววตาอันสดใสของน้องๆ เยาวชนที่เข้าร่วม กิจกรรมเวิร์คช็อป “ประดิษฐ์ของเล่นโบราณ สนุกสนาน 4 ภาค” ได้ทดลองทำ “ขลุ่ยเสียงนก” เพื่อเรียนรู้หลักการเกิดเสียง ประกอบด้วย ท่ออากาศ ลิ้นขลุ่ย คันชัก เมื่อเป่าลมแล้วเกิดการสั่นสะเทือน มีคลื่นเสียง รวมทั้ง “จักจั่น” ซึ่งทำจากดินทรงกลมผูกติดกับไม้ เหวี่ยงแล้วเกิดเสียง เป็นต้น

น้องยูนิค – ภัทรวดี ภักดีกุลอายุ 11 ปี กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดมกุฎกษัตริยาราม และ น้องอีฟ – ชนัญชิดา ภักดีกุล อายุ 13 ศึกษาอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนราชวินิตมัธยม บอกว่า

จริงๆ แล้วของเล่นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วค่ะ ซึ่งในแต่ละท้องถิ่นก็จะมีของเล่นที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้วัสดุมาประดิษฐ์ให้สอดคล้องกับทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในแต่ละท้องถิ่น

ไม่ว่าจะเป็น ม้าก้านกล้วย เดินกะลาซึ่งเป็นของเล่นของเด็กๆ ในภาคกลาง ตุ๊กตาไม้ซึ่งเป็นของเล่นประจำภาคเหนือ นอกจากนี้ก็ยังมีหมากขุม หนังตะลุงในภาคใต้ รวมถึงขลุ่ยเสียงนกซึ่งเป็นของเล่นในภาคอีสาน แต่ปัจจุบันเด็กส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จัก โดยเฉพาะเด็กที่อาศัยอยู่ในเมือง อย่างเช่น ขลุ่ยเสียงนก ที่พวกเราได้ลงมือทำกันในวันนี้ ใช้ไม้ไผ่ซึ่งเป็นวัสดุธรรมชาติมาทำให้เกิดเสียงเหมือนเสียงร้องของนกกางเขน โดยคุณครูบอกว่าขลุ่ยเสียงนกดัดแปลงมาจากแคนซึ่งเป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองในภาคอีสานค่ะ

"ศิลปวัฒนธรรมหรือภูมิปัญญาไทยมีอยู่รอบตัวเรา แม้แต่เรื่องใกล้ตัวพวกเรามากๆ อย่าง “ของเล่น” ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินให้กับเด็กๆ มักจะมีสีสันสวยงาม หาซื้อได้ทั่วไป ราคาก็มีตั้งแต่ถูกไปจนถึงแพงมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะผลิตจากพลาสติก แต่ในอดีตนั้นของเล่นทุกชนิดล้วนสร้างและออกแบบมาจากธรรมชาติ เกิดจากภูมิปัญญาการคิดค้นของปู่ย่าตายายและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น" น้องอีฟ กล่าวเสริม

แบงก์ (ที่ 1 จากซ้าย) - ยูนิค (ที่ 3 จากซ้าย) และ อีฟ (ที่ 4 จากซ้าย)

ปิดท้ายกันที่ แบงค์ – ศุภวัฒน์ ใจชื่น อายุ 15 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดราชบพิธ บอกว่า การประดิษฐ์ “ขลุ่ยเสียงนก” ใช้วัสดุอุปกรณ์เพียง 3 อย่าง คือ ไม้ไผ่ มีด และกาว โดยเริ่มจากการเลือกตัดไม้ไผ่ขนาดพอประมาณ เพื่อทำเป็นตัวขลุ่ย แล้วตัดด้านหน้าของตัวขลุ่ยเฉียง 45 องศา แล้ววัดจากปลายอีกด้านเข้ามา ตัดให้มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยม เพื่อเป็นช่องให้ลมออก แล้วจึงใช้จุกไม้เพื่ออุดปิดหัวและท้าย โดยเลือกไม้เนื้ออ่อนมาตัดและมาเหลาให้ได้ขนาดพอดีกับตัวขลุ่ยที่เตรียมไว้ แล้วเหลาไม้ไผ่อีกท่อนให้กลม และยาวพอประมาณ เพื่อติดกับจุกด้านท้ายเป็นก้านสำหรับชักเพื่อให้เกิดเสียงสูง-ต่ำ แล้วจึงประกอบติดกันด้วยกาว ส่วนด้านท้ายให้ใส่ไม้ที่ติดก้านชักไว้เรียบร้อยเข้าไป ปิดปากทางเข้าให้สนิทเพื่อไม่ให้หลุดออกมาด้วยแผ่นไม้บางๆ เจาะรูตรงกลางเพื่อให้ไม้ชักดึงเข้าออกได้สะดวก เพียงเท่านี้ก็จะได้ขลุ่ยเสียงนกที่ประดิษฐ์จากฝีมือตัวเองแล้วครับ

“การประดิษฐ์ของเล่นโบราณจากวัสดุธรรมชาติด้วยตนเอง นอกจากจะได้ของเล่นเป็นชิ้นงานที่ภาคภูมิใจกลับบ้านแล้ว ยังทำให้เราได้เห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติรอบตัว เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ได้ฝึกสมาธิ ฝึกความอดทน และยังเป็นการร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาด้านของเล่นของคนไทย แล้วก็ต้องขอขอบคุณศูนย์ศิลปาชีพระหว่างประเทศที่จัดกิจกรรมดีๆ แบบนี้ให้พวกเราครับ” น้องแบงค์ กล่าวขอบคุณส่งท้าย

เสียงสะท้อนของน้องๆ เยาวชนที่ภาคภูมิใจกับการได้ทดลองประดิษฐ์ของเล่นโบราณ พร้อมประสานเสียงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สืบสานงานหัตถศิลป์ซึ่งเป็นภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยสืบต่อไป