แสงไทย เค้าภูไทย

ผลพวงกัญหาถูกกฎหมาย ทุนจีนแอบซื้อบ้าน 100  หลังปลูก ทางการยังควบคุม ไม่เสรีดังคิด พร้อมยกเลิก ผลรักษาโรคมะเร็งยังเป็นเบื้องต้น

เมื่อพุธก่อน(พฤหัสฯบ้านเรา)ตำรวจอเมริกันนับพันจู่โจมบ้าน100  หลังในแคลิฟอร์เนียเหนือ ยึดต้นกัญชาได้กว่า 61,000 ต้น กัญหาอัดแท่ง/ผง 200 กิโลกรัม ปืน 15 กระบอก ตั้งข้อหาลักลอบปลูกกัญชาผิดกฎหมาย
   
แสดงถึงว่า กัญชาถูกกฎหมายที่คนไทยพากันเข้าใจว่ารัฐบาลประจำรัฐและรัฐบาลกลางสหรัฐเปิดให้ปลูกและใช้อย่างเสรีนั้น เป็นการเข้าใจผิด
   
เพราะแม้บางรัฐจะอนุญาตให้กัญชาเป็นสารถูกกฎหมาย  แต่ก็ยังเป็นสารควบคุม ผู้ปลูก ผู้เสพหรือใช้  ยังต้องได้รับอนุญาตจากทางการก่อน

แต่ก็ถือเป็นช่องว่างที่ทำให้มีการลักลอบ  ปลูกกัญชากันในสถานที่เร้นลับ ที่ทางการไม่สามารถตรวจสอบได้

และการที่อนุญาตให้มีการขายได้(ควบคุมแบบร้านขายยา) ก็ทำให้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า แหล่งปลูกหรือผลิตกัญชานั้นๆถูกกฎหมายหรือไม่

นี่เองที่ทำให้แก๊งอาชญากรจีนแอบมาซื้อบ้าน 100 หลังย่านชานเมืองของรัฐนอร์ธแคลิฟอร์เนียปลูกกัญชา

เบื้องต้น หน่วยปราบปรามยาเสพติดสหรัฐไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะปลูกในที่มิดชิดไม่สามารถตรวจดูได้จากการสะแกนดาวเทียมซึ่งสามารถมองเห็นได้แม้แต่ตัวคน หรือส่องตามแปลงเกษตรกรรม ที่สามารถจำแนกสีของใบพืชที่ปลูกว่าเป็นพืชอะไร

แต่ที่หน่วยปราบปรามยาเสพติด รู้เบาะแสจนนำไปสู่การจับกุมแก๊งอาชญากรข้ามชาติจีนแก๊งนี้ได้ก็ เพราะได้พบการโอนเงินจำนวนมากเข้าสหรัฐจนผิดสังเกต

เมื่อแกะรอยตามเงินโอนเหล่านั้น  ก็พบมีการนำไปซื้อบ้านถึง100  หลัง

บ้านกัญชาราคาตกหลังละประมาณ 300,000-700,000 ดอลลาร์หรือ  9-20  ล้านบาท 100 หลังก็ตก  900-2,000  ล้านบาท

ถ้าเป็นเมืองไทย ก็ต้องตั้งข้อสังเกตว่า  มันจะซื้อไปทำอะไร ?

อย่างที่จับแก๊งแทงหวยจีนที่บ้านหลังหนึ่งที่หมู่บ้านลลิลทิพย์ นั้น ก็ด้วยเหตุมีผู้เสียหายแจ้งดีเอสเอเท่านั้น

ยังไม่รู้ว่า แก๊งมิจฉาชีพจีนอื่นๆ เข้ามาเมืองไทย มาซื้อบ้านไปทำอะไรบ้าง

มีพวกที่ซื้อเอาไปปลูกกัญชาเหมือนกับที่ถูกตำรวจสหรัฐจับกุมบ้างไหม ?

ลงทุนซื้อบ้านปลูกกัญชาขนาดนี้ คุ้มไหม ?

เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดสหรัฐบอกว่า  คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม  เพราะจากการประเมินแล้ว ลงทุนไปราว 50-60  ล้านดอลลาร์ แต่ขายกัญชาได้ 100-200  ล้านดอลลาร์ แค่งวดเดียวก็คืนทั้งทุนทั้งกำไรแล้ว

แล้วทำไมไม่ขออนุญาตปลูกให้ถูกกฎหมายเล่า?

เหตุผลก็คือ การปลูกกัญชานั้นอยู่ภายใต้การควบคุม ทั้งปริมาณและการจำหน่าย

ถ้าลักลอบปลูก   จะปลูกเท่าใดก็ได้ แถมขายโดยไม่เสียภาษีเงินได้ด้วย เพราะเมื่อผิดกฎหมายแล้วก็ต้องผิดตลอดเส้นทาง

การใช้กัญชาในสหรัฐฯนั้นแบ่งเป็น 2 ด้าน คือกัญชาทางการแพทย์ (medical  marijuana)  กับกัญชาทางสันทนาการ(recreation marijuana )

ทั้งสองกัญชาแม้จะเปิดให้ปลูกได้ แต่ก็ยังอยู่ภายใต้การควบคุม

เหตุผลที่รัฐบาลสหรัฐยังไม่ยอมให้กัญชาเป็นสารที่ใช้ได้ถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย (illegal marijuana) ก็ด้วยเหตุผล  7 ประการคือ

1.ยังคงยึดตามรัฐบัญญัติสารควบคุมปี ค.ศ.1970(Controlled Substance Act of 1970) โดยนำไปเปรียบเทียบกับแอลกอฮอล์ที่ได้รับการยอมรับถูกกฎหมายแล้ว กัญชาส่งผลรุนแรงกว่ามาก เพราะก่อให้เกิดอาการสุดเหวี่ยง (hooked) และ“บ้ากัญชา (potheads)”

Potheads เป็นคำเรียกเฉพาะของพวกพี้กัญชาฝรั่ง  ถ้าจะเทียบกับคำเรียกของไทยก็ต้องฟังเพลง “คนบ้ากัญชา” ที่คำรณ สัมบุณณานนท์ ร้องเมื่อ  60  กว่าปีก่อน

ที่ขึ้นต้นด้วยเนื้อร้อง “ฉันบ้ากัญชาจนหูตาลาย เห็นหมูตัวโตเท่าควาย เห็นเดือนหงายกลายเป็นเดือนคว่ำ อกเอ๋ยพลาดเลยมาเสียทางต่ำ ดูดกัญชาหน้ายิ่งดำ ระกำชอกช้ำชีวี...”

แต่ก็ยังมีอีกเพลงของคำรณเช่นกัน เนื้อร้องตรงกันข้าม  ชื่อ “กระท่อมกัญชา” ที่ต่อมาคาราบาวกับมาลีฮัวน่านำมาร้องซ้ำ

เนื้อร้อง ล้อเลียนเพลง “กระท่อมไพรวัลย์” โดยใช้เสียงน้ำผุดปุ๋งปุ๋งๆๆๆจากบ้องกัญชาก่อนขึ้นดนตรีและเนื้อร้องที่มีคำพูดนำตามด้วยเนื้อร้องเป็นอินโทร

“แดนนี้มีกระท่อมไพร สุขกว่าแดนไหนในบรรดาป่านี้ปานว่า......” บรรยายถึงความสุขที่ได้รับจากการดูดกัญชา(ผ่านบ้องน้ำ)

2. ยังไม่มีการยอมรับในการใช้ทางการแพทย์ (Acceptable Medicinal Use) แม้จะมีรายงานว่า กัญชาสามารถรักษาโรคปวดเรื้อรัง โรคต้อหิน( glaucoma) ไปจนถึงมะเร็ง แต่ยังไม่สามารถเป็นที่ยอมรับในระดับชาติ

3.กัญชามีประวัติผูกพันกับยาเสพติด เช่นเฮโรอีน  ฝิ่นและสารอนุพันธุ์ฝิ่น เฮโรอีน โคเคน ยาบ้า ( methamphetamine)  แม้จะออกฤทธิ์ไม่รุนแรงเท่า แต่ก็นับเนื่องจากเป็นยาเปิดทาง( gateway drug ) ไปสู่การเสพติดด้วยยาเหล่านั้น โดยเฉพาะเมื่อเสพติดระดับหนึ่ง จะกระตุ้นให้ขยับระดับการเสพติดยาที่มีฤทธิ์รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีกระดับ

4. เชื่อมโยงกับรูปแบบชีวิตที่ไม่เป็นที่ยอมรับ (Unfashionable Lifestyles) คำว่า “ฮิปปี้”  “พวกขี้แพ้ (losers)” พวก “รักคุด ( Tough Love)”  เป็นคำเรียกกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตมั่วสุมกับยาเสพติด  โดยเฉพาะกัญชา

5. ครั้งหนึ่งถือเป็นสิ่งแบ่งชนชั้นเหยียดชาติพันธุ์ (Oppressed Ethnic Groups) แม้ว่าปัจจุบันนี้ คนผิวขาวจะยอมรับในกัญชาและเป็นตัวการเสพจนติดเสียเอง  แต่ครั้งหนึ่ง  กัญชาเคยเป็นสารเสพติดที่ชนชาติผิวดำและเม็กซิกันใช้กันมากและมักจะนำไปสู่อาชญากรรม การก่อความรุนแรงในสังคม แต่ปัจจุบันนี้ก็ยังถือว่ากัญชาเป็นตัวการหนึ่งที่นำไปสู่พฤติกรรมเช่นนั้น

6. การยกเลิกการแบนกัญชาถือเป็นการชั่วคราวเหมือนกับสารอันตรายอื่นๆ แต่เมื่อใดที่มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า เป็นพิษเป็นภัยอย่างชัดเจน  ก็จะมีการยกเลิกการอนุญาตทันที ซึ่งประชาชนอเมริกันก็สบายใจที่มีกรณีเช่นนี้ในอดีตพอจะนำมาเปรียบเทียบได้

7. การทำให้กัญชาถูกกฎหมาย  ยังค่อนข้างจะเลื่อนลอย  เพราะข้อสนับสนุนที่ว่า การเสพกัญชา (ใช้สูบ สกัดเป็นหยดดื่ม ผงชง  ยาฉีด ฯลฯ) ช่วยให้ผ่อนคลาย  เกิดความคิด

สร้างสรรค์ อารมณ์สุนทรี สมองโปร่ง จิตเปิด เตลิดใจไร้ขอบเขต เคลิบเคลิ้ม ฝันเฟื่อง เคลิ้มฝันจนคิดว่าได้ใกล้ชิดพระเจ้า ฯลฯ เกิดจากฤทธิ์กัญชามากกว่าเกิดจากสามัญสำนึก

ด้วยเหตุผล 7 ข้อนี้ กัญชาจึงยังเป็นสารควบคุมอยู่ต่อไปและบางรัฐ ยังคงห้ามอยู่

จึงถ้าบรรดา หมอยาไทย สถาบันวิจัย กลุ่มอนุรักษ์พื้นบ้าน ที่เร่งเร้าเรียกร้องให้ทางการรับรองให้กัญชาสามารถใช้ได้ตามกฎหมาย ก็ขอให้รอดูไปก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนอเมริกันที่ใช้กัญชา ทั้งในด้านรักษาโรคและในด้านสันทนาการ

อย่าเพิ่งรีบร้อน ใจเร็วด่วนได้  3-5 ปียังไม่สาย ถ้าดีค่อยทำตาม ถ้าไม่ดีก็ดูว่า เขาแก้ไข ป้องกันกันอย่างไร

มีหนูอเมริกันทดลองยาให้ฟรีๆอย่างนี้ ดีกว่าเอาคนไทยเป็นหนูทดลองยาเสียเองไม่ดีกว่าหรือ ?