เสรี พงศ์พิศ
www.phongphit.com

โรงแรมอามันดารี อยู่ที่เมืองอูบุด เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ค่าที่พักคืนหนึ่งประมาณ 30,000 บาท ที่พักเต็มตลอดปี เขาจำลองหมู่บ้านบาหลีมาไว้ที่นั่น ที่นักท่องเที่ยวบางคนบอกว่า คือสวรรค์บนดิน

ผู้บริหารโรงแรมห้ามพนักงานบอกนักท่องเที่ยวที่มาพักว่า ไม่ไกลจากนั้นมีหมู่บ้านบาหลีของจริง มีที่พักโฮมสเตย์ราคาเพียง 300 บาท ถ้าบอกแขกจะถูกไล่ออก

นั่นคือที่มาหรือต้นแบบของโรงแรมโฟร์ซีซั่นที่แม่ริม เชียงใหม่ ที่ยกหมู่บ้านไทยไปไว้บนเนินเล็กๆ อยู่ท่ามกลางทุ่งนาป่าเขา คนที่เอาแนวคิดนี้มาเป็นฝรั่งเจ้าของพิซซ่าคัมปานี โรงแรมแมรีออท ไมเนอร์กรุ๊ป ที่ถูกหัวเราะเยาะตอนแรกว่า เป็นความคิดประหลาด ไม่น่าจะไปรอด

แต่โรงแรมแห่งนี้ที่ราคาก็ไม่น้อยกว่า 30,000 บาทต่อคืนเต็มตลอดปี มีนาข้าว มีธรรมชาติแวดล้อมที่นำเอาวัชพืชธรรมดาไม่มีราคามาตกแต่งให้ดู “เป็นธรรมชาติ” เติมเต็มความฝันของผู้คนวันนี้ที่โหยหาธรรมชาติ เหมือนหนังฟอเรสท์ กัมป์ ที่สร้างความฝันเสมือนจริงให้คนอเมริกันที่โหยหาไอดอล

ศาสตราจารย์กุนเธอร์ ฟัลติน คนเขียนหนังสือ “ความคิดมีค่ากว่าเงิน” เป็นคนเล่าเรื่องโรงแรมอามันดารี และเป็นคนพาผมไปนั่งกินกาแฟที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นหลายปีก่อน (ตอนนั้นมีชื่อว่าเดอะ รีเจ้นท์แม่ริม) มองลงไปยังทุ่งนา เขาบอกว่า “อยากให้ยูพาผู้นำชุมชนมาดูงานที่นี่ จะได้เห็นว่า ที่บ้านเขาสวยกว่ามาก”

เขาบอกว่าอาจจะไม่สวยกว่าในแง่ของการประดับตกแต่ง แต่เป็นธรรมชาติมากกว่า และสำหรับฝรั่งอย่างเขา เป็นอะไรที่ “สวยและมีคุณค่า” มากกว่า

เขาบอกว่า เสน่ห์หมู่บ้านไทยไม่ได้อยู่ที่ทุ่งนาป่าเขาอย่างเดียว แต่อยู่ที่ คน ชุมชน วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม คือ ความสัมพันธ์ของผู้คน คนกับคน คนกับธรรมชาติ คนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เป็นอะไรที่ขาดหายไปชีวิตของฝรั่ง

นักท่องเที่ยวไม่มีทางเลือกมากนัก ถ้าไม่ไปกับทัวร์ที่พาไปตามสถานที่ท่องเที่ยว ขึ้นลงรถบัสรถตู้ไปดูไปชมโน่นนี่นั่นแบบผิวเผินและไปซื้อของ ไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับ “ชีวิตจริง” ของคนไทยเลย

“ความสัมพันธ์” และ “ความเป็นธรรมชาติ” คือ สิ่งที่หายไปในชีวิตของฝรั่งนักท่องเที่ยว พวกเขาอยากเล่นกับหมา กับแมวในหมู่บ้าน อยากได้ยินเสียงไก่ขัน นกร้อง อยากไปวัดไม่เพียงแต่ไปดูๆ แล้วก็ถูกเรียกไปขึ้นรถ แต่อยากมีเวลาคุยกับพระบ้าง ไปทำสมาธิบ้าง ไปทาสีกำแพงวัดให้ด้วยบางวันก็ยังได้

เขาอยากไปร่วมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน ไปร่วมพิธีกรรม ประเพณี งานบุญ อยากไปลองดำนา เกี่ยวข้าว ไปคุยกับครูกับเด็กที่โรงเรียน ไปดูว่าเขาเรียนกันอย่างไร ไปเล่าให้เด็กฟังว่าบ้านเขาเป็นอย่างไร เด็กๆ เป็นอย่างไร กินอยู่อย่างไร แลกเปลี่ยนกัน เป็นปฏิสัมพันธ์ที่มีชีวิต

เขาบอกว่า ที่บาหลีมีตัวอย่างของการทำโฮมสเตย์ที่เหมาะกับฝรั่ง ส่วนใหญ่คงไม่อยากพักในบ้านร่วมกับครอบครัวชาวบ้าน อยากอยู่แยกเป็นส่วนตัว แต่ยังอยู่ในบริเวณบ้านของเจ้าของ ฝรั่งลงทุนสร้างบ้านพักให้หลังเล็กๆ ราคาไม่แพง โดยขอมาพักฟรีปีละ 4-6 สัปดาห์ ตัวเองหรือเพื่อนๆ เวลาที่เหลือเจ้าของบ้านให้คนอื่นมาพักและเก็บค่าที่พักได้

ดร.ฟัลตินรู้จักเมืองไทยมา ๔๐ ปี แต่งงานกับคนไทย มีบ้านที่เชียงใหม่ ไปๆ มาๆ เพราะยังเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน เขาบอกว่า โฮมสเตย์แบบที่ฝรั่งอยากพักอาจคนละอย่างกับที่คนไทยหรือนักท่องเที่ยวเอเชียต้องการ

เขาเน้นการท่องเที่ยวที่เป็น “ทางเลือก” ที่มีคุณค่าให้ทั้งนักท่องเที่ยวและชุมชน ไม่ใช่ท่องเที่ยวกระแสหลัก ท่องเที่ยวหมู่ (mass tourism) ที่ไม่ได้ให้ทางเลือกอะไรกับนักท่องเที่ยวนอกจากสถานที่ท่องเที่ยวหลัก และวีธีการจัดการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ พาไปดูโชว์ ไปดูของ “ปลอมๆ”

การท่องเที่ยวทางเลือกอาจเป็นทางรอดของชุมชนก็เป็นได้ เขายกตัวอย่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวนาที่มีบ้านอยู่ตามภูเขากำลังคิดจะทุบทิ้งบ้านเก่าๆ ขายที่ดินไปอยู่ในเมือง เพราะการเกษตรไม่มีอนาคต มีนักท่องเที่ยวทักว่า อย่าทำเลย เอาไว้แบบเดิม ปรับให้คนมาพักจะดีกว่า

นั่นคือที่มาของรายได้หลักของชาวนาสวิสวันนี้ ที่ไม่ได้มาจากการเกษตร แต่มาจากการท่องเที่ยว คนไปเที่ยวทั้งหน้าร้อนและหน้าหนาว ไม่ได้เพียงไปสัมผัสกับธรรมชาติสวยงาม แต่ได้พบปะกับชาวบ้าน วิถีชีวิตแบบเดิม ได้ลองรีดนมวัว เห็นการทำขนมนมเนย อาหารท้องถิ่น ที่ขายนักท่องเที่ยว

ทุกอย่างอยู่ที่การจัดการ “ทุน” ท้องถิ่นให้ตอบสนองความฝันของผู้มาเยือนให้มากที่สุด พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่มาดูมาเห็น แต่ต้องการมารู้จัก มาสัมพันธ์กับคน กับชุมชน เช่นเดียวกับคนใน “มองท์ ลีโอแนส์” ภาคใต้ของฝรั่งเศสที่จัดการต้อนรับแขกในวันหยุดสุดสัปดาห์โดยสหกรณ์อย่างได้ผล

ที่นั่น คนไปเที่ยวพักผ่อนได้ออกจากความจำเจของเมืองใหญ่ไปอยู่ใกล้ธรรมชาติ ได้กินอาหารจากฝีมือแม่บ้านที่เก่งที่สุดของท้องถิ่น ได้พูดคุยกับผู้คนอย่างเป็นกันเอง ได้ซื้อข้าวของ ผักผลไม้ ขนมนมเนยติดมือกลับบ้าน ที่นั่นชุมชนร่วมมือร่วมแรงกันจัดการเป็น “เจ้าภาพ” ที่ดี

ปัญหาบ้านเราคือไม่ได้มีการช่วยพัฒานาคน พัฒนาระบบเพื่อให้มีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งจะต้องมาจากความรู้ความเข้าใจธรรมชาติของคนที่มาเที่ยว ความฝันของพวกเขา และตอบสนองความฝันนั้นด้วยทุนท้องถิ่นที่ผ่านการถอดรหัส ให้ผู้มาเยือนเข้าถึงคุณค่าที่ลึกลงไป ไม่ใช่สัมผัสได้แต่เปลือกนอก

การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนมักเอาแนวคิดของการท่องเที่ยวกระแสหลักไปใช้ มุ่งแต่จะ “ขายของ” ขายวัฒนธรรมแบบ “เด็ดยอดภูมิปัญญา” คิดถึงแต่มูลค่าโดยเข้าไม่ถึงคุณค่าและจิตวิญญาณ

การท่องเที่ยวแบบนั้นจะได้แค่ไป “เที่ยวหมู่บ้าน” แบบผิวเผิน เพียงเพราะเป็น “กระแส” เท่านั้น ไม่ได้ไปสัมผัสจิตวิญญาณอันเป็นเสน่ห์ที่เป็นคุณค่าอันล้ำลึกของชุมชน