ทีมข่าวคิดลึก

วิวาทะทางการเมืองที่เกิดขึ้นชนิดไม่เว้นแต่ละวันนั้นเต็มไปด้วยความหนักหน่วง นัยว่าจะกลายเป็น "ชนวน" เพิ่มดีกรีความขัดแย้งให้กลับมาอีกครั้ง โดยผ่านเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังอื้ออึง ระหว่างแกนนำต่างพรรค ทั้งที่เคยเป็น"แนวร่วม" กลับกลายแปรเปลี่ยนไปสู่ "คู่แข่ง" หรือแม้แต่ "ฝั่งตรงข้าม" อย่าง"ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย" ศัตรูคู่อาฆาตกันมาตลอดศก

ประเด็นที่กลายเป็น "เงื่อนไข" ปลุกเร้าให้บรรดาพรรคการเมืองน้อยใหญ่ ไปจนถึง "แกนนำ" จากว่าที่พรรคการเมืองใหม่ ไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยในเวลานี้ คงไม่พ้นกรณีกระแสความเคลื่อนไหวของ คนในรัฐบาลเตรียมประสานมือกับพรรคหน้าใหม่ บวกกับพรรคเก่า พรรคเดิม เพื่อผนึกกำลังสนับสนุน "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้กลับมาเป็น นายกฯรอบสองอีกครั้ง ไม่ว่าจะมาจาก "นายกฯคนนอก"หรือนายกฯคนในก็ตามที

"สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รองนายกรัฐมนตรี มือเศรษฐกิจประจำรัฐบาลเวลานี้ ดูเหมือนว่าจะต้องตอบคำถามเรื่องราวการทำพรรคการเมืองมากกว่าประเด็นด้านเศรษฐกิจ เพราะมีชื่อว่ารองนายกฯสมคิด เดินสายประสานกับ "หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ" ไปจนถึงไปรับประทานอาหารกับ "สุชาติ ตันเจริญ"แกนนำกลุ่มบ้านริมน้ำ อีกทั้งล่าสุด เจ้าตัวยังออกมาให้สัมภาษณ์ ส่งสัญญาณหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้เป็นนายกฯ ยิ่งทำให้นักการเมือง จากพรรคและกลุ่มก๊วนต่างๆ ไม่อาจนิ่งเฉยปล่อยให้ถูก คสช.ล้อมกรอบอยู่ฝ่ายเดียว

เพราะลำพังที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองเองก็มองว่าคนที่เป็นรัฐบาลนั้นย่อมกุมความได้เปรียบในทางการเมืองอยู่แล้ว โดยปริยาย ทั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ หอบคณะลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน จนกลายเป็นอีเวนต์หาเสียงล่วงหน้า รวมทั้งการออกมาตรการและนโยบายต่างๆเพื่อซื้อใจ ขณะที่พรรคการเมืองเองวันนี้ยังไม่สามารถดำเนินการจัดประชุมพรรคได้แต่อย่างใด ได้มอง คสช.เปิดเกมชิงกระแสทำแต้มไปก่อน ด้วยความอึดอัดใจ

ขณะที่ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวจากฟาก "ลุงกำนัน"สุเทพ เทือกสุบรรณประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ที่กำลังสร้างความหวั่นไหวไปยังคนในพรรคประชาธิปัตย์เพราะเชื่อว่าที่สุดแล้ว กปปส.จะตั้งพรรคการเมืองแน่นอน แม้สุเทพ จะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ก็ย่อมไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เนื่องจากสถานะของสุเทพ ดูจะไม่แตกต่างไปจากสถานะของ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯ และเจ้าของพรรคเพื่อไทย เพราะเป็นความสัมพันธ์ และความเชื่อมโยงในลักษณะของเป็นการ "ศูนย์อำนาจ" ในตัวเองอยู่แล้ว

แต่ดูเหมือนว่า แม้คนในพรรคประชาธิปัตย์เองจะออกมาแสดงท่าทีวิตกกังวลว่าอาจมีการแย่งคะแนนเสียงจากฐานเดียวกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้จนคล้ายเกิดความขัดแย้งระหว่าง "คนกันเอง"ระหว่าง กปปส.กับประชาธิปัตย์ทว่าในสายตาของคนพรรคเพื่อไทยกลับมองว่านี่คือปฏิบัติการแยกกันเดินร่วมกันตี ไม่มีการรบราหรือตัดขาดกันอย่างจริงจัง

แน่นอนว่าสถานการณ์เช่นนี้ กำลังเกิดขึ้นในการต่อสู้บนสังเวียนการเลือกตั้งรอบนี้ เมื่อกฎกติกาที่ร่างขึ้นโดยแม่น้ำแต่ละสายในมือของ คสช. ใช้สูตร "จัดสรรปันส่วนผสม" จึงกลายเป็นเงื่อนไขที่บีบให้พรรคการเมืองใหญ่หรือใครก็ตามที่คาดหวังชัยชนะ ต้องใช้รูปแบบการต่อสู้ แยกกันตี เสมอเหมือนกันหมด

ดังนั้นจึงอย่าได้แปลกใจหากจะพบว่าภายใต้วิวาทะทางการเมืองอันดุเดือดนั้น คือ การมองอย่างรู้ทัน อ่านกันออกชนิดช็อตต่อช็อต ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือนักการทหาร !