หายไปร่วมครึ่งกึ่งศตวรรษ กลับมาอีกครั้งช่วง 2 – 3 ปี ก็ทวงคืนความยิ่งใหญ่ในเวที “น้ำมันโลก” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

สำหรับ “สหรัฐอเมริกา” เจ้าของฉายา “พญาอินทรี” ในบริบท “มหาอำนาจด้านพลังงาน” ที่สร้างปรากฏการณ์ทวงคืนความยิ่งใหญ่ในการ “ส่งออกน้ำมัน” ได้อีกคำรบ

เริ่มจาก “ปฐมบท” การแก้ไขตัวบทกฎหมายเป็นเบื้องต้นในสมัยอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา เพื่อเปิดโอกาสให้สหรัฐฯ สามารถผลิตน้ำมันดิบได้เป็นของตนเอง ด้วยการไฟเขียวให้ไปขุดเจาะน้ำมันดิบนอกชายฝั่งของสหรัฐฯ เองได้ ลดทอนการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ควบคู่ไปกับสร้างงานให้แก่คนในชาติ เสริมทัพให้แก่แท่นขุดเจาะน้ำมันดิบที่มีเป็นของเดิมอยู่แล้ว

ก่อนเติมเต็มด้วย “อุตสาหกรรมน้ำมันดิบจากหินดินดาน” หรือที่เรียกกันติดปาก “เชลออยล์ (Shale Oil) เทคโนโลยีสกัดน้ำมันดิบออกจากหินดินดานอันเลื่องชื่อของสหรัฐฯ ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันดิบจากซากฟอสซิลที่ขุดเจาะจากชั้นใต้ดิน นับแต่ 2553 – 2554 สืบมา

เติมเต็มไม่เติมเต็มเปล่า แต่ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น ยังเป็นไปเพื่อการส่งออก จนกลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญรายการหนึ่งของสหรัฐฯ ด้วย

กระทั่ง 2559ตามการเปิดเผยของ “ทบวงพลังงานสากล” หรือ “ไออีเอ” ระบุว่า ปริมาณน้ำมันดิบที่สหรัฐฯ ผลิตได้จำนวนทะยานพุ่งถึง 9.90 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขยับฐานะของลุงแซมแดนสหรัฐฯ จนกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก เป็นรองเพียง “ซาอุดีอาระเบีย” พี่เบิ้มใหญ่แห่งวงการ “โอเปก” กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน และ “รัสเซีย” มหาอำนาจด้านพลังงานนอกโอเปก เท่านั้น

โดยปริมาณการผลิตน้ำมันดิบข้างต้น ก็ถือเป็นตัวเลขสูงสุดในประวัติศาสตร์ธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐฯ รอบเกือบ 50 ปีเลยทีเดียว

ล่าสุด ตัวเลขของ “ไออีเอ” รายงานว่า เมื่อปี 2560 สหรัฐฯ ก็ได้ผงาดแซงหน้า “ซาอุดีอาระเบีย” ผู้ทรงอิทธิพลของกลุ่มประเทศโอเปก ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 2 แทนที่ ด้วยปริมาณน้ำมันดิบที่ผลิตได้จำนวนมากถึง 10.43 บาร์เรลต่อวัน

ขณะที่ “ซาอุฯ ผลิตด้วยปริมาณตามหลังจำนวน 10.15 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งปริมาณน้ำมันดิบที่สหรัฐฯ ผลิตได้ถือว่า จ่อไล่รดต้นคอ “รัสเซีย” หมายเลขหนึ่งของโลกเข้าไปทุกขณะ ที่จำนวน 10.54 ล้านบาร์เรลต่อวัน ห่างกันเพียง 1.1 แสนบาร์เรลต่อวันเท่านั้น

ท่ามกลางความคาดหมายว่า พญาอินทรี จะเบียดพญาหมี ก้าวขึ้นแท่นมาเป็นหมายเลขหนึ่งของโลกแทนในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า คือ อนาคตอันใกล้

เหตุปัจจัยที่ทำให้บรรดานักวิเคราะห์คาดหมายในสถานการณ์ดังกล่าว ก็มาจาก “สหรัฐฯ” เอง ที่บรรดากิจการผลิตน้ำมันดิบทั้งจากแท่นจากขุดเจาะจากซากฟอสซิลในชั้นใต้ดินและน้ำมันดิบจากเชลออยล์ กำลังขยายตัวรุดหน้าไปเป็นอย่ามาก กอปรกับทาง “รัสเซีย” และ “กลุ่มประเทศโอเปก” มีแนวโน้มที่จะปรับเพดาน ลดกำลังผลิตของตนเองลง หรืออย่างมากก็คงกำลังการผลิตไว้เท่าเดิม ด้วยเหตุผลด้านราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ตกต่ำ จนเหล่าผู้ประกอบกิจการต่างพากันส่ายหัว

ปริมาณน้ำมันดิบที่ผลิตได้ข้างต้น ส่งผลให้เบื้องแรกช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ โดยมีรายงานว่า ลดลงจาก 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยืนมาอย่างยาวนานนับทศวรรษ เหลือเพียงวันละ 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์ก็คาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้าของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะลดลงไปอีก หากบรรดาโรงงานกลั่น หรือแปรรูปน้ำมันดิบ รุ่นใหม่ๆ ได้รับการก่อสร้าง และพร้อมเดินเครื่องดำเนินการผลิต โดยในปัจจุบันโรงงานแปรรูปน้ำมันส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้มีศักยภาพกลั่นน้ำมันดิบชนิด “หนัก” ไม่ได้รองรับน้ำมันดิบชนิด “เบา”

โดยน้ำมันดิบชนิดหนักที่สหรัฐฯ นำเข้ามาแปรรูปนั้น ส่วนใหญ่ก็สั่งซื้อจากแคนาดา เม็กซิโก และเวเนซุเอลา

นอกจากส่งผลลดการนำเข้าน้ำมันดิบแล้ว จากปริมาณน้ำมันดิบที่ผลิตออกมาได้จำนวนมหาศาล สหรัฐฯ ก็นำไปส่งออก จนทำให้สหรัฐฯ ก้าวทะยานขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับสองของโลก เป็นเงาตามตัวเลขปริมาณน้ำมันดิบที่ผลิตได้ และมีแนวโน้มว่าจะก้าวขึ้นแท่นเป็นเบอร์หนึ่งแทนรัสเซีย ในภาคการส่งออกน้ำมันนี้ด้วยเช่นกัน ด้วยการขยายฐานการตลาดไปในหลายภูมิภาคโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภูมิภาคเอเชียที่สถานการณ์เศรษฐกิจกำลังขยายตัวเติบโต

ประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ อันดับหนึ่งก็มิใช่ใครที่ไหน แต่เป็นชาติเพื่อนบ้าน ที่สหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันดิบชนิดหนักนั่นเอง นั่นคือ แคนาดา ถือว่า เป็นชาติลูกค้ารายใหญ่ที่สุด

ตามมาด้วย “จีนแผ่นดินใหญ่” ที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ลำดับที่สอง แต่ก็พร้อมที่จะแซงหน้าแคนาดา ก้าวขึ้นมาลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน จากการที่แดนมังกรแห่งนี้ เศรษฐกิจยังขยายตัวเติบโตอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้ง จำเป็นต้องใช้พลังงานเชื้อเพลิง เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการบริโภคของประชาชนที่มีจำนวนมหาศาล

ด้วยปริมาณน้ำมันดิบที่ผลิตได้ในแต่ละวันกว่า 10 ล้านบาร์เรลเช่นนี้ ก็ส่งผลให้ทางประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ จอมสร้างสีสัน ขยับปรับยุทธศาสตร์ด้านพลังานมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านโรงานแปรรูปน้ำมันให้มีประสิทธิภาพแปรรูปน้ำมันดิบชนิดต่างๆ ได้ การเพิ่มศักยภาพบริการเก็บกักน้ำมันนอกชายฝั่งระดับซูเปอร์แทงเกอร์ เช่น ที่ท่าเรือนอกชายฝั่งของรัฐลุยเซียนา การยกระดับ “ฟาเธอร์เวสต์” ที่ท่าเรือ “คอร์ปัส คริสตี” ในรัฐเทกซัส ให้เป็นเปรียบเสมือนแหล่งชุมนุม หรือศูนย์กลางด้านการส่งออกน้ำมันดิบ เป็นต้น โดยเขาหมายมั่นปั้นมือว่า จะทำให้สหรัฐฯ เป็น “มหาอำนาจด้านพลังงาน” แถมมิใช่เป็น “มหาอำนาจแบบธรรมดา” แต่ทว่า ถึงขั้น “ชี้นำ” หรือ “ครอบงำ” ในวงการพลังงานโลกได้ด้วย คือ “ชี้เป็น ชี้ตาย” หรือ “ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้” ในโลกแห่งพลังงานกันได้เลย จนถึงขนาดกล่าวได้ว่า ให้ยุคของเขานั้น เป็น “ยุคทองแห่งพลังงานของอเมริกา” กันโดยแท้