การฟืนฟูระบบนิเวศป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ
ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (1)

เป็นระยะเวลากว่าสามทศวรรษที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริได้ดำเนินงานด้านการพัฒนาป่าไม้ในพื้นที่ โดยน้อมนำแนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมุ่งเน้นให้ผลการดำเนินงานสู่ประชาชนโดยตรง เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า นั่นคือ เพื่อความพออยู่พอกิน ในขณะเดียวกันทรงปูพื้นฐานไว้สำหรับความอยู่ดี กินดี ต่อไปในอนาคต

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2525 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชวโรกาสให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ (พระอิสริยยศในขณะนั้น คือ หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ องคมนตรี) อธิบดีกรมชลประทานและเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ เข้าเฝ้าฯ ณ กรมราชองค์รักษ์ สวนจิตรลดา ในการนี้ ได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการและดำเนินการจัดหาน้ำสนับสนุนศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ อำเภอดอยสะเก็ต จังหวัดเชียงใหม่ โดยเร่งด่วน มีใจความดังนี้

“...ควรพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างอ่างเก็บน้ำบริเวณต้นน้ำห้วยฮ่องไคร้เหนืออ่างเก็บน้ำห้วยฮ่องไคร้ 1 ที่เร่งรัดพัฒนาชนบทได้ก่อสร้างไว้แล้ว เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำ สำหรับการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำห้วยฮ่องไคร้ต่อไป...”

และเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2527 เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรศูนย์ศึกษาฯ ได้พระราชทานพระราชดำริเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางในการวางแผนการดำเนินงานของศูนย์ฯ ดังนี้

“...ทำการศึกษาการพัฒนาป่าไม้พื้นที่ที่ต้นน้ำลำธาร ให้ได้ผลอย่างสมบูรณ์เป็นหลัก เป็นต้นทางและปลายทาง เป็นการศึกษาการประมงตามอ่างเก็บน้ำต่างๆที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อราษฎรอย่างแท้จริงผสมกับการศึกษาด้านสหกรณ์ ด้านเกษตรกรรม ด้านปศุสัตว์ (รวมโคนม) และด้านเกษตรอุตสาหกรรม รวมทั้งด้านตลาดอีกด้วย เพื่อให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้แห่งนี้เป็นศูนย์ที่สมบูรณ์แบบ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อราษฎร์ที่จะเข้ามาศึกษากิจกรรมต่างๆภายในศูนย์ แล้วนำไปใช้ปฏิบัติอย่างได้ผลต่อไป...”

“...การฟื้นฟูและอนุรักษ์บริเวณต้นน้ำซึ่งมีสภาพแห้งแล้งโดยเร่งด่วน โดยทดลองใช้วิธีใหม่ เช่น การผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำในระดับบนลงไปตามแนวร่องน้ำต่างๆเพื่อช่วยให้ความชุ่มชื้น ค่อยๆแผ่ขยายออกไป สำหรับน้ำส่วนที่เหลือก็จะไหลลงอ่างเก็บน้ำในระดับต่ำลงไป เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านงานเกษตรกรรม ควรปลูกป่าทดแทนตามแนวร่องน้ำ ซึ่งมีความชุ่มชื้นมากกว่าบริเวณสันเขาจึงจะทำให้เห็นผลเร็ว เป็นการประหยัดกล้าไม้และปลอดภัยจากไฟป่า เมื่อร่องน้ำมีความชุ่มชื้นขึ้น ลำกับต่อไปก็ควรสร้างฝายต้นน้ำเป็นระยะๆเพื่อค่อยๆกักน้ำไว้ แล้วต่อท่อไม้ไผ่ส่งออกทั้งสองฝั่งร่องน้ำอันเป็นการช่วยแผ่ขยายความชุ่มชื้นออกไปตลอดแนวร่องน้ำ...”

แนวพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาจะยึดถือหลักสำคัญของความเรียบง่ายดังที่ได้ทรงใช้คำว่า “Simplify” หรือ “Simplicity” คือ จะต้องเรียบง่าย ไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อน ทั้งแนวความคิด ด้านเทคนิควิชาการต้องสมเหตุสมผล ทำได้รวดเร็วและสามารถแก้ไขปัญหาให้ก่อประโยชน์ได้จริง ตลอดจนต้องมุ่งไปสู่วิถีแห่งการพัฒนาแบบยั่งยืน (Sustainability) อีกทางหนึ่ง

ลักษณะการพัฒนาป่าไม้ในศูนย์ฯประกอบด้วยการพัฒนาป่าไม้ด้วยน้ำชลประทาน โดยการปล่อยน้ำจากอ่างเก็บน้ำลงสู่พื้นที่ป่าซึ่งในพื้นที่ให้ทำคูน้ำระบบก้างปลา พื้นที่ป่าและพื้นที่ตามริมลำห้วยธรรมชาติจะได้รับน้ำซึมจากคูน้ำนี้ ในช่วงที่ขาดฝนและตลอดฤดูแล้ง จะทำให้ป่าไม้ในพื้นที่นี้ได้รับน้ำตลอดปี ซึ่งต้นไม้จะเขียวชอุ่มตลอดปี นอกจากนี้ พื้นที่ดินยังชุ่มชื้นตลอดทั้งปีอีกด้วย บริเวณนี้จะเป็นแนวป้องกันไฟ(ป่าเปียก)ทั้งผืน

อีกลักษณะหนึ่งคือการพัฒนาป่าไม้นอกเขตชลประทาน โดยสร้างฝายเก็บน้ำตามร่องห้วยธรรมชาติ พื้นที่นี้จะได้รับน้ำซึมจากฝายเก็บน้ำที่สร้างขึ้นนอกจากนี้ ฝายเก็บน้ำเหล่านี้ควรต่อท่อชักน้ำทั้งสองฝั่ง(อาจจะใช้ท่อไม้ไผ่) เพื่อชักน้ำจากเหนือฝายกระจายน้ำออกไปตามสันเนินเพื่อให้น้ำซึมลงไปในดินเพิ่มความชุ่มชื้นในดิน สำหรับสนับสนุนการปลูกป่าไม้ตามร่องห้วยธรรมชาติและชายเนินต่อไป ซึ่งต้นไม้ตามร่องห้วยและชายเนินนี้จะเติบโตเร็วคลุมร่องห้วยไว้ ทำให้พื้นดินชุ่มชื้นตลอดเวลามีลักษณะเป็นแนวป้องกันไฟ(ป่าเปียก) เป็นแนวไปตามร่องห้วยต่างๆ (อ่านต่อ)

นายสภาพ ปารมี
สำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ กรมอุทยานแห่งชาติฯ