มีคำพูดที่หลายคนเคยได้ยินกันมามาก คือ เวลาคุยกับญาติ เพื่อนหรือใครก็ตาม เขาห้ามคุย 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่องการเมือง กับเรื่องศาสนา เพราะอาจต้องทะเลาะหรือผิดใจกันได้ โดยเฉพาะในบรรดาผู้ที่มีอาชีพทางด้านบริการ (ลูกค้า) ในอเมริกาเองก็มักได้รับการบอกเตือนอย่างไม่เป็นทางการ จากคนที่ทำงานมาก่อน จากนายจ้าง หัวหน้า หรือแม้แต่องค์กรว่า ฟากไม่จำเป็นจริงๆแล้ว อย่าไปสนทนากับลูกค้าหรือผู้ใช้บริการในประเด็นเกี่ยวกับศาสนาและการเมือง ถ้าหากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ แล้วก็ให้พยายามหยวนๆ ตามความเชื่อของลูกค้าไป ที่สำคัญอย่าแสดงทัศนะความเชื่อของผู้ให้บริการเป็นดีที่สุดด้วยเหตุที่ทั้งการเมืองและศาสนามีความอ่อนไหวต่อการสนทนา

การเมืองในอเมริกาเป็นการต่อสู้ชิงชัยกันระหว่าง 2 พรรคการเมืองใหญ่ คือเดโมแครตกับรีพับลิกัน ผู้สมัครทั้ง 2 พรรคต่างก็อ้างถึงการอยู่ในกรอบของการเป็นศาสนิกที่ดีของฝ่ายตน โดยเฉพาะข้างรีพับลิกัน ซึ่งเป็นพรรคแนวอนุรักษ์นิยมถึงกับสร้างภาพของพรรคให้ปรากฏออกมาในแนวจารีต กล่าวคือ ตั้งอยู่มีกรอบศีลธรรมอันดี จากหลายนโยบายที่ประกาศ เช่น การไม่สนับสนุนหรือการต่อต้านการทำแท้ง  นักการเมืองที่ดีต้องไปโบสถ์กับครอบครัวบ้าง ไม่สนับสนุนการตีทะเบียนโสเภณี หรือแม้แต่การไม่สนับสนุนหรือยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขต่างๆ จากความคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งกรณีอบายมุข เช่น การพนันหรือสุรานั้น ระบบวัฒนธรรมการเมืองอเมริกัน แยกเรื่องส่วนบุคคล กับเรื่องนโยบายสาธารณะที่กำหนดโดยรัฐออกจากกันอย่างชัดเจน

ดูเผินๆ ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ผมอยากตั้งเป็นข้อสังเกตเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นดังนี้
1. ระบบการเมืองอเมริกันมีการนำเรื่องศาสนามาหาเสียง ทุกครั้งในช่วงการหาเสียง
ผู้สมัครอเมริกันแทบทุกพรรคจะหาเสียงด้วยการอ้างถึงความเป็นอยู่ในกรอบหรือคำสอนของ ศาสนา ซึ่งศาสนาที่นักการเมืองอเมริกันต้องพยายามทำให้ประชาชนเห็นว่า เป็นศาสนิกที่ดี ก็คือ ศาสนาคริสต์  เพราะเป็นศาสนาที่คนอเมริกันส่วนใหญ่นับถือ และเป็น“ศาสนวัฒนธรรมนำ” ของอเมริกัน เช่น แม้ในกรณีของนายบารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีของอเมริกัน สังกัดพรรคโมแครต (ที่ถือว่าอยู่ฝ่ายเสรีเสียด้วยซ้ำ) เขาเองเคยได้รับการกล่าวถึงจากฝ่ายการเมืองขั้วตรงกันข้าม ซึ่งก็คือ  พรรครีพับลิกันว่า เป็นศาสนิกในศาสนาอิสลาม จนนายโอบามาต้องออกมาชี้แจง และแสดงตัวโชว์ยืนยันให้พลเมืองอเมริกันได้เห็น ด้วยการเดินทางไปทำพิธีแบบคริสต์ในโบสถ์คริสต์ ทั้งในช่วงก่อนการเลือกตั้งเมื่อปลายปี 2008 และในช่วงหลังการรับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอเมริกันแล้วก็ตาม
หมายความว่าทางพรรครีพับลิกัน ได้พยายามที่จะดิสเครดิต (Discredit) นายโอบามา โดยใช้ประเด็นทางศาสนา ถึงแม้ว่าในระบบการเมืองอเมริกัน (กฎหมาย) กำหนดให้ศาสนาไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับรัฐ คือ กำหนดให้การนับถือศาสนา เป็นเรื่องของบุคคล ไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารหรือนโยบายรัฐ
2. จากเหตุผลในข้อแรก ทำให้การเมืองอเมริกันดำเนินไปด้วยระบบกฎหมายเป็นหลัก ระบบกฎหมายกำหนดจากเสียงหรือความต้องการของประชาชนโดยใช้กติกาสัญญา ประชาคมในระบอบประชาธิปไตย การนับถือศาสนาเป็นเรื่องปัจเจก ใครจะศรัทธาหรือเชื่อในหลักการของศาสนาใดก็เป็นเรื่องของคนคนนั้น รัฐมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา หรือแม้กระทั่งผู้ที่ไม่นับถือศาสนาใดๆ ระบบการเมืองอเมริกันหรือวิถีอเมริกันมีการพูดถึง “คนดี” ในความหมายทั่วไปเชิงศีลธรรมสากล โดยไม่ได้หมายถึง คนดี ในความหมายของแต่ละศาสนิก ซึ่งให้นิยามความดีและคนดีแตกต่างกันไป เพราะหากนำมาอ้างกันแล้วก็จะก่อให้เกิดความขัดแย้งทางสังคมได้ เพราะแม้ศาสนิกเดียวกันอาจตีความหมายของ “คนดี”และ “ความดี” ไปคนละแบบ
3. ศาสนานำของคนอเมริกัน คือ ศาสนาคริสต์ก็จริง แต่นักการเมืองอเมริกันเข้าใจได้เกือบทุกคนว่า ควรจะวางบทบาทในประเด็นทางศาสนาอย่างไรจึงถูกต้องและเป็นประโยชน์กับตัวเองและพรรค นั่นคือ ต้องวางตัวอย่างไรจึงจะได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน คำตอบก็คือ พวกเขาต้องแสดง (แม้ต้องเสแสร้ง) ถึงการยอมรับในความหลากหลายของความเชื่อและความศรัทธาทางด้านศาสนา ให้เป็นเรื่องส่วนตัวของประชาชน คือ วางตัวด้วยการไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ขณะเดียวกันนักการเมืองอเมริกันส่วนใหญ่ก็แสดงว่ามีท่าทีนับถือศาสนาของตนเอง การแสดงออกก็อย่างเช่น การไปโบสถ์ ไปร่วมในศาสนพิธี พิธีกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น เป็นต้น (เป็นไปได้ว่า การแสดงออกดังกล่าว เป็นการสร้างภาพและเป็นของจริงหรือเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง)
4. หลักสิทธิมนุษยชน หรือหลักศีลธรรมสากล ส่วนหนึ่งเป็นไปตามหลักสังคมนิยมน์ (หลักที่สังคมยอมรับร่วมกัน) หมายถึงเป็นไปตาม “หลักสัญญาศีลธรรมสากล” ของประชาชนส่วนใหญ่ เป็นกติกาเชิงวัฒนธรรมที่คนส่วนใหญ่รับรู้กันดี ทำให้หลักศาสนาแท้ๆ ของแต่ละศาสนากลายเป็นเรื่องรองลงไป ศาสนาของคนอเมริกันเป็นในลักษณะจริต (ในพระพุทธศาสนามีพูดถึง จริต 6) หรือความเชื่อของแต่ละปัจแจกบุคคลที่แตกต่างกัน โดยมีระบบสัญญาศีลธรรมสากลคลุมเอาไว้ทั้งหมด
5. ความหมายที่แท้จริงของเสรีภาพอยู่เหนือการเป็นศาสนิกของแต่ละศาสนา หมายถึง เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพในการไม่นับถือศาสนา น่าสนว่า บางทีข้อนี้ก็มองเลยเถิดกันไปว่า การมีเสรีภาพตามความหมายของอเมริกัน กลายเป็นศาสนาหรือหนึ่งด้วยหรือไม่ (ชื่อศาสนาเสรีภาพ) โดยเฉพาะจากบรรดานักการศาสนา หรือศาสนิกแนวจารีต?
6. ศาสนา เป็นคนละเรื่องกับความยุติธรรมในกระบวนการตัดสินของศาล (ขณะที่ระบบศาลอเมริกันมาจากการเมืองและยึดโยงกับประชาชน) หมายถึงหลักธรรมหรือศีลธรรมใดๆ ก็ตามในศาสนาไม่สามารถนำมาใช้อ้างในการตัดสินคดีความใดๆ ได้ ยกเว้นหลักศีลธรรมสากล หรือหลักอันเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนซึ่งองค์คณะหรือลูกขุนพิจารณาจากคนและกระบวนการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในลักษณะของ “สามัญสำนึก” ( Common Sense) หรือที่เรียกว่าระบบ Common Law นั่นเอง
7. แหล่งอ้างอิงในเชิงการกดทับ เหยียดหยาม กลั่นแกล้ง ฝ่ายที่มีความเชื่อความศรัทธาตรงกันแทบไม่มี , อย่างเช่น การใช้สถาบันศาสนาหรือเนื้อหาศีลธรรมอ้างอิง หรือเป็นข้ออ้างในการทำกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อคนหรือกลุ่มที่มีความเห็น ต่างทางด้านความเชื่อไม่สามารถทำได้ เพราะศาสนา ได้ถูกทำเป็นเรื่องส่วนตัว (ปัจเจก) หรือเฉพาะกลุ่มนั้นๆ ไปเสียแล้ว ไม่ใช่เนื้อหาเชิงศีลธรรมแบบธัมมาธิปไตย เหมือนดังคำเทศนาของ ว. วชิรเมธี ไม่นานมานี้ ที่เอาระบบ “ยูโทเปียธัมมาธิปไตย” มาผสมปนเปกับโลกาธิปไตย (เรื่องนี้ผมได้เคยอธิบายไปแล้วใน “โลกาธิปไตย”ที่ถูกนักการศาสนาไทยส่วนหนึ่งดูหมิ่นดูแคลน หาว่าเป็นระบอบที่แย่พอๆ กับอัตตาธิปไตย ทั้งๆ ที่โลกกาธิปไตยอาจเป็นคำที่มีความหมายใกล้เคียงมากที่สุดกับคำ “ประชาธิปไตย”)

สรุปคือ ความสำคัญของเรื่องการเมืองกับศาสนาน่าจะอยู่ที่ คนอเมริกันตระหนักถึงการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ สร้างภาพหรือสร้างสัญลักษณ์ว่า เป็นคนดี ใช้ศาสนาเพื่อให้ผู้ใช้ที่เป็นทั้งนักการเมืองและไม่ใช่นักการเมืองเกิดความความมั่นคงปลอดภัยในสถานะด้านต่างๆ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ขณะเดียวกันศีลธรรมทางศาสนายังถูกนำไปใช้ข่มทับฝ่ายตรงกันข้าม อาจเป็นศาสนิกเดียวกัน ศาสนิกในศาสนาอื่นหรืออาจเป็นอศาสนิก(ไร้ศาสนา)โดยวิธีการรุนแรงและไม่รุนแรง

ผมมีข้อน่าสังเกตอยู่อย่างน้อย 2 ประการ ต่อท่าทีการนับถือพระพุทธศาสนาแบบสุดโต่งของผู้ที่อ้างกันว่าเป็นศาสนิกหรือแม้ผู้ที่อ้างว่าเคร่งครัดในหลักพุทธธรรมก็ตาม

ประการแรก คือ การประคัมภีร์ หมายถึง การเอาคัมภีร์ มาปะทะกันเสมือนถือดาบหวัดแกว่งอยู่ในมือ เป็นประเภทสุดโต่งทางด้านพยัญชนะคัมภีร์และในเชิงประวัติศาสตร์ เสมือนพวกชอบโชว์ของ

ประการที่สอง คือ การยึดกุมหลักธรรมของศาสนา เป็นของตนหรือของกลุ่มตน เป็นคนประเภทที่หากมิใช่ “คนที่บูชาหลักการศาสนา” เดียวกับตน รวมถึงการตีความหลักธรรมที่แตกต่างออกไปจากความเห็นของตนหรือของพวกตนแล้ว คนเหล่านี้จะมองว่า ผู้อื่นเป็นมาร กลายเป็นคนเลวร้ายไปในบัดดล

ขณะที่นัยเชิงลึกบางประการของความเป็นศาสนิกอย่างเช่น พุทธศาสนิกชน คือ การเพิกถอนเสียจากความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งใดๆทั้งปวง แม้แต่จะเป็น”ความเป็นพุทธ” ก็ตาม เพื่อให้ถึงเป้าหมาย คือ เสรีภาพภายในอย่างแท้จริง

หลักศีลธรรมศาสนาโดยรวมทั่วไปแล้ว เป็นเรื่องที่ดีแทบทั้งสิ้น (โดยที่ต้องไม่ลืมกระบวนการทางด้านความเป็นมาของประวัติศาสตร์และในแง่จิตวิทยาผลประโยชน์ เช่น ผลประโยชน์ทางจิต ผลประโยชน์ทางวัตถุของศาสนาอีกด้วย) เพียงแต่ศาสนิกของแต่ละศาสนาจะเอามาใช้เพื่อผลสำหรับตัวเองอย่างไรเท่านั้น