สมบัติ ภู่กาญจน์

( ต่อจากตอนที่แล้ว )

เราคงชินกับเสียงบ่นที่ว่า “ทุกวันนี้ คนส่วนใหญ่ไม่อ่านหนังสือ”

แต่เราเคยถามตัวเองกันบ้างหรือไม่ ว่า “ และตัวเราเองเล่า ทุกวันนี้ อ่านหนังสือมากขึ้นหรือน้อยลงเพียงใด?”

ผมเอาบทความชิ้นหนึ่งของ คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่เขียนไว้เมื่อ 45 ปีที่แล้ว มาตีพิมพ์ให้อ่านกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็ด้วยเหตุผลนี้แหละครับ

เหตุผลที่จะชวนคุยชวนคิด ว่าในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่อ่านหนังสือ คนส่วนน้อยที่เห็นว่าการอ่านหนังสือยังเป็นสิ่งจำเป็นหรือมีประโยชน์สำหรับมนุษย์ ก็ควรจะต้องคิดต้องทำอะไรกันบ้าง

ซึ่งคนส่วนน้อยส่วนหนึ่ง ซึ่งมีผมร่วมอยู่ด้วย ผู้ที่ชอบอ่านหนังสือมาตลอดชีวิตและเห็นว่าการอ่านหนังสือยังมีประโยชน์ คิดอยู่ในขณะนี้ก็คือ การถามตัวเองว่า ทุกวันนี้ เราอ่านหนังสือมากขึ้นหรือน้อยลงเพียงใด?

ได้คำตอบว่า ‘หนังสือเล่ม’นั้นยังอ่านมากอยู่เป็นปกติ แต่เลือกสรรอ่านมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน เฉพาะแนวที่เราสนใจ หรือแนวคิดใหม่ๆที่เรายังไม่รู้เป็นสำคัญ ส่วน‘หนังสือพิมพ์นิตยสารหรือความเห็น’(ในหน้าหนังสือพิมพ์)นั้นอ่านน้อยลงมาก

จึงคิดหาเหตุผลต่อไปว่าเป็นเพราะเหตุใด

พบคำตอบว่า เพราะข้อเขียนหลายชิ้น เขียนไม่ดี-ไม่ถูกใจ-ไม่ชวนให้ติดตามอ่าน เลย

หรือบางชิ้น ความคิดที่อยากนำเสนอก็น่าสนใจดี แต่การเขียนเหมือนบรรยายอยู่ในห้องเรียนระดับปริญญาโทในมหาวิทยาลัย ซึ่งการพยายามให้ความรู้นั้น นอกจากจะมาจากความคิดฝรั่งที่แปลเป็นไทยอย่างยาวเยิ่นเย้อแล้ว บางครั้งยังซับซ้อน ต้องการความรู้ด้านอื่นอีกเยอะมาก ผู้อ่านจึงจะเข้าใจหรือจับความได้ว่า ข้อเขียนที่เขียนมาทั้งหมดนั้น ผู้เขียนอยากจะบอกใครว่าอย่างไร

นึกถึงกันบ้างหรือเปล่าครับ ว่าคนอ่านหนังสือพิมพ์นั้นเป็นใคร และคนส่วนใหญ่ที่พลิกกระดาษหนังสือพิมพ์นั้นอยากได้ความเห็นอย่างไรแค่ไหน จากหน้าหนังสือพิมพ์ของเมืองไทยในแต่ละวัน

สารพัดเหตุผลของ ‘การเขียนที่ไม่ชวนให้คนทั่วไปติดตามอ่าน’ ( ซึ่งยังมีตัวอย่างอีกมากมายหลายสิบประการ ที่ผมขออนุญาตไม่พูดต่อ) เหล่านี้หรือเปล่า? ที่ส่งผลร่วมทำให้คนอ่านหนังสือในยุคนี้ลดน้อยลงไปด้วย ผมนั่งคิดถึงปัญหาเหล่านี้ พร้อมกับคิดถึงอาจารย์คึกฤทธิ์ขึ้นมา

คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้เป็น‘ครู’ในวิชาการเขียนหนังสือของผม ผู้ซึ่งถนัดสอนด้วยวิธี ‘ทำให้เห็น’มากกว่าการสอน ‘ด้วยวาจา’

และเป็น ‘ครู’ในวิชาการหนังสือพิมพ์ให้ผม ด้วยการพูดคุยติชมกันตรงๆตามกาละและเทศะ ให้ผมได้ซึมซับ ว่าการเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ที่ดีที่ควรนั้น จะต้องทำ-หรือไม่ทำ อะไรอย่างไร?

ผมจำได้ว่า ในวงสนทนาหลายครั้ง อาจารย์คึกฤทธิ์เคยพูดถึงการเขียนหนังสือพิมพ์ ที่พอสรุปไปใช้ประโยชน์ในการเขียนคอลัมน์ลงหน้าหนังสือพิมพ์ได้ว่า “อยากเขียนหนังสือให้ดี ให้มีคนติดตามอ่าน จะต้องระลึกเสมอว่า ต้องเขียนให้คนทุกคนสามารถจะอ่านเรื่องที่เราเขียนได้ทั้งหมด นับตั้งแต่เป็นประชาชนคนธรรมดาไปจนถึงนายกรัฐมนตรี เราต้องเขียนให้คนเขาสนใจและเข้าใจเรื่องที่เราเขียน เพราะความสนใจความเข้าใจจะทำให้เกิดการติดใจ และเมื่อติดใจแล้วการติดตามก็จะตามมา”

เพราะฉะนั้น ถ้าจะเขียนให้คนทั่วไปอ่าน ก็ควรระลึกว่า เขาเหล่านั้นคือใคร? และอะไรคือสิ่งที่เขาสนใจอยู่ และเราอยากให้เขารู้อะไร? เขียนเรื่องที่คนฟังแล้วเข้าใจได้ง่ายๆ อย่าให้ยาก หรือยาวเกินไปนัก ถ้าจำเป็นจะต้องมีการอ้างอะไรที่เป็นวิชาการอยู่บ้าง ก็ต้องระมัดระวังว่าอย่าให้มันบ่อยเกินนัก และพยายามเขียนให้กระชับ อย่าตามใจตนจนยาวเกินทางสายกลาง ที่พอควรพอดี

อย่าเป็นนักเขียนที่คิดถึงแต่เรื่องที่ตนอยากเขียน แต่ลืมคิดถึงคนที่เขากำลังจะอ่าน-หรือไม่อ่านเรื่องของเราด้วย ว่าเขาเหล่านั้นเป็นใคร?

และถ้าหวังว่าจะเขียนให้นายกรัฐมนตรีอ่าน ก็ต้องไม่ลืมว่า จะติจะชมสิ่งใดเขา ก็ต้องให้มันมีเหตุมีผลประกอบที่แจ้งชัด เพราะไม่มีมนุษย์คนใดที่จะชอบฟังเสียงคนอื่นด่าตัวเองแน่ และที่สำคัญที่สุด หัดใช้อารมณ์ขันให้มากๆ จะช่วยทำให้งานเขียนน่าอ่านได้มากขึ้น และอย่ายืนแนวคิดอยู่แค่จุดๆเดียว จนทำให้คนที่เราอยากเขียนถึง หรืออยากให้เขาอ่าน ไม่ยอมอ่านข้อเขียนของเราไปเสียก่อนก็แล้วกัน”

ลองกลับไปอ่านข้อเขียนของอาจารย์คึกฤทธิ์ ที่ผมเอามาลงเป็นตัวอย่างไว้เมื่อตอนแรกแล้วคิดดูเถิดครับ ว่าท่านผู้อ่านเห็นด้วยกับคำแนะนำเหล่านี้ หรือไม่ และความห่างเหินจากคำแนะนำเหล่านี้ไปมีส่วนหรือเปล่า ที่ทำให้คนในยุคนี้ ที่ไม่ว่าจะเป็นทั้งคนรุ่นเก่ารุ่นใหม่ อ่านหนังสือกันน้อยลงในปัจจุบัน

สมมุติว่าท่านผู้อ่านยังไม่ลืมบทความของอาจารย์คึกฤทธิ์ที่ผมอ้างถึง ลองพิจารณาแต่ละบรรทัดดูซีครับ

มีใครบ้างที่ไม่รู้จักต้นไม้ และถ้าหากจะมีคนบอกว่า มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์พบว่าต้นไม้มีความรู้สึก จะมีคนสักกี่คนที่ไม่ให้ความสนใจ

ทั้งๆที่บทความชิ้นนี้ ผู้เขียนเริ่มเรื่องเป็นการขออภัยรัฐมนตรีคลัง ที่ได้เขียนคอลัมน์วิพากษ์วิจารณ์การทำงานไปด้วยความเข้าใจในข้อมูลที่คลาดเคลื่อน จึงจำเป็นต้องเขียนชี้แจงเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่รัฐมนตรี แต่หลังจากจบสาระการชี้แจงแล้ว ผู้เขียนจะเรียกร้องความสนใจจากคนอ่านอื่นๆที่ไม่ใช่รัฐมนตรีคลังด้วยเรื่องราวใดต่อไปอีก นั่นคือ ‘ฝีมือ’ในการเขียนที่น่าศึกษาพิจารณา

และที่โชว์ฝีมือสุดยอด คือบทร้อยกรองปิดท้ายเรื่อง ซึ่งแต่งขึ้นสดๆร้อนๆในขณะที่เขียน อันเป็นสิ่งที่นักเขียนคอลัมน์ในเมืองไทยส่วนใหญ่อาจทำไม่ได้ แต่ผลงานการเขียนเช่นนี้ ย่อมสร้างการติดตามหรือความรู้สึกให้ผู้อ่านทุกระดับได้อย่างไรแค่ไหน นั่นก็เป็นอีกสิ่งที่น่าพิจารณา

อย่างไรก็ตาม อาจจะเป็นไปได้ว่า การสื่อสารด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆที่มีมากขึ้น ก็อาจมีส่วนด้วยในปรากฏการณ์คนอ่านหนังสือน้อยลงในยุคนี้ แต่ผมคิดว่า ถ้าหาก ‘ผู้เขียน’จะพยายามปรับปรุงหรือพัฒนาวิธีการเขียนหนังสือของตนให้ ‘ผู้อ่าน’เกิดความสนใจหรือติดตามงานเขียนได้มากขึ้น แรงจูงใจที่จะทำให้เกิดการอ่านก็จะมีมากขึ้น แทนที่จะ ‘นั่งบ่นแล้วก็ก้มหน้ากันต่อ’เช่นที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน

สติ คือความระลึกว่าเรากำลังจะทำหรือไม่ทำอะไรกันอยู่ ปัญญาคือความรู้ความตระหนักว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างเร็วและแรงขึ้นทุกขณะ และการเปลี่ยนแปลงก็กำลังมีผลกระทบมาถึงคน คนซึ่งมีหลายกลุ่มหลายเหล่าหลายความคิด แต่ไม่ว่าความคิดเหล่านั้นจะหลายหลากอย่างไรก็ตามแต่ คนก็ต้องมีจุดร่วมบางอย่างที่เป็นสิ่งเดียวกัน

แสวงหาจุดร่วมนั้นให้พบ

แล้วลงมือทำ กันเท่าที่จะมี ‘สติ-ปัญญา’ทำได้

ท่านผู้อ่านเห็นด้วยกับผมไหมครับ?