ดร.วิชัย พยัคฆโส
payackso@gmail.com

พลันเสียงปี่กลองเริ่มต้นจากการที่รัฐบาลคลายล็อคทางการเมืองให้มีการจดจองชื่อพรรคการเมืองตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา จึงเปรียบเสมือนเปิดวาลว์น้ำที่ถูกปิดกั้นมานาน 4 ปี บรรดาคอการเมืองต่างแต่งตัวเข้ามาจดจองพรรคใหม่กันคับคั่ง รวมกับพรรคเก่าที่มีอยู่แล้วมากกว่า100 พรรค มากที่สุดในโลก

มองในภาพความสวยงามของประชาธิปไตยที่ผลิดอกออกใบเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนต้องการประชาธิปไตย ในรูปแบบของตัวแทนอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนกำหนดวันเลือกตั้งที่จะมีการตกผลึกร่วมกันในเดือนมิถุนายนนี้ก็ตาม เชื่อว่ากิจกรรมทางการเมืองถึงเวลาเริ่มต้น ในขณะที่รัฐบาลมั่นใจในความพร้อมที่จะเปิดประตูความเป็นประชสธิปไตยให้ชาวโลกได้ชื่นชม

แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันแซดว่า พรรคที่จดจองใหม่มีทั้งพรรคที่เป็นทางเลือกใหม่ พรรคที่จะเป็นแนวร่วมของรัฐบาลโดยเฉพาะที่แสดงกันชัดๆคือพรรคที่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ มาเป็นนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลเลือกตั้งครั้งใหญ่นี้ก็หลายพรรค ถือเป็นเรื่องปกติของการเมืองในยุคประชาธิปไตย ซึ่งขึ้นอยู่กับประชาชนที่มีสิทธิพิจารณาให้พรรคใดหรือใครมาเป็นตัวแทนของประชาชนเพื่อสืบสานพัฒนาชาติไทยให้รุ่งเรืองต่างหาก

ยังเหลือเวลาอีก 1 ปี ที่รัฐบาล คสช. จะสร้างผลงานที่โดดเด่นจากยุทธศาสตร์ชาติประเทศไทย 4.0 ซึ่งได้วางรากฐานมาได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 กำลังเร่งสานต่อด้วยนโยบายที่มีแผนพัฒนาในทุกมิติ อาจพูดได้ว่าใครเป็นรัฐบาลต่อไป คงมีโอกาสน้อยมากที่จะชูนโยบายประชานิยมของตนเองกับผู้ด้อยโอกาสระดับรากหญ้าที่เป็นคนยากจนในแต่ละภูมิภาค มีแต่จะชูนโยบายของรัฐบาล คสช.ต่อให้ประสบผลสำเร็จตามแผนและกลยุทธ์ที่แยบยลของรัฐบาล คสช. เท่านั้น

ที่เป็นผลงานระดับประเทศหนีไม่พ้นประเทศไทย 4.0 ที่จะสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนใน 6 ยุทธศาสตร์หลักที่ชัดเจนแถมยังมีแผนกลยุทธในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2560-2564 และทุกๆ 5 ปี จนถึง 2579 อย่างมีเป้าหมายและเป้าประสงค์หลัก มีตัวชี้วัดที่จะประเมินความสำเร็จของทุกมิติ มีโครงการยักษ์ระดับนานาชาติ คือ EEC ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจมหภาค

ยิ่งไปกว่านั้นจากแผนกลยุทธ์ได้นำไปสู่แผนปฏิบัติการในการปฏิรูปประเทศของ 6 คณะ โดยรัฐบาลได้ปฏิรูปโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณทั้งในระดับประเทศ ระดับภาค ระดับกลุ่มจังหวัด ระดับจังหวัด และระดับตำบล ด้วยโครงการไทยนิยมยั่งยืน ที่จะมีคณะกรรมการร่วมบูรณาการของภาครัฐลงพื้นที่ทุกตำบลไปสอบถามความทุกข์ยากและความต้องการของประชาชนระดับรากหญ้าในรูปแบบ bottom up เพื่อสร้างคนไทยเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ใน 9 เป้าหมายหลัก นับเป็นการปูพรมครั้งใหญ่ของนโยบายนักการเมืองที่เคยเป็นทหารอย่างมีกลยุทธ์ไว้รองรับ

นอกจากนี้การทุ่มงบประมาณสนับสนุนคนรากหญ้าให้เห็นความจริงใจของรัฐบาล เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สนับสนุนและพัฒนา SMEs ช่วยเหลือเกษตรกร กองทุนหมู่บ้าน ที่จะมีงบประมาณสนับสนุนแผนและโครงการจากการลงพื้นที่ เพื่อพัฒนากลุ่มเศรษฐกิจฐานราก 3.5 หมื่นล้านบาท การพัฒนาพื้นที่ชุมชน ท่องเที่ยว และกองทุนหมู่บ้าน 3.45 หมื่นล้านบาท และการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรอีก 3 หมื่นล้านบาท รวม 9.95 หมื่นล้านบาท ให้ได้ผลสรุปภายในเดือน พฤษภาคม 2561ก่อนการเลือกตั้ง

จากปฏิบัติการปูพรมลงไปสู่ชาวรากหญ้าทุกหมู่บ้านและทุกตำบลเช่นนี้ จึงเป็นผลงานของรัฐบาลที่มีพลเอกประยุทธ์ เป็นผู้นำ ถือได้ว่าได้วางรากฐานทั้งงบประมาณและโครงการไว้ล่วงหน้าจนประชาชนรับรู้กันหมดแล้ว ลบภาพเดิมๆออกไปจึงอย่าหวังว่านักการเมืองพรรคใดจะแตกแถวหาผลประโยชน์จากนโยบายอื่นได้ยากยิ่ง

จากผลงานที่ครบเครื่องของรัฐบาล ต้องยอมรับและให้เครดิตกับการตั้งใจจริงที่จะฟื้นฟูประเทศไทยไปสู่ประเทศในโลกที่ 1 ตามความตั้งใจด้วยทีมงานนักวิชาการที่เอาจริงเอาจัง พรรคใดที่จะฉีกยุทธศาสตร์นี้เท่ากับทิ้งประชาชนที่ยากจนทั้งประเทศ พรรคใดที่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จึงมีแต่ได้กับได้ เพียงสานต่อนโยบายเดิม ของ คสช.เท่านั้น