ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

๐ ต้องรู้จริง อะไรคือ ของจริง ตามสภาพความเป็นจริงของสังคมไทย

1. อะไร คือ ความจริง : ???
ประเด็นที่ไม่ควรเป็นปัญหา กลับกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ ในสังคมปัจจุบัน
จากสภาพสังคมที่สับสน ซับซ้อน จากสภาพสังคมโลก สังคมไทยแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
รวมทั้ง ข่าวสารข้อมูล ที่ถูกเผยแผ่จาก ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี่การสื่อสารและโซเชียลมิเดีย
ที่ทำให้ “โลกใบเล็กลง “ ส่งข่าวได้ทันทีภายในอึดใจเดียว ไปถึงผู้เสพ กลุ่มเป้าหมายและประชาชน ได้ง่ายๆ
โดยถูกความคิดอคติอวิชชา ผลประโยชน์ของตน กลุ่มทุนสามานย์ นักการเมืองเก่า นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว
ที่ไม่เคยเปลี่ยน หรือเปลี่ยนไปตามผลประโยชน์เฉพาะหน้าที่เปลี่ยนไปของตนและพวกพ้อง ฯ เช่น
เรื่องประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง(โดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม) คนดี(มีคุณธรรมมีคุณภาพ) รัฐธรรมนูญ 2560
ผลงานของรัฐบาลคสช. และ พฤติกรรมของรัฐบาลนอมินีและแกนนำมวลชนของเขาก่อนหน้านี้ ฯลฯ
เรื่องเหล่านี้ ที่ปรากฏในสื่อ ในไลน์ เฟสบุ๊ค หรือวงการสนทนาต่างๆ ในสังคมการเมือง ร้านกาแฟ บนแท็กซี่ฯ
จะมี ความคิดความเห็นออกมาหลากหลาย โดยเฉพาะความเห็น ที่มองต่างมุมกัน 180 หรือ 360 องศา

2. เป็นที่น่าสงสัยนัก เพราะเหตุใด ปัจจัยอะไร ทำไม จึงเป็นเช่นนี้
ปัญหาส่วนหนึ่ง อยู่ที่ “ การรณรงค์ การประชาสัมพันธ์ อย่างเป็นกระบวนการเป็นระบบ ซ้ำ ต่อเนื่อง”
ซึ่งมีผู้กระทำ อย่างหวังผล และ ผู้ที่ทำ โดย พฤติกรรม ที่ไม่ได้ไตร่ตรอง หวังอวดความเก่ง ความเร็ว ฯ
หรือ บางคนมีอคติอวิชชา ที่ฝั่งใจกับอดีต ยึดความคิดติดลึก เป็นสรณะ ไม่แสวงหาความจริง
จากการศึกษา ด้วยตนเอง และแลกเปลี่ยนกันกับ ผู้ที่รักและแสวงหาความจริง เคารพตนเองและผู้อื่น

พบข้อมูลที่น่าสนใจ และอาจจะเป็นเหตุ หรือ ที่มา ส่วนหนึ่งของ คนทั่วไป ที่ไม่ได้มีแผนลึกอะไรในใจ
คือ ความแตกต่างระหว่าง

ผู้ที่ทำงานจริง ลงพื้นที่ ศึกษาหาความรู้ ด้วยสติปัญญา ฯ และ ผู้ที่เอาแต่แสดงความคิดเห็น รับฟังข่าวสารข้อมูลจากสื่อ คำบอกเล่า เขาอ้างว่า ที่ไม่ได้ลงพื้นที่จริง

๐ ตัวอย่างที่ 1. รัฐธรรมนูญ 2560
ก. ความคิดเห็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบ ไม่เป็นประชาธิปไตย สืบทอดอำนาจ ไม่เป็นผลดีต่อประชาชน
คนเหล่านี้ มักจะไม่ศึกษา ทำความเข้าใจ ที่ไปที่มา ไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ติดตามอย่างต่อเนื่อง ฯ
และบางส่วน ลืมไป หรือละเลย ไม่พูดถึง ว่า “ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ทั้งๆที่ชอบอ้างประชาชน
และโดยเฉพาะ “ นักการเมืองเก่า “ ที่เป็นพรรคใหญ่ทั้งสอง ที่คัดค้านในการลงประชามติ ฯ
หากเป็นนักประชาธิปไตยที่แท้จริง ( ที่ไม่เคยมี ) จะต้องยอมรับ และปฏิบัติตามไปก่อน แต่ก็มิใช่
ข. ความคิดในเชิงบวกและสร้างสรรค์ เห็นว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง การมีส่วนร่วมของประชาชนฯ
มาไร่เลียงดูเหตุผล ที่มาที่ไปกัน โดยเอาความจริงมาพูด มาแสดง ให้เป็นที่ประจักษ์

1) ที่มา เหตุจากการที่รัฐบาลนอมินีของทักษิณ ใช้อำนาจมิชอบ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตนเอง โกงมโหฬารฯ
มีการเตือน ชี้แนะ แนะนำ ให้เห็นถึง ความมิชอบ ไม่ถูกต้อง ขัดรัฐธรรมนูญ จากฝ่ายค้านและผู้หวังดี
แต่ รัฐบาลนอมินี และพลพรรค แกนนำสส. แกนนำ นปช. นักวิชาการแดง และสื่อในสังกัด ฯ ไม่ฟัง
มวลมหาประชานเรือนล้าน ออกมาคัดค้านต่อต้าน ขับไล่ ฯ ก็ไม่ยอมลงจากเวทีจากอำนาจฯ
( คนพวกนี้ เวลาตน เป็นฝ่ายค้าน หรือหมดอำนาจ มักจะเอา “ประเด็นของนักการเมืองต่างประเทศ ที่แสดง
สปิริตทางการเมือง ในคดีที่เล็กกว่า สร้างความเสียหายน้อยกว่า” มากล่าวหาวิจารณ์ในปัจจุบัน
คือ หากตนผิดมหันต์โกงชาติบ้านเมือง ศาลพิพากษาว่าผิดติดคุก จะหนีไปนอก อ้างว่า “ ถูกกลั่นแกล้ง )
จนเหตุการณ์สามารถยุติ เกิดความสงบได้ โดยการรัฐประหารของคสช. แบบ ไม่เสียเลือดเสียเนื้อ ฯลฯ
( ท่านโพธิรักษ์ ได้กล่าวว่า นี่คือ แบบอย่างที่ดี ที่ควรจะได้มีการยึดถือปฏิบัติ )
( หัวหน้าชวน หลีกภัย : เป็นการรัฐประหารที่ดี มีประโยชน์ เพราะเป้าหมาย เข้ามาแก้วิกฤตของบ้านเมือง )

2) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557
เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 19 จัดร่างโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
คณะผู้ยึดอำนาจการปกครองหลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานพระบรมราชานุญาตและลงพระปรมาภิไธยเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 โดยมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม 131 ตอนที่ 55 ก และ
มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายทันที แทนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
มาตรา 35 คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้ ครอบคลุมเรื่อง ดังต่อไปนี้ด้วย
(1 ) การรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้
(2) การให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข

ที่เหมาะสมกับสภาพสังคมของไทย
(3) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ
ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกํากับและควบคุมให้การใช้อํานาจรัฐ

เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และประชาชน
หัวใจสำคัญ ที่อยากจะชี้ให้เห็น คือ
ข้อ (2) คือ “ เป็นรัฐธรรมนูญ ที่เหมาะสมกับสภาพสังคมของไทย “
ข้อ (3) คือ “ เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และประชาชน “
ต้องย้ำว่า สิ่งที่นักการเมืองเก่า คิดและต้องการ คือ “ รัฐธรรมนูญ ที่เปิดให้ นักการเมือง ข้าราชการและทุนใหญ่”
สามารถเข้ามาสู่อำนาจรัฐ และใช้อำนาจรัฐ ฯลฯ โดย ระบบรัฐสภาจากการเลือกตั้ง ฯ
( ทั้งๆที่นักการเมืองไม่เคย “ ปฏิรูปการเมือง พรรคการเมือง นักการเมือง ให้เป็นประชาธิปไตย “ ฯลฯ )

3) โดยหลักของประชาธิปไตย ประชาชน จะต้องเคารพและปฏิบัติตาม กติการของบ้านเมือง
และ รัฐธรรมนูญ เป็นกติกาสูงสุดของประเทศ และรัฐธรรมนูญ ปี2560 ผ่านการลงประชามติ
เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ ยอมรับ และปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญ 2560 ( ซึ่งรวมเรื่อง ม. 44 อยู่ด้วย )

นักการเมือง พรรคการเมือง จึงมีทางเลือก 2 ทาง คือ
1. ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ 2560
2. หาก ไม่เห็นด้วย ก็ไม่ต้องส่งตัวแทนของพรรคตน ลงสมัครฯ
และหรือ ให้นำเสนอ ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามหลักกติกาอย่างถูกต้องชอบธรรม

4) ตอนนี้ หากเราได้ทำความเข้าใจ เรื่องรัฐธรรมนูญ 60 ดังที่กล่าวมาแล้ว
เรา ก็จะสามารถจำแนกได้ว่า “ ใครที่เคารพ และปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญ “
ใครที่ไม่เคารพ ไม่ปฏิบัติตาม อีกทั้งยัง ตะแบง บิดเบื้อน ส่ง Fake News ป่วนบ้านเมืองอยู่
แล้ว เราจะได้นำไปเป้นหลักพิจารณาว่า “ ควรจะเลือกพรรคการเมืองใด “ ในการเลือกตั้งต่อไป

ตัวอย่างที่ 2. ผลงานของรัฐบาล คสช.

๐ ก) ความคิดเห็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบ ก็จะเป็นนักการเมืองเจ้าเก่า และนักเคลื่อนไหวบางส่วนฯ
คนพวกนี้ ไม่ค่อยหรือไม่เคยลงพื้นที่ไปฟังเสียงของประชาชน ไปสำรวจตรวจสอบอย่างแท้จริงฯ
ไม่เคยติดตามผลงานของรัฐบาล จะจินตนาการ หรือใช้ความคิดอคติอวิชานำ
ทั้งไม่ฟังไม่อ่าน( รายงานการประชุมครม. และรายการ"ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน “)
หรือเอาเรื่องเฉพาะส่วนของประชาชนบางส่วนเฉพาะพื้นที่ที่ไม่พอใจรัฐบาล มาเป็นหลัก
อีกทั้งยัง เผยแพร่ข่าวเท็จ Fake News อย่างเป็นระบบเป็นกระบวนการ ทุกวัน และอาศัยสื่อเป็นกลไก
โดยใช้เทคติก เอาปัญหาโครงสร้างและระบบที่ไม่เป็นธรรม โดยพื้นฐาน มาอ้างว่า “ ยังแก้ไม่ได้ “
ทั้งๆ ที่ในสมัยที่พวกเขาเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านฯ นอกจากไม่แก้แล้ว ยังเป็นผู้สร้างปัญหาอีกด้วย
ข) ความคิดในเชิงบวกและสร้างสรรค์ จะเป็นผู้ทำงานจริง ทั้งรัฐบาล ภาคประชาสังคมที่เกาะติดพื้นที่ฯ
เขาจะให้ความสำคัญ กับ การแก้วิกฤตและปัญหาของรัฐบาลในเรื่องต่างประเทสและในประเทศ
จะติดตามผลงานของรัฐบาลจากการประชุมครม. รายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
ติดตามผลโพลจากสำนักฯต่างๆ ที่ส่วนใหญ่ “ ประชาชนยังชื่นชมนายกฯและรัฐบาล”
และเข้าใจแยกแยะ ถึงการแก้ไขปัญหาพื้นฐาน ที่ต้องใช้เวลา และข้อจำกัดข้ออ่อนของรัฐบาลฯ

ตัวอย่างที่ 3 : การเสนอ ความคิดเรื่อง คนดี คนไม่ดี ที่ไม่ครบถ้วนถูกต้อง เป็นสิ่งที่ไม่ควร
มีนักวิชาการบางคน ออกมานำเสนอหลายเรื่อง รวมทั้ง “ เรื่อง คนดี”
แต่การพูดไม่ครบถ้วน อาจจะสร้างความเข้าใจผิดและคลาดเคลื่อนต่อประชาชนได้
“ ฝ่ายอนุรักษนิยม อาทิ กลุ่มจารีต กลุ่มชาตินิยม ฯลฯ ปลูกฝังความเชื่อเรื่อง "คนดี" พร้อมกับหยามเหยียดอีกฝ่ายว่าเป็นคนไม่ดี พร้อมๆ กับการใช้อำนาจตามอำเภอใจต่ออีกฝ่าย สุดท้ายกลายเป็นการใช้อำนาจควบคุมละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยของอีกฝ่าย นำมาซึ่งการปฏิวัติรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้
2557”

ซึ่งข้อเท็จจริง คือ การที่มวลมหาประชาชนเรือนล้าน ออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลนอมินีทักษิณ

เขาทำอย่างบริสุทธิ์ มีสติ มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ อันเป็นกติกาสูงสุดฯ
มิได้ใช้อำนาจตามอำเภอใจ หรือมีการหยามเหยียดหรือการใช้ Fake News สร้างข่าว ( เหมือนคนบางส่วน )
รัฐบาลนอมินีฯมีความผิดร้ายแรง ทั้งการใช้อำนาจมิชอบ การโกงกินทำลายชาติบ้านเมืองฯ กระทำการขัดรธน.
และไม่ยอมปฏิบัติตามกติกาที่นักประชาธิปไตยทั่วโลกเขามีกัน หวงอำนาจ จนเกิดความขัดแย้งใหญ่
ประชาชนบาดเจ็บเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง และนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้กองทัพเข้ามาแก้วิกฤต
ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ ที่ยอมรับความเป็นจริง ต่างก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น.

ทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมาให้เห็น จะทำให้เราเห็นความสำคัญของ “ ความจริง คนจริง ที่ไม่ Fake News”