ส่วนหนึ่งการปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 16  โดยเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “ประเทศไทยในความคิด ความคิดในประเทศไทย” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ได้สะท้อนถึงจุดอ่อนของฝ่ายการเมืองหรือที่เสกสรรค์ใช้คำว่า “ ฝ่ายก้าวหน้า” มีประเด็นที่น่าสนใจ

เสกสรรค์ มองว่าปัญหาใหญ่ของประชาธิปไตยมิได้อยู่ที่การถูกยึดพื้นที่หรือถูกล้มกระดานอยู่เป็นระยะๆ โดยฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น หากอยู่ที่ความไม่สามารถป้องกันตัวของระบอบ โดยมีเรื่องที่ฝ่ายการเมืองควรทำแต่ไม่ได้ทำอยู่ 3 ประการคือ

หนึ่ง กระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง
สอง ปฏิรูประบบราชการให้ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
และสาม ขยายงานรัฐสภาด้วยการเกี่ยวร้อยภาคประชาชนเข้ามาไว้ในกระบวนการนิติบัญญัติอย่างสม่ำเสมอ

เสกสรรค์ ยังชี้ว่า ฝ่ายการเมืองไม่เพียงลืมผลักดันให้มีการขยายโครงสร้างประชาธิปไตยเท่านั้น หากยังใช้ความสัมพันธ์แบบจารีตไม่เป็นสมัยใหม่ มาสร้างฐานเสียงทั้งในและนอกพรรค ระบบพรรคการเมืองจึงกลายเป็นอวตารใหม่ของระบบอุปถัมภ์ ถึงอย่างไรบทบาทของนักการเมืองและพรรคการเมืองก็มีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องอาศัยผู้แทน เพียงแต่ว่าต่อไปจะทำแบบเดิมๆ คงไม่ได้ ตัวนักการเมืองเองจะต้องขยายแนวคิดให้กว้างไกลกว่าที่ผ่านมา ต้องมีสำนึกของผู้สร้างระบอบซึ่งยังคงต้องแย่งชิงพื้นที่กับระบอบคู่แข่งอย่างเข้มข้น

“ ในระยะเกือบ 4 ปีมานี้ บทบาทของนักการเมืองได้ถูกจำกัดลงจนแทบไม่มีเหลือ การเคลื่อนไหวใดๆ ล้วนถูกควบคุมปิดกั้น ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับสังคมจึงสะดุดลงอย่างสิ้นเชิง”

แง่มุมที่เสกสรรค์สะท้อนออกมา ฝ่ายการเมืองคงปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเขาเองนั้นเป็นต้นเหตุสำคัญทีทำให้เผด็จการทหารและระบอบราชการกลับมายึดอำนาจได้ และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในอำนาจอีกยาวนานเสียด้วย

เราไม่อาจคาดการณ์ได้ว่า ฝ่ายประชาธิปไตยจะมีโอกาสได้กลับมาถอดบทเรียนและแก้ไข ทำในสิ่งที่ควรทำทั้ง 3 ประการนั้นได้เมื่อไหร่ แต่กระนั้นก็ไม่สำคัญเท่าความตระหนักและตื่นตัวกับแนวคิดประชาธิปไตยของผู้คนในสังคมไทย ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในรัฐสภา