สัมภาษณ์พิเศษ:ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา 'ในอนาคตท้องถิ่นต้องทำหน้าที่บริหารเมืองอย่างแท้จริง'

"การบริหารเมืองของท้องถิ่นก็อาจมีจุดอ่อนอยู่บ้างตรงที่ผู้บริหารบางแห่งอาจไม่รู้จักเมืองของตัวเองส่วนท้องถิ่นที่รู้จักการบริหารเมืองแล้วคิดออกทำเป็นแล้วแต่มาติดกรอบเรื่องอำนาจหน้าที่ที่มีข้อห้ามทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้ในการเลือกตั้งคราวหน้าต้องเอาออกจากกรอบให้ได้"

ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเสวนาวิชาการหัวข้อ "จะปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างไรหลังการเลือกตั้ง" จัดโดยหนังสือพิมพ์สยามรัฐและมูลนิธิสยามรัฐ โดยมีนักวิชาการและผู้บริหารท้องถิ่นกว่า 30 คน เข้าร่วมเสวนา

ศ.ดร.จรัส กล่าวว่า ตนเองเข้าไปยุ่งกับเรื่องการกระจายอำนาจตั้งแต่ปี 40 ซึ่งตั้งแต่ปี 40 ถึง 44 ถือเป็นยุคทองของการกระจายอำนาจ โดยปี 42-44 เป็นยุคที่พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วก็พยายามที่จะออกข้อกฎหมายมาใช้แต่มาถึงปี 49-50 เป็นช่วงที่รัฐบาลก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องกระจายอำนาจเท่าไหร่ หันไปปฏิรูประบบราชการแบบที่รัฐบาลต้องการโดยบริหารงานทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคให้เข้มแข็งด้วยการรวมศูนย์อำนาจเกิดระบบผู้ว่าฯ CEO แล้วก็ใช้นโยบายหลายอย่างรวมศูนย์ เช่น สาธารณสุขโดยเฉพาะเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรคที่ก่อนหน้าที่รัฐบาลชุดนั้นจะเข้ามา นโยบายด้านสาธารณสุขพร้อมที่จะกระจายลงสู่ท้องถิ่น แต่หลังจากปี 52 ถึงปี 60 รัฐบาลเริ่มที่จะดึงอำนาจคืน

ศ.ดร.จรัส กล่าวต่อว่า โดยตั้งแต่หลังรัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์ ก็ได้มีการใส่กิจกรรมนโยบายของรัฐผ่านไปทางเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ แล้วให้ท้องถิ่นทำงานให้กับเขาทุกอย่างแล้วเอาเงินมาใส่เรื่อยๆแล้วบอกว่าเงินนี้เป็นเงินท้องถิ่น ทั้งที่จริงเป็นนโยบายของรัฐบาล ท้องถิ่นมีหน้าที่แค่ทำการจัดซื้อจัดจ้างเท่านั้น ต่อมา สตง.ก็เริ่มเข้ามาใช้อำนาจตีความว่างานที่ท้องถิ่นทำอยู่เป็นอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นหรือไม่ หากอันไหนที่บอกว่าไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นก็จะเรียกเงินคืน เช่นท้องถิ่นไปซื้อวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับหมาแมว สตง.บอกว่าอันนี้ไม่ใช่หน้าที่ เป็นหน้าที่ของกรมปศุสัตว์แล้วก็เรียกเงินคืนไปหลายที่ซึ่งล่าสุดรัฐบาลเริ่มอนุญาตให้ท้องถิ่นซื้อวัคซีนฉีดพิษสุนัขบ้าได้แล้ว เพราะเกิดการระบาดหนักจนรัฐบาลกลางเอาไม่อยู่

"ในแง่ของยุทธศาสตร์ของท้องถิ่นในอนาคตท้องถิ่นต้องทำหน้าที่บริหารเมืองอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การจัดบริการเป็นเรื่องๆ เช่น ซ่อมถนน เก็บขยะ คือทำเป็นเรื่องๆ ตามหน้าที่แบบที่กระทรวงทบวง กรมทำ แต่ทำไม่ได้ แล้วรัฐบาลกลางก็ไม่สามารถบริหาร จึงเป็นหน้าที่ของท้องถิ่นที่ต้องไปบริหารเมืองให้น่าอยู่เมืองที่สวยงาม ส่วนรัฐบาลกลางทำหน้าที่ที่ทำให้เมืองมันโตได้ อย่างเช่น สร้างสนามบิน รถไฟความเร็วสูง แต่การบริหารเมืองของท้องถิ่นก็อาจมีจุดอ่อนอยู่บ้างตรงที่ผู้บริหารบางแห่งอาจไม่รู้จักเมืองของตัวเอง ส่วนท้องถิ่นที่รู้จักการบริหารเมืองแล้ว คิดออกทำเป็นแล้ว แต่มาติดกรอบเรื่องอำนาจหน้าที่ที่มีข้อห้ามทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้ในการเลือกตั้งคราวหน้าต้องเอาออกจากกรอบให้ได้ส่วนเรื่องการเงินการคลัง เรื่องงบประมาณต้องเดินหน้าต่อไป ซึ่งร่างกระจายอำนาจที่ได้ทำการยกร่าง ได้มีการใส่เรื่อง35%เข้าไปอีก"

ศ.ดร.จรัส กล่าวด้วยว่า โดยสรุปแล้วช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเรื่องการกระจายอำนาจก้าวหน้าไปพอสมควรเพราะท้องถิ่นได้แสดงฝีมือเยอะมาก ในอนาคตเราจะยังคงหลักการไม่คิดจะแยกตัวออกจากรัฐบาล ยังคงให้รัฐบาลกลางจุนเจืองบประมาณให้ท้องถิ่น ให้รัฐบาลเข้าใจว่าท้องถิ่นสามารถสร้างเมืองได้เยอะ แล้วก็ให้อำนาจท้องถิ่น รัฐบาลไม่ต้องไปกังวลว่าเราจะไปคิดกบฏ เรารู้ว่าเรามาจากครอบครัวเดียวกัน ไม่เคยคิดจะแยกกลุ่มเพราะฉะนั้นในอนาคตก็ยังคงยืนอยู่ขาเดิมเพียงแต่ว่าให้รัฐบาลไว้ใจท้องถิ่นและให้ทำงานมากขึ้น

ทีมข่าวภูมิภาค