ทวี สุรฤทธิกุล

วิบัติย่อมเกิดแก่ผู้คิด “แข่งบุญแข่งวาสนา”

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ประเทศไทยถูกปกครองด้วยกลุ่มผู้มีอำนาจเพียงกลุ่มเดียวที่ชื่อว่า “คณะราษฎร” โดยเขียนห้ามไว้ในรัฐธรรมนูญว่าไม่ให้มีคณะการเมืองอื่นใดมาร่วมใช้อำนาจนั้น ในขณะที่มีผู้พยายามจะตั้ง “คณะประชาชน” ขึ้นมาในทางลับๆ แต่ก็ถูกปราบปรามไปในคราวเดียวกันกับที่ปราบปรามกบฏบวรเดช อันนำมาซึ่งการสละราชสมบัติของรัชกาลที่ 7 ด้วยพระราชหัตเลขาที่มีข้อความอันเป็นอมตะว่า “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาชน” โดยทรงเห็นว่าคณะราษฎรนั้นปกครองแบบ “เผด็จการ”

คณะราษฎรปกครองประเทศมาจนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างนั้นก็แตกแยกกันเป็น 2 พวก คือคณะราษฎรฝ่ายทหารที่นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม กับคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนที่นำโดยนายปรีดี พนมยงค์ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2489 ได้เขียนกีดกันไม่ให้ทหารเข้ามามีตำแหน่งทางการเมือง ทำให้ฝ่ายนายปรีดีขึ้นมามีอำนาจอยู่พักหนึ่ง แต่ภายหลังเหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่ 8 ทหารก็อาศัยช่วงที่มีความวุ่นวายนี้ยึดอำนาจคืน แล้วให้จอมพล ป.ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ระหว่างนี้ทหารก็มีอำนาจสืบเนื่องเรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ทั้งนี้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๑๗ ก็เขียนห้ามข้าราชการประจำที่รวมถึงทหารด้วยนั้นไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่รัฐบาลเลือกตั้งก็อยู่ได้เพียงช่วงสั้นๆ เพราะในอีก 2 ปีต่อมาทหารก็ยึดอำนาจอีกครั้งในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

ถ้าจะว่ากันไปแล้ววัฏจักรการเมืองของไทยก็วนเวียนไปมาระหว่าง “การรัฐประหาร” กับ “การเลือกตั้งนี้เรื่อยมา แม้กระทั่งในเวลานี้ที่เราอยู่ในยุคเผด็จการ คสช. อย่างที่ตำรารัฐศาสตร์เรียกว่า “วงจรอุบาทว์” เหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็คือ “ความอ่อนแอของพรคการเมือง” ดังที่ได้ปรากฏให้เห็นมาตั้งแต่การกีดกันไม่ให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาแข่งขันกับคณะผู้ปกครองประเทศตั้งแต่สมัยคณะราษฎรนั้นแล้ว หรือในสมัยต่อมาที่มีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่จะอยู่รอดก็คือพรรคที่สนับสนุนผู้มีอำนาจ หรือไม่ก็ต้องเป็นพรรคที่ผู้มีอำนาจคือทหารจัดตั้งขึ้นเท่านั้น

สาเหตุสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองของไทยอ่อนแอก็คือ ประชาชนไม่ได้มีความสนใจที่จะเข้ามาใช้อำนาจทางการเมืองอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการให้การสนับสนุนพรรคการเมืองที่จะต้องเข้าไปเป็นตัวแทนในการใช้อำนาจนั้น ดังนั้นในสมัยก่อนๆ จึงต้องมีการให้อามิสสินจ้างแก่คนที่จะไปเลือกตั้ง เกิดระบบการซื้อสิทธิขายเสียง สร้างความเลวร้ายให้แก่การเมืองไทย จนทหารใช้เป็นเหตุอ้างเข้ามาทำรัฐประหาร รวมถึงที่ใช้เป็นเหตุผลในการปฏิรูปประเทศอยู่ในขณะนี้

ข่าวที่เราเห็นว่ามีคนไปขอจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองเกือบครึ่งร้อยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้แสดงถึงความสนใจของประชาชนในการที่จะเข้าไปใช้อำนาจทางการเมืองว่ามีมากขึ้นแต่อย่างใด แต่เป็นแค่การแห่เสนอตัวของคนที่อยากเข้าไปมีอำนาจวาสนาทางการเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ อย่างที่เรียกกันว่า “ผู้แสวงโชคทางการเมือง” ในขณะที่พรรคใหญ่ๆ หรือพรรคที่มีความมุ่งมั่นจะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งอย่างจริงจังนั้นยังรอจังหวะอยู่ เพราะจะต้องมีการรวบรวมผู้คนให้เป็นกลุ่มเป็นก้อนให้แน่ชัดให้เสร็จสิ้นก่อนสิ้นเดือนนี้

ในทัศนะของผู้เขียนไม่เชื่อว่าระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่างๆ ที่ใช้กันอยู่นี้และที่กำลังจะประกาศใช้ จะส่งเสริมหรือสนับสนุนให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งและเติบโต ตรงกันข้ามมันกำลังทำลายพรรคการเมืองและระบอบประชาธิปไตยของไทย ทั้งความยุ่งยากของระบบการเลือกตั้ง ความยุ่งยากในการจัดตั้งและบริหารพรรคการเมือง และความยุ่งยากในการที่จะบริหารประเทศ(หากชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล) ทั้งนี้เพราะ “ผู้กำกับประเทศ” ท่านได้กำหนดแนวทางทุกอย่างไว้ทั้งหมดแล้ว

ถ้าจะให้คาดเดาจากการทำรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกต่างๆ หลายคนอาจจะเชื่อไปแล้วว่า “ผู้กำกับประเทศของไทย” ท่านคงเกลียดนักการเมืองเข้ากระดูกดำจึงพยายามกีดกันคนจำพวกนี้ ท่านคงไม่ชอบการเลือกตั้งแบบเดิมๆ จึงปรับแก้เสียใหม่ ให้สลับซับซ้อนมากขึ้น แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือท่านไม่ชอบให้มีพรรคการเมืองที่ทำอะไรได้ตามใจ ท่านจึงใช้กฎหมายนั้นเข้าควบคุมจัดการอย่างเข้มงวด

หลายคนเชื่อว่าต่อไปนี้พรรคการเมืองคงจะต้องเป็น “เด็กดี” ต้องเอาใจหรือสนับสนุนท่านผู้กำกับประเทศ อย่าไปคิดแข่งบุญแข่งวาสนา เช่น เสนอชื่อคนที่ไม่ใช่ผู้กำกับประเทศนั้นเป็นนายกรัฐมนตรี หรือหาเสียงโจมตีท่านผู้กำกับประเทศและคณะ เป็นต้น

บ้านเมืองเราจะอยู่นยุค “ห้ามพูด ห้ามแฉ” ทำได้แค่ยกย่องหรือสรรเสริญท่าน บางทีเราอาจจะได้เห็นการเข้าควบคุมโซเชียลมีเดีย การจัดการกับกลุ่มที่ต่อต้าน การเข้าแทรกแซงพรรคการเมืองทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง ท่านอาจจะส่ง “สปายสายลับ” เข้าไปแทรกซึมอยู่ในพรรคการเมืองใหญ่ๆ แล้วให้คนเหล่านี้ “หักหลัง” พรรคหลังการเลือกตั้ง โดยการตั้งกลุ่มให้พรรคนั้นสนับสนุนทหารหรือเลือกตั้งผู้กำกับประเทศเป็นนายกรัฐมนตรี หรือถ้าขัดขืนก็ “ป่วน” ให้พรรคนั้นแยกสลายหรือวิบัติไปเลย

หวังว่าวิบัติของพรรคจะไม่เป็นวิบัติประเทศ?