ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

“การทุจริตคดโกง-การฉ้อราษฎร์บังหลวง” นั้น ว่าไปแล้วฝังรากลึกมาอย่างยาวนานหลายร้อยปีกับสังคมไทยมาโดยตลอด ยิ่งสังคมที่ผู้คนมีการศึกษาน้อยหรือไร้การศึกษาเลยก็ยิ่งทำให้ “กลุ่มคนเหล่านั้นไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่าอะไรผิดอะไรถูก” จึงทำให้ “ไม่สามารถรู้หรือตระหนักได้ว่าอะไรโกงอะไรทุจริต!”

ดังนั้น ถ้าข้าราชการผู้ใดที่เรียนหนังสือมาและรู้ระเบียบกฎเกณฑ์ข้อบังคับ และถ้าผู้นั้นมีจิตใจที่สามารถเอากฎเกณฑ์มาใช้ประโยชน์ในทางมิชอบได้ ก็สามารถทุจริตคดโกงได้ไม่มากก็น้อย จึงเป็นที่มาของ “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” หรือ “จ่ายเงินใต้โต๊ะจากประชาชนผู้ยากไร้ที่หมายถึงไร้การศึกษา!”

“การเปลี่ยนแปลง (CHANGE)” ทางสังคมได้มีการดำเนินการมาตลอด แต่เชื่องช้ามากและยังเกิดผลบ้าง ไม่สัมฤทธิ์ผลบ้าง เนื่องด้วย “ประชาชนมิได้รับรู้” และ/หรือ “ข้าราชการทั้งรับรู้” หรือ “แกล้งไม่รับรู้” จึงอาศัยช่องโหว่ทางกฎเกณฑ์ และ/หรือ กฎหมายทำมาหากินไปโดยปริยาย จึงต้องทำ “การปฏิรูป (REFORM)” อย่างแท้จริง จากคำบรรยายของศ.ดร.วิษณุ เครืองาม ที่พร่ำบรรยายมาหลายสิบปีโดยตลอดว่า บ้านเมืองเรานั้นถึงเวลาที่ “ต้องปฏิรูปครั้งยิ่งใหญ่เสียที!”

ยุคปัจจุบัน “รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” เพียรพยายามตั้งคณะกรรมการปฏิรูปมาหลายคณะ ทั้งด้านกฎหมาย สังคม เศรษฐกิจ และฯลฯ ตั้งแต่ปีพ.ศ.2558 เป็นต้นมา โดยระดมสรรพกำลังผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปประเทศไทยอย่างจริงจัง เพื่อวัตถุประสงค์ให้ หนึ่ง ให้ก้าวทันโลก สอง เพื่อลดภาระภาคประชาชนในการที่จำต้องทนต่อการจ่ายใต้โต๊ะกับบรรดาข้าราชการที่ทุจริตคดโกงจนเคยตัว สาม สร้าง “หลักการธรรมาภิบาล” ให้เกิดขึ้นกับชาติบ้านเมืองเสียที สี่ สร้างความรู้ความเข้าใจให้เกิดแก่ประชาชนว่า “หลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรย์ทรงเป็นประมุข” เป็นเช่นไร ห้า สร้างโครงสร้างทางการเมืองด้านความมั่นคงด้านการเมืองให้มีเสถียรภาพด้วยการกำหนดรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อไม่ต้องให้กองทัพต้องยึดอำนาจอีกต่อไป ด้วยการไม่ต้องให้มี “ธุรกิจการเมือง-นายทุนการเมือง” อีกต่อไป หก ปรับโครงสร้างด้านเศรษฐกิจด้วยการจัดการกับระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมใหม่ ด้วย “ระบบขนส่งและโลจิสติกส์” ด้วยการกำหนดโครงสร้างระเบียงเศรษฐกิจเหนือจรดใต้ และตะวันออกสู่ตะวันตกด้วยระบบมอเตอร์เวย์ ระบบรถไฟรางคู่ และรถไฟความเร็วสูง ซึ่งได้พัฒนาสืบต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน เพียงแต่เพิ่งได้ดำเนินการในเชิงรูปธรรม เจ็ด จัดการพัฒนา “โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC : EASTERN ECONOMIC CORRIDOOR)” ด้วยการพัฒนาภาคตะวันออกทั้งหมด เริ่มตั้งแต่จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ทอดยาวไปจนถึงจังหวัดจันทบุรี และตราด ด้วยการพัฒนาทั้วท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง และท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุด พร้อมกันนี้จะสร้างจังหวัดจันทรบุรีให้เป็น “มหานครผลไม้โลก” เนื่องด้วยภาคตะวันออกจะมีผลไม้นานาชนิด โดยเฉพาะ ทุเรียน มังคุด ลำไย ตลอดจนลองกอง เงาะ และผลไม้นานาชนิดที่สามารถส่งออกเป็นวัตถุดิบได้เลย หรือแปรรูปเป็นทั้งผลไม้แช่อิ่ม หรือกระป๋องเพื่อการส่งออกได้อย่างสะดวกจากท่าเรือน้ำลึกทั้งสองหรือสนามบินอู่ตะเภา

และที่สำคัญ จะสร้างระบบรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินหลักเข้าด้วยกัน กล่าวคือ สนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา โดยภาคตะวันออกจะเป็นเสมือน “ปากมังกร” ทางด้านอุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมการส่งออก อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว พร้อมกับอุตสาหกรรมการบริโภคไปโดยปริยาย ทั้งคนไทยกันเองและทั้งต่างชาติ ที่จะสร้างอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอีก 5-6 หรือ 7-8 ปีข้างหน้าให้จีดีพีอาจสูงถึง 6-7 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว เมื่อโครงสร้างขั้นพื้นฐานด้วยทุกระบบ โดยเฉพาะระบบการขนส่งและโลจิสติกส์เสร็จเรียบร้อย

“ภาคการลงทุน” นั้น แน่นอนทั้งสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลี หรือแม้กระทั่งอังกฤษ เยอรมนี พร้อมที่จะมาลงทุนในประเทศไทย เพียงแต่ว่าอาจารย์วิษณุ เครืองาม ได้เล่าให้ฟังว่า “เราต้องปฏิรูปกฎหมายเก่าคร่ำครึที่ต้องเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อบรรษัทลงทุนต่างชาติ ไม่ว่าการขอตั้งบริษัทที่ต้องรวดเร็ว การจัดเก็บภาษีสรรพากรที่ต้องสอดคล้องกับการเรียกภาษีที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ทั้งไทยและบริษัทเขา ตลอดจนแรงงานที่ต้องอนุญาตให้ถูกต้อง เนื่องด้วยต้องใช้แรงงานเยอะ หรือเครื่องจักรที่ต้องนำเข้ามาใช้อาจต้องมีการยกเว้นภาษีหรือเก็บภาษีให้น้อยที่สุด หรือการซื้อที่ดินหรือเช่าที่ดินในอัตราค่าเช่าที่ถูกที่สุด เพราะยังไงๆ เขาก็เอาที่ดินไปไม่ได้”

นั่นคือ เหตุผลที่จะจูงใจบรรษัทข้ามชาติได้ มิเช่นนั้นเขาก็จะหนีการลงทุงไปลงทุนที่ประเทศอื่นๆ หมดในย่านอาเซียน ที่พร้อมจะยินดีต้อนรับเสมอ เพียงแต่เราต้อง “แก้ไข-ปฏิรูปกฎหมายให้ทันสมัยทันเกม!”

“อนาคตประเทศไทย” นั้น แน่นอนเรามุ่งที่ “ต้องการให้คนไทยมีความสุข” ด้วยการให้คนไทยมีรายได้ที่อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี พร้อมมีเงินพอเก็บไว้ได้ยามชรา พร้อมทั้งไม่ยากจนข้นแค้น สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีที่อยู่อาศัย รายได้อย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่า 80,000 บาทต่อปี หรือ 3,000 กว่าบาทต่อเดือน พร้อมทั้งแน่นอนต้องมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและปราศจากยาเสพติด

พร้อมกันนั้น “ระบบการศึกษา” เราต้องเปลี่ยน “ค่านิยม” ใหม่ในการส่งเสริมให้เด็กศึกษาสายอาชีวะ-ช่างเทคนิค จนจบปริญญาตรี หรือปริญญาโท ไม่ว่าเป็นช่างยนต์ หรือสายเกษตรกรรม ช่างก่อสร้าง ช่างซ่อมประปา ไฟฟ้า ซึ่งนับวันจะหายากลงทุกขณะ ทั้งนี้ในต่างประเทศ “ช่างเทคนิค” เหล่านี้จะมีรายได้อย่างงามมากอย่างน้อยชั่วโมงจะไม่ต่ำกว่า 15-20 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อหนึ่งชั่วโมง ไม่ว่าจะซ่อมท่อประปา ซ่อมบ้าน หรือซ่อมไฟฟ้า อย่างน้อยใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งบางครั้งไม่เสียภาษีด้วยซ้ำ!

อาชีพเกษตรกรนั้น นับว่ามีความสำคัญมาก เนื่องด้วยภูมิอากาศของประเทศไทยเป็นเขตร้อนที่ฝนตกประมาณ 7-8 เดือนตลอดปี ถ้ารัฐบาลสามารถจัดการกับการพัฒนาทรัพยากรน้ำให้เป็นประโยชน์ โดยมิให้เกิด “ปัญหาแล้งซ้ำซาก-ท่วมซ้ำซาก” และให้มีน้ำใช้ได้ตลอดปี บวกกับให้พี่น้องเกษตรกรมีที่ดินของตนเองอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 10 ไร่ รับรองได้เลยว่า ชาวไร่ชาวนาชาวสวนจะแฮปปี้กับถ้วนหน้าตาม “หลักศาสตร์พระราชา” และ “เศรษฐกิจพอเพียง”

“การพัฒนาหลักเกษตรกรรม-การพัฒนาแหล่งน้ำ-การพัฒนาระบบการศึกษา” เอาแต่เบื้องต้นเพียงแค่นี้ก่อน ในระดับพื้นฐานเท่านั้น เพียงแต่ปลูกฝังแค่ 5 ปีรับรองว่า “ถ้าจริงจังประเทศไทยเจริญแน่!”