ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

กลายเป็นสถานการณ์เสมือนได้ห่อหุ้มให้เกิดภาพความอึมครึมไปทันที ภายใต้ความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐ (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า) กับองค์กรภาคประชาชน ภายหลัง “เครือข่ายเฉพาะกิจเพื่อปกป้องพลเรือนและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” ได้ออกแถลงการณ์ร่วม ผ่านองค์กรร่วมลงนามหลากหลายกลุ่ม รวมถึงบุคคลร่วมลงนาม เรียกร้องให้มีการ “ยุติการคุกคามและปิดปากประชาชน เปิดพื้นที่ทางการเมือง เปิดโอกาสให้สันติภาพ” ลงวันที่ 2 มีนาคม 2561 เนื้อหาระบุว่า จำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงห้วงสองสามปีที่ผ่านมา อาจทำให้รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงมั่นใจว่า สถานการณ์ชายแดนภาคใต้หรือปาตานีแห่งนี้ดีขึ้นแล้ว

“ขอย้ำเตือนว่าข้อสรุปดังกล่าวไม่ได้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงแต่อย่างใด เพราะตราบใดที่รัฐบาลไทยและขบวนการต่อสู้ปาตานีไม่พยายามจัดการกับปัญหารากเหง้า ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วเป็นประเด็นปัญหาในทางการเมือง อีกทั้งยังไม่มุ่งเน้นการลดเงื่อนไขความไม่เป็นธรรมต่างๆ ที่ดำรงอยู่ ตราบนั้นความขัดแย้งในพื้นที่จะยังไม่อาจคลี่คลายลงไปได้ ที่สำคัญ ประชาชนพลเรือนทุกชาติพันธุ์ศาสนาในพื้นที่แห่งนี้ ก็ยังคงประสบกับชะตากรรมอันเลวร้ายอย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้มีการตอกย้ำคำยืนยันข้างต้น ผ่านการสะท้อนสภาพความเป็นจริงช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา (นับตั้งแต่ในช่วงปลายปี 2560 เป็นต้นมา) ว่า ไม่เฉพาะเหตุรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนยังคงมีความต่อเนื่องอยู่เท่านั้น แต่ยังปรากฏเหตุการณ์ปิดล้อมหมู่บ้าน ตรวจค้น และจับกุมประชาชนจำนวนมากในคราวเดียวกันหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่องอีกด้วย ส่งผลให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวและรู้สึกไม่ปลอดภัย อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ว่ายังส่งผลให้เกิดความรุนแรงระลอกใหม่ตามมาอีกด้วย ที่สำคัญคือการเชื่อว่า ไม่น่าจะเป็นบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อกระบวนการสันติภาพที่รัฐบาลไทยกำลังผลักดันเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ดูเหมือนว่าจะยิ่งมีการซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้นไปอีก เมื่อมีความพยายามจะปิดกั้นและกีดกันการแสดงความคิดเห็นในพื้นที่สาธารณะ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่ประชาชนปรารถนา

ข้อเรียกร้องจึงพุ่งตรงไปยัง กอ.รมน. ภาค 4 สน. และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง โดยการเรียกร้องให้ยุติการคุกคามประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ศาสนาด้วยการบังคับใช้กฎหมายพิเศษที่ไม่เป็นธรรม เรียกร้องให้กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐหรือขบวนการต่อสู้ปาตานี ยุติการคุกคามและโจมตีพลเรือนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ศาสนาโดยเด็ดขาด เรียกร้องให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ยุติการคุกคามทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการแจ้งความดำเนินคดี (SLAPPs) ต่อประชาชน สื่อมวลชน และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการทบทวนและตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างตรงไปตรงมา รวมถึงการดำเนินการชดเชยเยียวยาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เรียกร้องให้ “หุ้นส่วนสันติภาพ” ทั้งรัฐบาลไทย กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐหรือขบวนการต่อสู้ปาตานีทุกกลุ่ม กลุ่มประชาสังคมทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศ ได้ร่วมกันติดตามและตรวจสอบกรณีการคุกคามข้างต้นอย่างใกล้ชิด ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะในการคลี่คลายปัญหาอย่างสร้างสรรค์ต่อรัฐบาลไทยและขบวนการต่อสู้ปาตานี และขอเรียกร้องให้เพื่อนมิตรกลุ่มประชาสังคมในพื้นที่ทุกกลุ่มชาติพันธุ์ศาสนาผนึกกำลังกัน เพื่อป้องกัน สกัด ขัดขวางไม่ให้ทุกฝ่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนและปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทั้งนี้ก็เพื่อตอกย้ำหลักคิดที่ว่า สันติภาพนั้นไม่อาจปรากฏขึ้นได้หากไร้ซึ่งความเป็นธรรม

คล้อยหลังเพียงวันเดียวที่มีการอ่านแถลงการณ์ พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ออกมากล่าวถึงการเคลื่อนไหวของ เครือข่ายเฉพาะกิจเพื่อปกป้องพลเรือนและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นว่าเป็น “แถลงการณ์ลวงโลก” พร้อมเรียกให้องค์กรดังกล่าว “ยุติการหลอกลวงประชาชน”

โดย กอ.รมน.ภาค 4 สน. ยืนยันถึงการตรวจสอบประเด็นในแถลงการณ์แล้วพบว่า เป็นการจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของระบบอำนาจรัฐ จึงขอชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจใน 4 ประเด็นหลัก คือ 1.สถานการณ์ปัญหา จชต. ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา นอกจากความสูญเสียของพี่น้องประชาชนที่ต้องตกเป็นเหยื่อของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่มีพฤติกรรมแบบสุดโต่งแล้ว ยังพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่แอบอ้างว่าเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่คอยเคลื่อนไหว บิดเบือนข้อเท็จจริง และทำลายความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่รัฐ ดังปรากฏให้เห็นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการละเมิดสิทธิและการซ้อมทรมาน ทั้งเรื่องการทำหนังสือร้องเรียนไปยังองค์กรต่างๆ การทำรายงานกล่าวหาเจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิและย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยไม่ยินยอมให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และต่อมาภายหลังเมื่อทำการตรวจสอบแล้วพบว่าไม่เป็นจริงตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าว ถือเป็นความจงใจทำลายความน่าเชื่อถือทำลายภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีสากล 2.กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้ให้ความสำคัญและยึดมั่นในหลักการบังคับใช้กฎหมายด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรม เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความสงบสุขของประชาชนภายใต้หลักนิติรัฐ เป็นการปฏิบัติภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อผู้กระทำความผิดทุกคน ไม่เลือกปฏิบัติและไม่สามารถละเว้นการปฏิบัติได้ ให้ความสำคัญกับหลักสิทธิมนุษยชนทุกขั้นตอนของการบังคับใช้กฎหมายด้วยความโปร่งใส เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบได้ทุกกรณี แต่ทุกครั้งที่มีการบังคับใช้กฎหมาย กลับถูกต่อต้านและบิดเบือนใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ซ้อมทรมานจากกลุ่มที่แอบอ้างว่าเป็นนักปกป้องสิทธิ ทั้งๆ ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา กลุ่มคนเหล่านี้ไม่เคยออกมาปกป้องสิทธิให้พี่น้องประชาชนที่ต้องตกเป็นเหยื่อของกลุ่มคนร้ายที่ใช้ความรุนแรง ทำให้สังคมเข้าใจว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและสนับสนุน ให้มีการใช้ความรุนแรง

3.การแจ้งความดำเนินคดีกับ บก. ผู้จัดการออนไลน์ และ นายอิสมาแอ เตะ เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่ละเมิดกฎหมายด้วยการจงใจเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ใส่ร้ายป้ายสีหน่วยงานของรัฐ โดยไม่ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทำให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานภาครัฐได้รับความเสียหาย ดังนั้นการขอพึ่งอำนาจของกระบวนการยุติธรรม จึงเป็นสิทธิอันชอบธรรมตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการคุกคาม หรือปิดปากประชาชนตามที่กล่าวอ้างและบิดเบือนแต่อย่างใด 4.กอ.รมน.ภาค 4 สน. ให้การเคารพในสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องประชาชนที่สามารถแสดงออกโดยไม่ละเมิดต่อกฎหมาย ดังนั้นจึงขอให้กลุ่มที่กำลังเคลื่อนไหว อย่านำปัญหาความมั่นคงในพื้นที่มาบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มหรือผลประโยชน์ทางการเมือง และให้ยุติหลอกลวงประชาชน ด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริงที่อาจทำให้สังคมเกิดความสับสน วุ่นวาย เพราะเป็นพฤติกรรมที่ล่อแหลมและสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมาย สำหรับองค์กรต่างๆ ที่มาร่วมเป็นเครือข่ายเฉพาะกิจ และสื่อมวลชนขอให้ใช้ดุลยพินิจในการแสดงออกและนำเสนอข้อมูลข่าวสารบนพื้นฐานของความจริง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มที่มีนัยยะแอบแฝงที่เข้ามาฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ความขัดแย้ง ให้ขยายวงกว้าง ที่ทำให้เกิดความยุ่งยากในการแก้ปัญหามากยิ่งขึ้น

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนับเป็นอีกหนึ่งของ “ความเห็นต่าง” ในพื้นที่ความขัดแย้ง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการสื่อสาร ความเข้าใจ การเปิดใจกว้าง เพื่อนำไปสู่เป้าหมายเดียวกันในการที่จะนำความสงบสู่สันติคืนให้พื้นที่ชายแดนใต้ แต่หากต่างฝ่ายต่างดึงดัน ไม่ยอมเปิดใจรับฟังความคิดเห็น มุ่งใช้แต่อำนาจ ความรุนแรง ความเหนือกว่า เชื่อว่าในที่สุดแล้ว “ความจริง” นั่นเองที่จะประกาศตัว ทำลายความเชื่อมั่นศรัทธา บั่นทอนความสัมพันธ์ที่เคยมีต่อกันให้ร้าวลึก